อุต EGR แล้วทำไม เกิดคราบน้ำมัน ค้างอยุ่ที่ท่อ...????

<< < (10/11) > >>

CHARK-CHON:
อ้างจาก: Por ที่ พฤษภาคม 21, 2010, 03:19:24 PM

อ้างจาก: limme20 ที่ พฤษภาคม 20, 2010, 09:41:11 PM

ถ้าไม่อยากให้มีคราบนํ้ามันนะครับ แนะนำให้หาเม็ดลูกปืนเล็กๆไปใส่ในสายท่อแว็คคัมที่ไปบังคับวาวล์ซึ่งทำหน้าที่เปิดปิดระบบegr
เพราะถ้าไม่อุดท่อลม วาวล์มันก็ยังทำงานเปิดปิดอยู่แต่ไม่มีไอเสียออกมาเพราะใส่แผ่นอุดอยู่  ทำให้ไอนํ้ามันมันมาเกาะที่ปะเก็นถ้าเป็นปะเก็นที่มีความหนา
มากและผิวไม่เรียบบวกกับความดันในท่อร่วมขณะเทอโบเริ่มบูสโอกาสนํ้ามันเยิ้มมีมากครับ
ของผมอุดทั้งใส่แผ่น  (แผ่นอุดตัดเองใช้กล่องเลสใส่ตะเกียบร้านก๋วยเตี๋ยว)และที่ท่อลมครับไม่มีปัญหาครับ


ผมเคยอุดสายแว็คคัมด้วยลูกปืน ขับไปได้ประมาณสิบกิโล ที่ความเร็วประมาณ 120 ไฟเึีิครื่องโชว์ วูบ ประคองรถเข้าข้างทาง จะแคะออก ปรากฏว่ามันถูกดูดเข้าไปห่างจะจุดเดิมเกือบนิ้ว แคะไม่ได้ กระทุ้งไม่ออก สุดท้ายต้องตัดสาย ทีนี้สายสั้นไป เสียบแล้วคอหัก งานเข้า เสียเวลา เสียเงินซื้อใหม่ ลืมบอกไปว่า รถผมเครื่อง 2.5 no I/C ปี2005  คือเห็นในเว็บเค้าอุดของฟอร์จูนเนอร์แล้วไม่มีปัญหา ก็เลยลองดู  อาจจะเป็นไปได้ว่าเครื่อง 3.0 อุดแบบนี้ได้ แต่ 2.5 ตัวเก่า งานเข้าแน่ ลองมาแล้ว


ตามที่ได้อธิบายไว้ครับ  ในรีพายส์  ด้านบน

คนที่อุดด้วยลูกปืน  คือ คนที่ไม่เข้าใจระบบ การทำงาน  คงต้องปรับและทำความเข้าใจกันใหม่อีกทีครับ
เสียดายคนผลิต  แวคคั่มขาย  มันมาโพสไม่ได้ 55555555++   

silvercd:
 v005 v021 v051 ok ... ไม่สงสัยละ  v051 v005 v014

lekvigo:
ขอถามอีกหน่อยคับ ทะลวงแคท มีผลเสียต่อเครื่องยตฃนต์หรือป่าวคับ
 แล้วเข้าทำกันยังไงคับ เห็นว่ามีหลายวิธี วิธีใหนดี และวิธีใหนประหยัดเงิน ทำเองได้ป่าว
ขอความกรุณาผู้รู้ตอบหน่อยนะคับ รถผมวิ่งมา180000จะ190000 แล้วอ่ะคับ ขอบคุณล่วงหน้่าคับ v039

Dexkonthom:
เข้ามาหาความรู้เพิ่ม คับบบบ

ineedonly:
                                                                          t31
                                               **ผมขอสรุปให้นะครับ จากรถตัวเอง 2.5 I/C อุด EGRและตัดแคต**

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
                                                               EGR : Exhaust Gas Recirculation

