vigothailand,

vigo

,

วีโก้

,

วีโก้แชมป์

,

vigo champ

, toyota vigo,

รถบ้าน

, รถแต่ง, วีโก้ไทยแลนด์, ตลาดรถ, รถมือสอง, toyota, โตโยต้าชัวร์,

vigo 2014

, one2car , รถกระบะมือสอง, โตโยต้า

ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน


   


ลงชื่อร่วมกิจกรรมกับวีโก้ไทยแลนด์

 
ค้นหาในเว็บวีโก้ไทยแลนด์รวดเร็วกว่าด้วยระบบของกูเกิ้ล หาอะไรในเว็บไม่เจอพิมพ์ในช่องว่าง แล้วกด ค้นหา ได้เลย!!!

หน้า: 1 [2] 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 ... 15   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: สินเชื่อรถยนต์ ให้ยอดสุง 120% รถผ่อนอยู่ก็ทำได้  (อ่าน 119413 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
d-credit
ใบขับขี่ชั่วคราว
**

คะแนนถูกใจ 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 389



« #25 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 22, 2012, 04:56:16 PM »



แต่สิ่งหนึ่งที่คุณควรทราบก็คือ จะรู้ได้อย่างไรว่ารถของคุณควรเปลี่ยนโช้กอัพ?.
สังเกตง่ายๆเมื่อรถมีอาการเต้นหรือกระโดดขึ้นลงเมื่อขับรถผ่านทางขรุขระโดยทดสอบอย่างง่ายๆ
ให้ท่านเหยียบบนกันชนและขย่มหลายๆ ครั้ง หลังจากปล่อยเท้าออกแล้ว ถ้ารถยังเต้นขึ้นลงต่อไป
แสดงว่าโช้กอัพเสียหรือเป็นโช้กอัพไม่ได้มาตรฐาน
บันทึกการเข้า
d-credit
ใบขับขี่ชั่วคราว
**

คะแนนถูกใจ 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 389



« #26 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 25, 2012, 06:02:05 PM »

การติดตั้ง “โช้กอัพใหม่”
ไม่ได้หมายถึงประสิทธิภาพการทำงานของโช้คอัพจะเต็ม 100% เสมอไป
หากผู้ติดตั้งไม่ได้ทำการเช็กโช้กอัพให้พร้อมก่อนการติดตั้ง มักจะเกิดปัญหาตามมา
รวมถึงอายุการใช้งานของโช้กอัพก็จะสั้นกว่าที่ควรจะเป็นอีกด้วย สาเหตุอาจเกิดจากโช้กอัพดังกล่าว
เป็นโช้กอัพประเภทโช้คแก๊ส 2 กระบอก (Twin Tube) ซึ่งหากเป็นโช้กที่สมบูรณ์จากโรงงาน “แก๊ส”
จะต้องอยู่ในโช้กอัพกระบอกที่ 2 (Reserve Tube) แต่ความผิดปกติเกิดจากการที่แก๊สหลุดเข้าไป
อยู่ในกระบอกแรก ทำให้โช้กอัพเสียแรงเสียดทาน
ดังนั้นเมื่อลูกสูบโช้กสัมผัสแก๊สส่งผลให้การเคลื่อนที่ของแกนโช้กผิดปกติ

บันทึกการเข้า
d-credit
ใบขับขี่ชั่วคราว
**

คะแนนถูกใจ 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 389



« #27 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 29, 2012, 05:52:04 PM »

ที่สำคัญก็คือการ “เช็กความสมบูรณ์ของโช้กอัพ” ก่อนการติดตั้ง
เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพการทำงานของโช้กอัพเต็ม 100% ด้วยวิธีง่ายๆ และใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที
ซึ่งช่างผู้ติดตั้งสามารถทำได้โดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์อื่นๆ ช่วย การเช็คความสมบูรณ์ของโช้คอัพก่อนการติดตั้ง
ดังภาพประกอบที่ 1 จะเริ่มจาก
       
       • วางโช้กอัพในลักษณะตั้งขึ้น เหมือนการติดตั้งในรถ
       • กดโช้กอัพลงให้สุด และปล่อยให้แกนโช้คเคลื่อนตัวขึ้น
       • หากมีช่วงในการกดและคืนตัวที่ไม่สม่ำเสมอ เช่น มีอาการวืดในบางช่วง
         ให้สันนิษฐานว่ามีอากาศอยู่ภายในกระบอกโช้ก
บันทึกการเข้า
d-credit
ใบขับขี่ชั่วคราว
**

คะแนนถูกใจ 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 389



« #28 เมื่อ: มีนาคม 05, 2012, 05:36:30 PM »

เมื่อพบความผิดปกติของโช้กอัพก่อนการติดตั้งก็สามารถแก้ไขได้ง่ายๆ ด้วย 3 ขั้นตอนดังนี้
       •คว่ำโช้กลง และกดให้แกนโช้กเข้าไปในกระบอกโช้กจนสุด
       • หงายโช้กขึ้นในลักษณะเหมือนการติดตั้งปกติ
       • ปล่อยแกนโช้กให้ขึ้นมาด้วยแรงดันภายในกระบอกโช้กตามปกติ
       
       ทำซ้ำขั้นตอนประมาณ 3 ครั้ง หรือสามารถสังเกตการเคลื่อนตัวของแกนโช้กให้เคลื่อนตัวขึ้นอย่างราบเรียบ
เท่านี้ก็สามารถนำโช้กอัพไปติดตั้งได้แล้ว สำหรับผู้ที่ไม่ได้เป็นช่างก็สามารถจดจำวิธีการนี้
ไปแนะนำกับช่างเพื่อทดสอบความละเอียดรอบคอบของช่าง ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ของตัวคุณเอง
บันทึกการเข้า
d-credit
ใบขับขี่ชั่วคราว
**

คะแนนถูกใจ 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 389



« #29 เมื่อ: มีนาคม 13, 2012, 03:19:32 PM »

รถสีอะไรครองใจคนทั่วโลก?

  การเลือกซื้อรถยนต์สักหนึ่งคันหลายคนอาจจะมีเหตุผลในการตัดสินใจเลือกแตกต่างกันไป
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสมรรถนะ รูปทรง แบรนด์ ระบบความปลอดภัย รวมถึงเรื่องของ "สีรถ"
เพราะเป็นองค์ประกอบภายนอกที่สามารถดึงดูดความสนใจรองจากดีไซน์
ทำให้บริษัทผู้ผลิตรถต่างให้ความสำคัญในการเลือกสีเพื่อให้ตรงตามความต้องการของผู้ซื้อมากที่สุด
Nancy Lockhart ผู้จัดการฝ่ายการตลาดบริษัท ดูปองท์ ผู้ผลิตสีสำหรับรถยนต์รายใหญ่ในสหรัฐอเมริกา
กล่าวว่ารถสีเงินยังได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องสำหรับรถยนต์ที่มีการผลิตออกสู่ตลาดในช่วงปี 2007-2010
พบว่าสีเงินยังมาแรงเป็นอันดับ 1 ขณะที่สีดำอยู่ในอันดับที่ 2 เริ่มมีความนิยมเพิ่มมากขึ้น
บันทึกการเข้า
d-credit
ใบขับขี่ชั่วคราว
**

คะแนนถูกใจ 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 389



« #30 เมื่อ: มีนาคม 20, 2012, 05:19:11 PM »

"จากการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลความนิยมทั่วโลก เราสามารถระบุแนวโน้มที่ดีขึ้นและช่วยให้ลูกค้า
ในอุตสาหกรรมยานยนต์พัฒนาสีสำหรับอนาคตในการเป็นแนวทางการออกแบบอีกด้วย
แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดคือสีเงิน สีขาว และสีดำยังคงเป็นสีที่ได้รับความนิยมทั่วทุกภูมิภาคของโลกในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา"
       
  จากรายงานฉบับนี้เปิดเผยว่า ในตลาดทั่วโลกนั้น รถยนต์ที่ใช้สีเงินอยู่ที่ 25% ส่วนสีดำตามมาเป็นอันดับที่ 2
ด้วยสัดส่วน 23% ตามด้วยสีขาว 16%, สีเทา 13%, สีน้ำเงิน 9% , สีแดง 8% , สีน้ำตาล 4% , สีเขียว สีเหลือง
สีทอง ประมาณ 1% ส่วนในตลาดอเมริกาเหนือนั้นกลับแตกต่างจากที่อื่นเพราะสีที่มาแรงครองอันดับหนึ่งคือ
สีขาว 17.8 % ตามมาด้วยสีดำ 17% ส่วนสีเงินอยู่ในดันดับ 3 ที่ 16.7 % , สีเทา 13% , สีน้ำเงิน 12.4 % , สีแดง 12%
สีน้ำตาล 5.7% , สีเขียว 2.8% , สีเหลืองและสีทอง 2.3% และสีอื่นๆอีก 1%
บันทึกการเข้า
d-credit
ใบขับขี่ชั่วคราว
**

คะแนนถูกใจ 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 389



« #31 เมื่อ: มีนาคม 28, 2012, 12:49:58 PM »

  ส่วนในยุโรปสีดำนำมาเป็นที่หนึ่ง 27% รองลงมาคือสีเงิน 19.9% และสีขาว10.2%
ทางด้านประเทศญี่ปุ่นผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ของโลกนั้นนิยมชมชอบสีขาวมากถึง 28% และสีเงินตามมาที่ 23%
   
   สำหรับในประเทศไทยพบว่าสีที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคือสีเงินและสีดำ ส่วนสีขาวมักจะออกมาในรูปแบบรุ่นพิเศษเท่านั้น
ทั้งนี้ยังพบว่าเหตุผลที่กลุ่มลูกค้าและผู้ผลิตรถยนต์นิยมสีเงินเพราะเป็นสีที่เหมาะสมกับรถยนต์ ทำให้ดูทันสมัยอยู่เสมอ แล้วก็มีราคาขายต่อที่ดี
       
    รวมถึงพฤติกรรมการเลือกซื้อรถพบว่าลูกค้าส่วนมากจะให้ความสนใจบริษัทรถที่มีสีรถให้เลือกมากกว่า 5 สีขึ้นไป
ในแต่ละรุ่นด้วย นอกจากนี้ในการสำรวจพบว่าสีน้ำเงิน หรือฟ้า อาจจะเป็นสีที่ได้รับความนิยมในปีหน้า เนื่องจากการที่คนทั่วโลก
ให้ความสำคัญเรื่องสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ในแง่ของ ท้องฟ้า สายน้ำ ที่สื่อออกมาทางสีรถนั่นเอง
บันทึกการเข้า
d-credit
ใบขับขี่ชั่วคราว
**

คะแนนถูกใจ 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 389



« #32 เมื่อ: เมษายน 18, 2012, 05:10:58 PM »

ชัดใส-ไม่(ต้อง)ละสายตา
 
   นวัตกรรมยานยนต์มากมายถูกคิดค้น และพัฒนาต่อยอดจนถูกนำไปใช้ได้จริงในรถยนต์
เป้าหมายเพื่ออำนวยความสะดวก หรือช่วยเรื่องความปลอดภัยในการขับขี่ ค่าย“คอนติเนนทอล”
หนึ่งในผู้ผลิตชิ้นส่วนยักษ์ใหญ่ ที่นิยมหาเทคโนโลยีใหม่ๆมาประดับวงการ ล่าสุดปล่อยระบบ
“หน้าจอแสดงผลบนกระจก” (Head-up Display หรือ HUD) รุ่นที่ 2 ซึ่งเตรียมติดตั้งในบีเอ็มดับเบิลยู
ซีรีส์ 3 ใหม่ (F30)
โดยหน้าจอ HUD จะแสดงข้อมูลในส่วนที่เกี่ยวข้อง อาทิ ข้อมูลด้านความเร็ว การบอกทิศทาง
และสาระบันเทิง (อินโฟเทนเมนต์) รวมทั้งคำเตือนต่างๆ ให้ผู้ขับขี่สามารถมองเห็นได้ในวิถีทางตรง
หน้าจอของการแสดงผลแบบ HUD จะปรากฏขึ้นทางด้านหน้าของผู้ขับขี่ห่างออกไปราว 2 เมตร
โดยจะอยู่เหนือฝากระโปรงรถ เพื่อให้ผู้ขับขี่สามารถรับข้อมูลสำคัญได้โดยไม่ต้องเบนสายตาออกไปจากท้องถนน
       