 - อุดแล้วน้ำมันเครื่องมาจากไหน = มาจากท่อหายใจบนฝาครอบวาล์ว
        - กรณีรถไม่มีเทอร์โบ เมื่อลูกสูบวิ่งลงอยู่ในจังหวะดูด จะดูดอากาศจาก กรองอากาศ ผ่านท่ออากาศ เข้าท่อร่วมไอดี(ที่ท่อนี้แหละจะมีท่อหายใจต่อไปเข้ากับฝาครอบวาล์ว) เมื่ออากาศไหลผ่านจะเกิดสูญญากาศที่ท่อหายใจ เลยทำให้ดูดไอน้ำมันเครื่องเข้ามาด้วย เพื่อหล่อลื่น ลิ้นปีกผีเสื้อ วาล์วไอดี (วาล์วไอดี ไม่ได้ขึ้นลงอย่างเดียว มันหมุนรอบตัวมันเองด้วย)
        - กรณีรถที่มีเทอร์โบ (จะคล้ายกับรถที่ไม่มีเทอร์โบ) เมื่อติดเครื่องยนต์จะเกิดการดูดอากาศจากเทอร์โบและเครื่องยนต์ แต่ท่อหายใจจะย้ายมาอยู่หน้าโข่งไอดี เพื่อหล่อลื่นคอมเพรสเซอร์ด้วยเท่านั้น นอกนั้นเหมือนกรณีแรก
      (ถ้าไม่อยากให้มีไอน้ำมันเครื่อง มาเกาะที่ใบคอมเพรสเซอร์ หรือเข้ามาอยู่ในระบบไอดี ส่วนใหญ่นิยมติด "ถังดักไอน้ำมันเครื่อง")

 - ก่อนอุดทำไมน้ำมันเครื่องไม่เยิ้มหรือไม่มี = เพราะไอเสียที่เข้ามามีความร้อนสูง ทำให้ไอน้ำมันเครื่องพวกนี้ระเหยเหลือแต่เขม่า
 
 - อุดแล้วทำไมน้ำมันเครื่องเยิ้มออกมาข้างนอกได้ = เมื่อไม่มีความร้อนมาอยู่ในระบบไอดี ไอน้ำมันเครื่องพวกนี้จะไม่ระเหยหรือระเหยน้อย ทำให้รวมตัวกันเป็นของเหลว เมือเร่งเครื่องทำให้มีแรงอัดอากาศจากเทอร์โบสูง อากาศจะดันน้ำมันเครื่องพวกนี้เข้าไปในระบบไอดีและติดตามซอกต่างๆ หรือส่วนที่เป็นรอยต่อของชิ้นส่วนต่างๆ  ถ้าหากขันน๊อตไม่แน่น ก็จะทำให้น้ำมันเครื่องพวกนี้แทรกตัวออกมาภายนอกได้

 - อุดแล้วทำไมถึงน้ำมันเครื่องถึงเยิ้มอย่างในภาพ จขกท. = อย่างที่กล่าวข้างต้น ไอน้ำมันเครื่องรวมตัวกันเป็นของเหลว ในส่วนตรงนั้นเป็น คอท่อรับไอเสียเข้ามาเพื่อรอ วาล์ว EGR เปิด  เมื่ออุดแล้วไอเสียที่มีความสูงเข้ามาไม่ได้ แต่ไม่ได้หมายความว่า วาล์ว EGR จะหยุดการทำงาน มันยังคงเปิด ปิด ตามปกติอยู่ จะมีไอน้ำมันเครื่องส่วนหนึ่งเข้าไปสะสมอยู่ในคอท่อนั้นเมื่อ วาล์ว EGR เปิด เมื่อใช้ไปนานๆจะรวมตัวเป็นของเหลวสะสมอยู่ เมื่อถอดท่อที่เราอุดหัว อุดท้ายออก จะเห็นน้ำมันเครื่องที่ฝั่งไอดีเยิ้มออกมา นั้นคือเรื่องปกติครับ
 
 - อุดทั้ง 2 ฝั่ง แล้ว ฝั่งไหนเป็นฝั่งไอดี-ไอเสีย = ฝั่งทางด้านหน้าเครื่องจะเป็นฝั่งไอเสีย เพราะอีกฝั่งต่อเข้าที่หลังลิ้นปีกผีเสื้อ ซึ่งเป็นที่อยู่ของ EGR วาล์วนั้นเอง แล้วไปยังท่อร่วมไอดี
 - ทำไมฝั่งไอเสียถึงดูสะอาดกว่า = เพราะเป็นทางเข้าของไอเสียที่มีความร้อนสูงและเขม่าที่เผาไหม้ไม่หมด มันจึงแห้งดูสะอาดกว่าฝั่งไอดี เพราะไม่มีไอน้ำมันเครื่องมารวมด้วย
 - ทำไม ฝั่งไอดีถึงสกปรก = เพราะไอน้ำมันเครื่องเข้ามาทางลิ้นปีกผีเสื้อ เมื่อมาเจอกับความร้อนสูงของไอเสียและเขม่า ทำให้ EGR วาล์ว ที่อยู่ข้างหลังลิ้นปีกผีเสื้อสกปรกมาก เพราะ มีไอน้ำมันเครื่องมารวมกับเขม่าของไอเสีย และความร้อนของไอเสียทำให้ไอน้ำมันเครื่องระเหยและจับตัวกันกับเขม่า ทำให้เกิดเป็นเขม่าหนาเข้าไปอีก