บันทึกการเข้า
d-credit
ใบขับขี่ชั่วคราว
**

คะแนนถูกใจ 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 389



« #33 เมื่อ: เมษายน 22, 2012, 05:11:06 PM »

“การแสดงผลแบบ HUD นี้จะช่วยลดอัตราการเสียสมาธิ พร้อมเพิ่มความปลอดภัยให้กับการขับขี่
โดยคอนติเนนทอลเริ่มต้นการผลิตระบบHUD ครั้งแรกในปี 2546 และจากประสบการณ์ที่สั่งสมมายาวนาน
จึงช่วยให้บริษัทได้ร่วมมือกับลูกค้า เพื่อผลิต HUD รุ่นที่ 2 ในปี 2553 เป็นผลสำเร็จ ”
อีลโก สโปลเดอร์ หัวหน้าหน่วยธุรกิจติดตั้งเครื่องมือและระบบตอบโต้กับผู้ขับขี่ของคอนติเนนทอล
กล่าวและว่า การแสดงผลเป็นภาพสีสวยสดใสทำให้ HUD ใหม่ของคอนติเนนทอล
เมื่อเปรียบเทียบกับสเปคตรัมของสีที่มีอย่างจำกัดในรุ่นก่อนจะพบว่า หน้าจอแอลซีดีรุ่นใหม่
แสดงสเปคตรัมของสีได้ครบถ้วนจากภาพที่กำเนิดขึ้นบนการแสดงผลบน TFT เทคโนโลยี
จอแอลซีดีสีขาวที่ใช้ในหน่วยกำเนิดภาพใหม่ให้ความสว่างเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันด้วยคุณสมบัติต่างๆ
อาทิ การแสดงภาพในเวลากลางคืน หน่วยกำหนดภาพใหม่มีจอแอลซีดีเพียง 15 จอ จึงทำให้ HUD
ลดปริมาณการใช้พลังงานลงได้เป็นอย่างดีถึงราว 1 ใน 3 ของรุ่นก่อนหน้านี้
บันทึกการเข้า
d-credit
ใบขับขี่ชั่วคราว
**

คะแนนถูกใจ 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 389



« #34 เมื่อ: เมษายน 27, 2012, 12:07:18 PM »

นอกจากนี้ผู้ขับยังสามารถปรับแต่ง HUD ได้อย่างสะดวกง่ายดายด้วยแผงควบคุมในบริเวณที่นั่งคนขับ
เนื่องจากมีการใช้สเต็ปมอเตอร์ปรับกระจกแสดงภาพใน HUD ทำให้สามารถปรับตำแหน่งของภาพที่แสดงผล
ลอยเหนือฝากระโปรงหน้ารถได้
       
       สำหรับการผลิตระบบการแสดงภาพแบบ HUD เพื่อใช้งานในยานยนต์ขนาดกลาง
วิศวกรของคอนติเนนทอลให้ความสำคัญกับองค์ประกอบที่จำเป็น 2 ประการ คือ ลดขนาดและน้ำหนัก
และปรับลดต้นทุนการผลิต รูปแบบการวางองค์ประกอบใหม่ที่มีความเหมาะสมสูงสุดด้วยการสะท้อน
ภาพการแสดงผลสู่หน้าจอบนกระจกหน้า ทำให้ลดปริมาณส่วนประกอบที่จำเป็นลงได้เป็นอย่างมาก
เมื่อผสานเข้ากับการใช้วัสดุยุคใหม่แล้ว นักพัฒนาผลิตภัณฑ์สามารถลดปริมาตรและน้ำหนักล
ต่ำกว่ารุ่นก่อนหน้าถึงครึ่งหนึ่ง หรือมีปริมาตร 3.8 ลิตรและน้ำหนักเพียง 1.5 กิโลกรัมเท่านั้น

บันทึกการเข้า
d-credit
ใบขับขี่ชั่วคราว
**

คะแนนถูกใจ 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 389



« #35 เมื่อ: พฤษภาคม 02, 2012, 05:09:31 PM »

5วิธีดับร้อนให้รถยนต์


ช่วงอากาศร้อนๆ แบบนี้คนเราร้อนก็ไปอาบน้ำหรือหลบไปอยู่ตามสถานที่เย็นๆ ชุ่มฉ่ำ สำหรับรถยนต์ของเรามันไปเอง
ไม่ได้จึงเป็นหน้าที่ของเจ้าของรถ แต่ช่วงนี้อะไรประหยัดได้ก็ควรประหยัดเข้าศูนย์ครั่งหนึ่ง
อย่างน้อยโดนค่าแรงไปแล้วเป็นร้อยบาท วันนี้ทีมงานจึงมาแนะนำการดูแลรถยนต์เบื้องต้นในช่วงหน้าร้อน
ซึ่งหลายท่านอาจจะมีความรู้กันดีอยู่แล้ว แต่ทีมงานนำมาเสริมเผื่อบางท่านอาจจะลืมๆ กันไปให้ได้เตือนสติกันก่อนสตาร์ท

 **ฟิล์มกรองแสงกันได้แค่ไหน**
       
       วิธียอดฮิตของคนไทยอันดับหนึ่งที่จะช่วยลดความร้อนจากแสงแดดได้คือการติดตั้งฟิล์มกรองแสง
แต่ในตลาดบ้านเรามีอยู่มากมายหลายยี่ห้อ ควรมีวิธีพิจารณาเลือกติดตั้งฟิล์มกรองแสงให้คุ้มค่า
อย่างแรกที่เราควรคำนึงถึง คือ คุณภาพฟิล์มกรองแสงที่มีคุณภาพดีนั้น คุณสมบัติต่างๆ ของฟิล์ม
เช่น ค่าการลดความร้อน, ค่าการลดรังสีอุลตร้าไวโอเลต, ค่าการสะท้อนแสง
ซึ่งฟิล์มกรองแสงติดรถยนต์คุณภาพดีนั้นพบว่าสามารถลดความร้อน จากแสงแดดได้สูงสุดเพียง 68% เท่านั้น
หากมีการโฆษณาว่าสามารถลดความร้อนได้สูงกว่านี้นั้นควรเพิ่มความระมัดระวัง ส่วนขั้นตอนการติดตั้ง
ต้องไปรับการติดตั้งที่ศูนย์ตัวแทน จำหน่ายและติดตั้งที่ได้รับหนังสือแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ
จากบริษัทผู้นำเข้าที่ยังไม่หมดอายุ เพื่อให้ได้ฟิล์มกรองแสงที่มีคุณภาพของแท้
บันทึกการเข้า
d-credit
ใบขับขี่ชั่วคราว
**

คะแนนถูกใจ 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 389



« #36 เมื่อ: พฤษภาคม 07, 2012, 02:27:38 PM »

**ยืดอายุแอร์รถยนต์**
       
       รถยนต์สมัยใหม่แทบไม่ต้องวุ่นวายมาก เพียงดูจุดเล็กๆ สามารถยืดอายุการใช้งานได้
เช่น ไม่ปรับตำแหน่งของเทอร์โมสตรัทไปที่ Cool อยู่ตลอดเวลา จะช่วยถนอมคอมเพรสเซอร์ไม่ให้ทำงานหนักตลอดเวลา
หรือไม่เปิดกระจกเมื่อเปิดแอร์ เพราะคอมเพรสเซอร์ทำงานหนัก ต่อมาอาจใช้วิธีปิดการทำงานของคอมแอร์
แต่ยังเปิดพัดลมอยู่ นอกจากนี้อย่าลืมทำการล้างตู้แอร์ประมาณทุก ๆ 1 ปี หรือราว ๆ 20,000 กม.
รวมถึงการเปลี่ยนวาล์วแอร์และดรายเออร์ทุก 40,000 - 50,000 กม.


บันทึกการเข้า
d-credit
ใบขับขี่ชั่วคราว
**

คะแนนถูกใจ 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 389



« #37 เมื่อ: พฤษภาคม 13, 2012, 11:44:19 AM »

**โอเวอร์ฮีท!!...ป้องกันได้**
       
       ก่อนขับขี่ ผู้ขับขี่ควรหมั่นตรวจสอบระดับน้ำในหม้อน้ำ หากเป็นรถใหม่ควรตรวจสอบอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง
ส่วนรถที่มีอายุการใช้งานเกิน 5 ปี ควรตรวจสอบ 2 - 3 ครั้งต่อสัปดาห์ หมั่นเติมน้ำสะอาด และถ่ายน้ำในหม้อน้ำทิ้งทุก 4 - 6 เดือน
ขณะขับขี่สามารถสังเกตอาการเครื่องยนต์ร้อนจัดได้จากเข็มวัดอุณหภูมิที่หน้าปัด โดยปกติจะอยู่ระหว่างตัว C และ H หรือ 85 - 90 องศาเซลเซียส
หากเข็มวัดอุณหภูมิเคลื่อนมาอยู่ใกล้ตัว H แสดงว่าเครื่องยนต์ร้อนจัด ให้รีบปิดแอร์เพื่อลดการทำงานของเครื่องยนต์และนำรถจอดเข้าข้างทาง
ในบริเวณที่ปลอดภัยในทันที และรีบเปิดฝากระโปรงรถเพื่อระบายความร้อนออกจากห้องเครื่อง หากมีไอน้ำพุ่งขึ้นมาจากฝากระโปรงรถ
ควรรอจนความร้อนของเครื่องยนต์ลดลง แล้วจึงค่อยเปิดฝากระโปรงรถ ไม่เปิดฝาหม้อน้ำในขณะที่เครื่องยนต์ร้อนจัด
เพราะไอน้ำอาจพุ่งขึ้นมาจนทำให้บาดเจ็บได้ และห้ามราดน้ำที่เครื่องยนต์ เพราะจะทำให้เครื่องยนต์เสียหาย
บันทึกการเข้า
d-credit
ใบขับขี่ชั่วคราว
**

คะแนนถูกใจ 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 389



« #38 เมื่อ: พฤษภาคม 22, 2012, 05:16:13 PM »

**จอดตากแดดไม่ต้องกลัว**
      
       การลดความร้อนในห้องโดยสารหากจอดรถตากแดดเป็นเวลานาน ภายในห้องโดยสารจะมีความร้อนสะสม
วิธีลดความร้อนคือเปิดกระจกหน้าต่างฝั่งตรงข้าม1บาน(ด้านหน้า) แล้วเปิดประตูรถทั้งด้านหน้าด้านหลัง
และปิดทำซ้ำๆ4-5ครั้ง(ไม่ต้องแรงมาก) ในขณะที่เราเปิดประตูอากาศภายนอกจะไหลผ่านช่องหน้าต่าง
ที่เราเปิดเอาไว้จะทำให้อากาศภายในห้องโดยสารถูกดึงออกไป จากผลการทดสอบสามารถ
ลดอุณหภูมิลดลง4-5องศา หรือถ้าคุณจอดในที่ที่ปลอดภัยสามารถลดกระจกรถทุกบานลง 1-2 มม.
เพื่อให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก


บันทึกการเข้า
d-credit
ใบขับขี่ชั่วคราว
**

คะแนนถูกใจ 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 389



« #39 เมื่อ: พฤษภาคม 29, 2012, 05:42:54 PM »