 - ไม่ทากาวที่ประเก็นเป็นอะไรมั้ย = ของผมไม่ได้ทา ใช้มา 2 หมื่นกว่าโล ก็ไม่มีรั่ว แต่หน้าแปลนประเก็นและแผ่นอุดต้องเรียบแนบสนิทกัน

          ผลที่ได้เมื่ออุด EGR
 - มีไอน้ำมันเครื่องไปหล่อลื่นที่ วาล์วไอดี
 - วาล์วไอดี ถูกกัดกร่อน น้อยลง จากไอเสียที่เข้ามาภายในระบบไอดี
 - ไม่มีเขม่าเข้าไปอยู่ในระบบไอดี
 - อากาศเย็นจะหนาแน่นกว่าอากาศร้อน ในระบบจุดระเบิด (นึกภาพตามนะ มีแก้ว 2 ใบ ใหญ่เท่ากัน แก้วใบที่ 1 ใส่ น้ำแข็งป่นเต็มแก้ว แก้วที่ 2 ใส่น้ำแข็งหลอดที่มีรูตรงกลางเต็มแก้ว  คุณคิดว่าแก้วไหนจะได้น้ำแข็งเยอะกว่ากัน) อากาศเย็นจะเล็กกว่าอากาศที่ร้อน
 
          ผลเสียของการ อุด EGR
 - เกิดมลพิษทางอากาศ มากกว่าเมื่อไม่อุด เพราะผู้ผลิตรถยนต์ ทำออกมาเพื่อให้ได้มาตราฐาน ยูโร 4
 - เกิดก๊าซพิษออกมามาก เช่น ไนโตรเจนออกไซด์ ไฮโดรคาร์บอนและฝุ่นควัน
 - แล้วแต่จะหามาเพิ่ม

        ทำไมถึงอุด EGR กันล่ะ
 - เค้าว่ามันดีอย่างนั้น ดีอย่างนี้
 - ก็มันดีกับวาล์วไอดี และ ความสะอาดภายในระบบไอดีของรถผม
 - ก็มันรถผมนิ จะทำอะไรก็ได้
 - ไม่ใช่ไม่รักโลก แต่ที่ศูนย์บริการมันยังแอบอุดให้รถลูกค้าเลย สำหรับรถที่ควันดำ แล้วจะให้คิดยังไง เป็นแผ่นสังกะสีบางๆ ด้วยซ้ำ ใช้ไปสักพักมันก็กร่อนทะลุแล้วถ้าหลุดเข้าห้องเผาไหม้ เกิดเครื่องมีปัญหาล่ะ ประกันขาดทันที รับรองได้ว่า มันโทษลูกค้า ลูกค้าจ่ายเอง ยืนหน้าแห้งกันไป

  เคยสงสัยกันมั้ยว่าท่อที่เรา อุด EGR กันทำไมถึงเป็นท่อสแตนเลส
 - เพราะไอเสียมีความเป็น กรด สูง สแตนเลสทนการกัดกร่อนได้ดีกว่า

**ท่อไอเสียของ วีโก้ ก็เป็น สแตนเลส ไม่ใช่ท่อเหล็กทั่วๆไป **
อธิบายง่ายๆเป็นสแตนเลสเกรดต่ำ  ก็คือ มี ส่วนผสมคาร์บอนต่ำ ส่วนผสมโครเมียมต่ำ ส่วนผสมนิกเกิ้ลต่ำมากหรือไม่มีเลย มันเลยดูเหมือนท่อเหล็กทั่วๆไป แต่ทนการกัดกร่อนได้ดีกว่า ต่างจากพวกท่อสแตนเลสราคาหลักหมื่น พวกนั้นจะเป็นเกรดเดียวกับ ช้อน จาน ชาม หม้อ สแตนเลส
  