 **ล้างรถให้ถูกวิธี**
       
       เคล็ดลับวิธี?การล้างรถรักษาผิวรถให้สวยสะอาดใสไร้ริ้วรอย เริ่มจากฉีดน้ำให้แรงที่สุดเพื่อให้คราบฝุ่นขี้ดินและสิ่งสกปรกต่างๆ
หลุดออกจากตัวรถให้มากที่สุด ล้างด้วยน้ำเปล่าก็สะอาดเพียงพอแล้ว แต่อาจต้องใช้แรงในการขัดถูมากหน่อย ถ้าอยากให้ล้างง่ายขึ้น
สะอาดใสปิ๊งก็ให้ใช้แชมพูล้างรถร่วมด้วย การล้างรถบ่อยๆทำให้สีตัวรถดูสดใสตลอด  แต่ทั้งนี้ไม่ควรล้างรถในตอนเย็นเพราะหากล้าง
แล้วจอดทิ้งไว้อาจทำให้เกิดสนิมในจุดที่เช็ดไม่แห้ง ไม่ควรล้างรถกลางแดดเพราะแสงแดดจะทำให้น้ำแห้งเร็วจนเช็ดไม่ทันซึ่งอาจ
ทำให้เกิดคราบน้ำบนผิวสีรถได้


บันทึกการเข้า
d-credit
ใบขับขี่ชั่วคราว
**

คะแนนถูกใจ 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 389



« #40 เมื่อ: มิถุนายน 05, 2012, 05:33:51 PM »

วิจัยชี้แม้อันตราย แต่วัยรุ่นก็ยังแชทขณะขับ      

       จากการสำรวจของสื่อในสหัฐอเมริกา เผยผลสำรวจวัยรุ่นชาวอเมริกัน พิมพ์ข้อความผ่านทางโทรศัพท์มือถือ หรือแชท ระหว่างขณะขับรถเป็นจำนวนมาก
               
       นิตยสารคอนซูมเมอร์ รีพอร์ตในสหรัฐอเมริกาเปิดเผยตัวเลขจากการสำรวจโดยระบุว่า 8 ใน 10 ของกลุ่มตัวอย่างในการสำรวจกว่า 1,000 คนระบุว่า มักจะพิมพ์ข้อความผ่านทางโทรศัพท์มือถือในระหว่างการขับรถอยู่เสมอแม้ว่าจะทราบดีว่าเป็นเรื่องที่อันตรายและผิดกฎหมาย โดยร้อยละ 29 ของกลุ่มวัยรุ่นที่แชทขณะขับมีอายุในช่วงระหว่าง 16-21 ปี ขณะที่อีกร้อยละ 47 สารภาพว่าชอบโทรศัพท์ในขณะขับรถโดยที่ไม่ใช่อุปกรณ์แฮนด์ฟรี

 นอกจากนั้นร้อยละ 48 ของกลุ่มตัวอย่าง เผยว่า พวกเขามักจะเห็นพ่อแม่ทั้งคู่หรือคนใดคนหนึ่งโทรศัพท์ขณะขับรถ โดยจากการเปิดเผยของหน่วยงานด้านความปลอดภัยบนท้องถนนของสหรัฐอเมริกา หรือเอ็นเอชทีเอสเอยืนยันว่าในปี 2010 มีตัวเลขผู้เสียชีวิตจำนวน 3,092 คนจากอุบัติเหตุอันเป็นผลมาจากการการถูกดึงดูดความสนใจในขณะขับรถ เช่น การพิมพ์ข้อความทางโทรศัพท์ หรือการเบนสายตาจากถนนไปทำกิจกรรมอื่น เช่น เปลี่ยนซีดีในรถ หรือคิดเป็นร้อยละ 9.4 ของผู้เสียชีวิตบนท้องถนน
               
       สำหรับตัวเลขในปี 2011 ยังไม่มีการเปิดเผยออกมา แต่เชื่อว่าน่าจะอยู่ในระดับใกล้เคียงกันแม้ว่าในแง่ของภาพรวมด้านผู้เสียชีวิตบนท้องถนนในสหรัฐอเมริกาของปี 2011 จะลดลงเหลือ 32,885 ราย หรือต่ำที่สุดนับจากปี 1949
               
       ที่ผ่านมาในสหรัฐอเมริกา มีการรณรงค์ในเรื่องของการงดกิจกรรมการแชทผ่านโทรศัพท์มือถืออย่างมากนับตั้งแต่สมาร์ทโฟนเริ่มเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของคน และใน 38 รัฐของหรัฐอเมริกามีการออกกฎหมายห้ามพิมพ์ข้อความบนโทรศัพท์มือถือหรืออุปกรณ์อื่นๆ ในระหว่างขับรถ


บันทึกการเข้า
d-credit
ใบขับขี่ชั่วคราว
**

คะแนนถูกใจ 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 389



« #41 เมื่อ: มิถุนายน 12, 2012, 12:27:58 PM »

มารยาทในการขับรถที่คนไทย...ไม่ทำ

  การเดินทางด้วยรถยนต์บนถนนสาธารณะ นอกจากกฎหมายราชการแล้ว ยังควรมีมารยาท
และความเอื้ออาทรต่อกัน เพื่อให้มีทั้งความราบรื่นและความปลอดภัย ในการเดินทางอยู่เสมอ
ผู้ขับรถยนต์ไทย กับมารยาทในการใช้รถใช้ถนนร่วมกัน ยังไม่มีมากนัก หากไม่หันมารณรงค์ร่วมกัน
การรักษามารยาท ก็คงจะถดถอยลงอย่างต่อเนื่อง วิธีและมารยาทในการปฏิบัติต่อไปนี้ เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น

กะพริบไฟสูงขอทางหรือเตือน อาจสับสน
       
       บางเรียกศัพท์สแลงกันว่า ดิฟไฟสูง คนไทยมักใช้เตือน เพื่อไม่ให้รถยนต์ทางโทตัดเข้ามาทางเอกหรือทางตรง ในขณะที่บางประเทศใช้การกะพริบไฟสูงเมื่ออยากให้ทาง เพราะแสดงว่า เห็นแล้วและยอมให้ทางขณะที่คนไทยส่วนใหญ่ใช้เพื่อบอกว่า เห็นแล้วว่ามีรถยนต์กำลังจะตัดทางเข้ามา แต่ไม่ให้เข้ามา ในกรณีนี้กฎหมายไทย ไม่มีการกำหนดว่า ให้ใช้การกะพริบไฟสูง เพื่อจุดประสงค์ใด อาจเพราะไม่สามารถปรับเปลี่ยนให้เป็นสากลได้ จึงยังพอใช้กันในสไตล์ไทย ๆ ได้ แต่ก็มีผู้ที่ใช้เพื่อต้องการให้ทางอยู่บ้าง ซึ่งน่าจะเหมาะสมกว่า เพราะต้องเห็นก่อนจึงจะสามารถกะพริบไฟบอกได้ ก็คงต้องปล่อยวางและใช้กันไปตามกระแส


บันทึกการเข้า
d-credit
ใบขับขี่ชั่วคราว
**

คะแนนถูกใจ 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 389



« #42 เมื่อ: มิถุนายน 19, 2012, 04:07:21 PM »

จอดในพื้นที่ห้ามจอด-เปิดไฟฉุกเฉิน
       
       ถือเป็นการเอาเปรียบสังคมอย่างหนึ่ง แม้จะเป็นการจอดชั่วคราวก็ตาม เพราะการเปิดไฟฉุกเฉิน เพื่อแสดงว่าจอด แต่ถ้าไม่ใช่เวลาและและพื้นที่ซึ่งควรจอดก็ไม่ควรปฏิบัติ อีกทั้งยังผิดกฎจราจรอีกด้วย การเปิดไฟฉุกเฉินจอดในพื้นที่ห้ามจอด ไม่สามารถป้องกันการออกใบสั่งได้

ก้มศีรษะขอบคุณ ลืมไปแล้วหรือ ?
       
       3-4 ปีที่ผ่านมา ผู้ขับมีการก้มหัวขอบคุณเมื่อได้รับการให้ทาง แต่ในระยะหลังมานี้เริ่มมีการถดถอยหรือหลงลืมกันไปบ้าง อาจะเป็นเพราะการรักษาศักดิ์ศรีโดยไม่จำเป็น เช่น ผู้ขับรถยนต์ระดับหรูราคาแพง มักไม่ยอมขอบคุณผู้ขับรถยนต์ราคาถูกที่ยอมให้ทาง หรือผู้ชายมักไม่ยอมขอบคุณผู้หญิง ฯลฯ นับเป็นเรื่องที่น่าชื่นชมมาก เมื่อมีการขอบคุณให้หลังจากได้รับการให้ทาง
บันทึกการเข้า
d-credit
ใบขับขี่ชั่วคราว
**

คะแนนถูกใจ 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 389



« #43 เมื่อ: มิถุนายน 26, 2012, 12:33:15 PM »

เบรก ต้องสนใจรถยนต์ที่ตามด้วย

ไม่ใช่แค่รักษามารยาท แต่เป็นการเพิ่มความปลอดภัยกันด้วย ถ้าต้องมีการเบรก ผู้ขับส่วนใหญ่จะมองแค่เป็นการลดความเร็ว เมื่อมีสิ่งกีดขวางด้านหน้า โดยไม่ค่อยสนใจมารยาทและความปลอดภัยของผู้ขับรถยนต์คันที่ตามมา หากมีเวลาพอ ก่อนการเบรกควรเหลือบมองกระจกหลัง และเพื่อจะได้ตัดสินใจกดแป้นเบรกด้วยจังหวะและน้ำหนักที่เหมาะสม

ข้าม 4 แยก / 3 แยก ตรงไป ไม่ควรเปิดไฟฉุกเฉิน

ถ้าจะขับรถยนต์แล้วต้องการข้าม 4 แยก หรือ 3 แยกแนวตรงแล้วต้องการตรงไป การเปิดไฟฉุกเฉิน-กะพริบ 4 มุม เป็นวิธีที่ผิดและอันตราย สาเหตุที่ไม่ควรเปิดไฟฉุกเฉินในกรณีนี้ เพราะผู้ขับรถยนต์ที่มาด้านซ้าย-ขวา อาจเห็นเพียงไฟกะพริบด้านหน้ามุมเดียว เสมือนเป็นการเปิดไฟเลี้ยว โดยไม่ทราบเลยว่า เป็นการเปิดไฟฉุกเฉินกะพริบพร้อมกัน 4 มุมซ้าย-ขวา หากสมมุติเหตุการณ์ขึ้นจะพบว่า ไฟเลี้ยวด้านหน้า แม้จะกะพริบพร้อมกันซ้าย-ขวา แต่ผู้ขับรถยนต์คันที่มาจากด้านข้างในแต่ละด้าน ก็ยังอาจเห็นไฟหะพริบเพียงมุมเดียว โดยเฉพาะผู้ที่ขับรถยนต์มาจากด้านซ้าย ก็อาจจะไม่ชะลอความเร็วลงหรือไม่ให้ทาง ด้วยคิดว่ารถยนต์คันที่เปิดไฟฉุกเฉินจะเลี้ยวซ้าย โดยไม่เกี่ยวกับเขา


บันทึกการเข้า
d-credit
ใบขับขี่ชั่วคราว
**

คะแนนถูกใจ 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 389



« #44 เมื่อ: กรกฎาคม 04, 2012, 05:43:39 PM »