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
                                                
                                                                           Catalytic

 - ตัดกับทะลวงอันไหนดีกว่า = ส่วนตัวผมตัดแล้วเชื่อมต่อท่อเลสเข้าไปแทน(ท่อเหล็กก็ได้) แล้วเก็บเอาไว้ ทะลวงก็ดีเหมือนกัน ท่อยังคงรูปเดิมอยู่
 - แคท ขายได้เท่าไหร่ = เมื่อก่อนขายได้หลายพัน เดี๋ยวนี้ไม่มีคนเอาแล้ว เยอะแยะไปหมด ถึงได้ก็ได้ไม่กี่ร้อย
 - ตัดหรือทะลวงแล้วดีมั้ย = มีทั้งดีและไม่ดี ทางด้านเครื่องยนต์และด้านสิ่งแวดล้อม
          ข้อดี เมื่อตัดแคทออก
   - ไอเสีย คายได้เร็วขึ้น
   - อัตราเร่งดีขึ้น ลื่นขึ้น อย่างเห็นได้ชัด
   - ไม่ต้องกดคันเร่งมาก
   - ไม่มีการสะสมของเขม่าในแคทและทำให้ตัน (ต้องตัดทิ้งหรือทะลวงอยู่ดีลูกใหม่เบิกห้างหมื่นกว่า เปลื่ยนท่อเลสงามๆได้ 1 เส้น) แต่ไปสะสมที่หม้อพักกลางแทน 555
   - กินน้ำมันมากขึ้น  ยิ่งเหยียบยิ่งมัน

          ข้อเสีย เมื่อตัดแคท
   - เกิดก๊าซพิษออกมามาก เช่น ไนโตรเจนออกไซด์ ไฮโดรคาร์บอนและฝุ่นควัน
   - กลิ่นเหม็น เหมือนรถดีเซลรุ่นเก่าทั่วๆไป ที่ไม่มี แคทตาไลติค

            ข้อดี เมื่อไม่ตัดแคท
    - ยังคงรักษาสภาพแวดล้อมทางอากาศได้ดีกว่าเมื่อไม่มีแคทตาไลติค
    - กลิ่นเหม็น ฝุ่นละอองและเขม่า มีน้อย
          
            ข้อเสีย เมื่อไม่ตัดแคท
    - เกิดการสะสมของเขม่าภายในแคท ทำให้ไอเสียคายออกมาได้ช้า มีผลทางด้านสมรรถนะ (ตัดออกแล้วเห็นได้ชัด)
    - เกิดการอุดตันภายในแคทเมื่อใช้ไปในระยะเวลานาน ทำให้ต้องเร่งเครื่องมากยิ่งขึ้น หมายถึงกินน้ำมันมากขึ้น

 *** ถ้าจำไม่ผิด เคยเจอรถรุ่น J ไม่มีแคทติดมาด้วย มีแต่พักกลาง ไม่มีรอยตัด ต่อ ใดๆทั้งสิ้น  รบกวนคนที่ใช้หรือเคยใช้รุ่น J ช่วยยืนยันหน่อยครับ สงสัยๆ ***
    
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
                
           *** ถึงอย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะ อุดหรือไม่อุด ตัดหรือไม่ตัด ก็มีทั้งข้อดีและข้อเสียแตกต่างกันไปและย่อมก่อให้เกิดมลภาวะด้วยกันทั้งนั้น ผู้ผลิตเองถ้าไม่ทำอย่างนี้ก็คงขายรถไม่ได้เช่นกันเพราะมีกฏหมายบังคับใช้ แต่ก็เป็นข้อดีที่ทำให้เกิดมลพิษน้อยที่สุด เพื่อ รักษ์โลก รักษ์สิ่งแวดล้อมและช่วยยืดอายุสิ่งมีชีวิตบนโลกนี้ไว้ รวมถึงตัวเราด้วย ***

    **** แต่ทั้งหมดทั้งมวลนี้รถยนต์รุ่นใหม่ๆ ที่มีระบบบำบัดไอเสีย จะได้ผลมากที่สุดทางด้านสิ่งแวดล้อม ต้องใช้ร่วมกับน้ำมันที่ได้มาตราฐาน ตามที่รถรุ่นนั้นๆได้กำหนดออกมาหรือสูงกว่า ****

------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
   ** ผิดถูกยังไง ท้วงติงได้นะครับ จะได้เป็น แนวทางความรู้ กันไปครับ อย่างน้อยจะได้สบายใจสำหรับคนที่อุดมาแล้วกลัวจะมีผลเสียต่อเครื่องยนต์ ยังไงก็ลองพิจารณาก็แล้วกันครับ  วันนี้เอาแค่นี้ก่อนก็แล้วกัน เหนื่อยครับ **   v014 v014 v014
  

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ

[#] หน้าถัดไป

[*] หน้าที่แล้ว