สปอตไลท์/ไฟตัดหมอก ควรเปิดเมื่อไม่รบกวนคนอื่น
       
       ไฟส่องสว่างนี้มีทั้งติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐานและติดตังเพิ่มเอง ตำแหน่งอยู่ตรงด้านล่างของกันชนหน้า 2 ดวงต่อรถยนต์ 1 คัน
รถยนต์บางรุ่นติดตั้งให้ใช้เป็นไฟตัดหมอก ซึ่งก็ควรใช้เมื่อมีหมอกตามชื่อเรียก แต่ทุกวันนี้ผู้ขับขี่บางคนกลับเปิดใช้ในขณะที่เส้นทางไม่มืดมาก
ซึ่งไม่จำเป็นเลยเพราะแสงสว่างที่แรงนั้น อาจแยงสายตาทั้งผู้ขับรถยนต์คันที่สวนมาและคันที่นำหน้าในเส้นทางปกติ
ไม่ควรเปิดใช้งานเพราะสว่างอยู่คนเดียว แต่ทำให้คนอื่นตาพร่ามัว
ผู้ขับรถยนต์บางรายหนักข้อด้วยการเปิดเพียงไฟหรี่ แล้วเปิดสปอตไลท์เพิ่มความสว่าง
นับเป็นการรบกวนสายตาของเพื่อนร่วมทางอย่างมาก สำหรับคำถามที่ว่า แล้วเมื่อมีปัญหาอย่างนี้ผู้ผลิตรถยนต์
ติดตั้งสปอตไลท์มาเพื่ออะไร แล้วจะได้ใช้งานเมื่อไร เพราะกลัวไม่คุ้มค่ากับเงินที่เสียไป
ผู้ผลิตรถยนต์หลายรายระบุในคู่มือว่า สปอตไลท์ควรเปิดเมื่อไม่รบกวนผู้อื่น จำเป็น หรือควรเปิดเมื่อหมอกลง
และไม่ควรเปิดใช้ต่อเนื่องนาน ๆ เพราะจะร้อนเกินไปจนจานฉายอาจเสื่อมได้ง่าย การติดตั้งสปอตไลท์เพิ่มเติมเอง
ถ้าไม่ถูกตำแหน่งหรือมีแสงแรงเกินกำหนด ก็ผิดกฎหมาย ทั้งมีการเปิดใช้และไม่เปิด
จะไม่ผิดกฎหมายก็ต่อเมื่อติดตั้งถูกตำแหน่งมีฝาครอบปิด และไม่ได้เปิดใช้บนเส้นทางเรียบปกติ
บันทึกการเข้า
d-credit
ใบขับขี่ชั่วคราว
**

คะแนนถูกใจ 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 389



« #45 เมื่อ: กรกฎาคม 09, 2012, 04:22:54 PM »

เปลี่ยนเลน-แซง-ขึ้นทางตรงได้แล้ว ควรเร่งความเร็วเพิ่ม
       
       การเลี้ยวขึ้นทางตรงจากซอยหรือทางโท รวมถึงการเปลี่ยนเลน ควรกระทำเมื่อเส้นทางว่างพอ เมื่อเปลี่ยนเข้าสู่เลนที่ต้องการได้แล้ว
บางคนไม่สนใจมารยาทต่อผู้ขับรถยนต์คันที่ตามมา เพราะคิดแต่เพียงว่า ถ้าถูกชนด้านท้ายแล้วจะไม่ผิด เนื่องจากเข้าสู่เส้นทางได้เต็มคันแล้ว
ด้านมารยาท เมื่อเข้าสู่เส้นทางได้เต็มคันแล้ว ควรเร่งความเร็วมาก ๆ กดคันเร่งหนัก ๆ เพื่อไล่รถยนต์คันหน้าในระยะที่เหมาะสมให้เร็วที่สุด
โดยไม่ต้องสนใจว่า รถยนต์คันหลังห่างแค่ไหน เพื่อมารยาท ผู้ขับรถยนต์คันหลังจะได้ไม่ต้องเบรกจนตัวโก่ง
และไม่เสี่ยงต่อการเสียโฉมของบั้นท้ายรถยนต์ของตนเองด้วย
       
       ไฟเหลือง ควรเร่งหนีหรือเบรก ?
       
       หลักการที่ถูกต้องและเป็นสากลแต่ไม่ค่อยมีปฏิบัติกัน คือ ต้องเบรกและจอดเมื่อเห็นไฟเหลืองก่อนไฟแดง
ผู้ขับรถยนต์ไทยส่วนใหญ่ เมื่อเห็นไฟเหลือง กลับกลายเป็นไฟเตือนให้เร่งหนีการติดไฟแดง ซึ่งไม่ถูกต้องนักเพราะ
การที่ไฟเหลืองสว่างขึ้นก่อนจังหวะไฟแดงตามหลักการจริงเป็นการเตือนเพื่อให้ชะลอความเร็วลงและจอด
และควรเหลือบมองกระจกหลังไว้หน่อย เพื่อจะได้ตัดสินใจกดแป้นเบรกด้วยน้ำหนักและจังหวะที่เหมาะสม เพื่อมารยาท
ผู้ขับรถยนต์คันหลังไม่ต้องเบรกจนตัวโก่งและไม่เสี่ยงต่อการเสียโฉมของบั้นท้าย รถยนต์ของตน



บันทึกการเข้า
d-credit
ใบขับขี่ชั่วคราว
**

คะแนนถูกใจ 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 389



« #46 เมื่อ: กรกฎาคม 16, 2012, 11:40:15 AM »

ไฟเลี้ยว ต้องเปิด-ปิดอย่างเหมาะสม
       
       ถือเป็นเรื่องพื้นฐานที่ถูกมองข้าม การเปิดไฟเลี้ยวเป็นเรื่องจำเป็น เพราะกฎหมายกำหนดให้มีการเตือน
ผู้ร่วมทางล่วงหน้าตามระยะที่เหมาะสม จึงควรเปิดไฟเลี้ยวเมื่อเตรียมเปลี่ยนเลนหรือเลี้ยวล่วงหน้าพอสมควร
และไม่ควรเปิดค้างจนลืม
       
       ชิดซ้ายเสมอ
       
       บนถนนหลายเลนมักมีการเตือนวา "ขับช้า ชิดซ้าย" ซึ่งไม่ค่อยตรงกับหลักการขับปลอดภัย
และมารยาทในการใช้ถนนเพราะจะมีรถยนต์แล่นเลนขวาตลอด โดยคิดว่าความเร็วที่ใช้ในขณะนั้นถือว่าเร็วแล้ว
ซึ่งอาจเป็นเพราะกฎหมายไทยกำหนดให้ใช้ความเร็วสูงสุดไม่เกิน 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
 เมื่อใช้ความเร็วเกินขึ้นไปแล้ว ก็มักจะคิดไปเองว่า เร็วพออยู่แล้ว จึงสามารถแล่นชิดขวาได้


บันทึกการเข้า
d-credit
ใบขับขี่ชั่วคราว
**

คะแนนถูกใจ 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 389



« #47 เมื่อ: กรกฎาคม 23, 2012, 05:34:59 PM »

“จัมพ์แบต”เรื่องง่ายๆที่ทำ(ไม่)ยาก

ขั้นตอนที่ 1 ต่อหัวสายพ่วงสีแดงเข้ากับขั้วบวกแบตเตอรี่ที่ไม่มีไฟ

       เวลาขับรถบนท้องถนน ความปลอดภัยในการเดินทางเป็นสิ่งสำคัญมากที่สุด แต่บ่อยครั้งก็มักเกิดปัญหาไม่คาดคิดโดยเฉพาะปัญหาแบตเตอรี่หมด ที่ทำให้ระบบเครื่องยนต์หยุดชะงัก และเป็นปัญหาที่ต้องรีบแก้ไขเฉพาะหน้า ด้วยวิธีการต่อสายพ่วงแบตเตอรี่ หรือที่เรียกกันติดปากว่า “จัมพ์แบตเตอรี่” เพื่อให้เกิดกำลังไฟเพียงพอที่จะทำให้ระบบต่างๆ ของเครื่องยนต์ทำงาน และสามารถเดินรถต่อไปได้ในช่วงระยะเวลาสั้นๆ


บันทึกการเข้า
d-credit
ใบขับขี่ชั่วคราว
**

คะแนนถูกใจ 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 389



« #48 เมื่อ: กรกฎาคม 30, 2012, 04:25:41 PM »

ขั้นตอนที่ 2 ต่อหัวสายพ่วงสีแดงอีกด้านเข้ากับขั้วบวกแบตเตอรี่รถที่มีไฟ

       นายประกาสิทธิ์ พรประภา กรรมการ บริษัท สยามยีเอส แบตเตอรี่ จำกัด และบริษัท สยามยีเอสเซลส์ จำกัด
ผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่ายแบตเตอรี่สำหรับยานยนต์ ภายใต้แบรนด์ “GS แบตเตอรี่” ให้คำแนะนำว่าปัญหาของแบตเตอรี่
หมดระหว่างการขับรถบนท้องถนนอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ ทั้งสายต่อไดชาร์จหลวม น้ำกลั่นหมด แบตเตอรี่เสื่อมสภาพ
หรือกำลังไฟของแบตเตอรี่มีไม่เพียงพอ การจัมพ์แบตเตอรี่เป็นวิธีการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า
โดยจะต้องมีสายพ่วงแบตเตอรี่เป็นอุปกรณ์เสริม และต่อสายพ่วงกับรถยนต์อีกคันหนึ่งในการชาร์จไฟ
เพื่อให้ระบบได้ทำงาน หลังจากนั้นจึงนำรถยนต์ไปเปลี่ยนแบตเตอรี่
และเช็คสภาพความพร้อมของเครื่องยนต์จากช่างผู้เชี่ยวชาญอีกครั้งหนึ่ง


บันทึกการเข้า
d-credit
ใบขับขี่ชั่วคราว
**

คะแนนถูกใจ 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 389



« #49 เมื่อ: สิงหาคม 05, 2012, 12:45:24 PM »

ขั้นตอนที่ 3 ต่อหัวสายพ่วงสีดำหรือเขียวเข้ากับขั้วลบแบตเตอรี่ที่มีไฟ

       “การจัมพ์แบตเตอรี่สามารถทำได้เอง แต่ต้องระมัดระวัง เพราะแบตเตอรี่
มีส่วนประกอบหลัก คือ น้ำกรดที่มีคุณสมบัติเป็นตัวการกัดกร่อนพื้นผิว
ซึ่งขณะที่แบตเตอรี่กำลังทำงานจะเกิดก๊าซไฮโดรเจนสะสมในตัวแบตเตอรี่
จึงควรระวังในเรื่องประกายไฟ เพราะอาจเกิดอันตรายระหว่างจัมพ์แบตเตอรี่ได้”
       
       **วิธีการ ‘จัมพ์แบตเตอรี่’**
       
       เมื่อแบตเตอรี่หมดให้ปิดสวิตช์กุญแจและอุปกรณ์ไฟฟ้าทั้งหมดของรถ
และขอความช่วยเหลือจากรถยนต์ที่มีแบตเตอรี่ เพื่อต่อสายพ่วงแบตเตอรี่
นำหัวสายพ่วงของสายพ่วงสีแดงซึ่งเป็นสายขั้วบวกมาต่อกับขั้วบวก (+)
ของรถยนต์ที่แบตเตอรี่หมด หลังจากนั้นนำหัวต่ออีกข้างต่อเข้ากับขั้วบวก (+)
ของแบตเตอรี่รถยนต์อีกคัน นำหัวสายพ่วงของสายพ่วงสีเขียวหรือสีดำซึ่งเป็นสายขั้วลบมาต่อกับขั้วลบ (-)
ของแบตเตอรี่รถยนต์อีกคัน ควรตรวจเช็คให้แน่ใจว่าสายพ่วงต่อแน่นหนา


บันทึกการเข้า
หน้า: 1 [2] 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 ... 15   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  


SimplePortal 2.3.3 © 2008-2010, SimplePortal