vigothailand,

vigo

,

วีโก้

,

วีโก้แชมป์

,

vigo champ

, toyota vigo,

รถบ้าน

, รถแต่ง, วีโก้ไทยแลนด์, ตลาดรถ, รถมือสอง, toyota, โตโยต้าชัวร์,

vigo 2014

, one2car , รถกระบะมือสอง, โตโยต้า

ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน


   


ลงชื่อร่วมกิจกรรมกับวีโก้ไทยแลนด์

 
ค้นหาในเว็บวีโก้ไทยแลนด์รวดเร็วกว่าด้วยระบบของกูเกิ้ล หาอะไรในเว็บไม่เจอพิมพ์ในช่องว่าง แล้วกด ค้นหา ได้เลย!!!

VigoThailand.com // วีโก้ไทยแลนด์ « กูรูไทยแลนด์ « สารพันปัญหารถ « ยางรถยนต์ กับการใช้งานอย่างถูกวิธี (9 (สูตร) ประหยัดน้ำมัน หน้า2ครับ)
หน้า: 1 [2] 3 4 5 6 7 8   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ยางรถยนต์ กับการใช้งานอย่างถูกวิธี (9 (สูตร) ประหยัดน้ำมัน หน้า2ครับ)  (อ่าน 154304 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 2 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
AEZADE
ใบขับขี่ชั่วคราว
**

คะแนนถูกใจ 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 277


จูนไม่นิ่ง วิ่งได้ไง


« เมื่อ: มกราคม 28, 2010, 06:22:20 AM »

ยางรถยนต์ กับการใช้งานอย่างถูกวิธี
การใช้ยางรถยนต์ไม่ใช่แค่ใส่ยางเข้ากับกระทะล้อแล้วจบ แต่ยังมีรายละเอียดปลีกย่อยอีกไม่น้อย เพื่อช่วยให้ยางมีประสิทธิภาพสูงสุดตลอดอายุการใช้งาน และเพิ่มความปลอดภัยตลอดการขับ

++ยางใหม่ต้อง "รัน - อิน"++
      
       ไม่เฉพาะรถยนต์และเครื่องยนต์เท่านั้น ที่จะต้องมีการรัน-อิน ยางใหม่ก็เช่นกันในช่วง 100 - 200 กิโลเมตรแรก ควรใช้ความเร็วไม่เกิน 80 - 100 กิโลเมตร/ชั่วโมง เพื่อให้โครงสร้างแก้มยาง และหรน้ายางมีการปรับตัว เพราะยางทุกเส้น ถูกผลิตออกมาให้รับกับมุมแคมเบอร์ของล้อเท่ากับ 0 คือตั้งฉากกับพื้น แต่รถยนต์ทุกคันไมได้มีมุมแคมเบอร์เท่ากับ 0 มีทั้งแบะหรือหุบ ในช่วงแรกจึงต้องใช้เวลาให้หน้ายางสึกปรับตัวรับกับศูนย์ล้อ
 
++ต้องถ่วงล้อ++
        
       เพราะยางต้องหมุนนับพันรอบต่อนาที โดยเฉพาะล้อคู่หน้าที่มีการเลี้ยงด้วยจึงต้องมีการถ่วงสมดุล เพราะถ้าล้อคู่หน้าไมได้สมดุล มักมีอาการพวงมาลัยสั่นในบางช่วงความเร็ว และทำให้ลูกปืนล้อหรือช่วงล่างมีอายุการใช้งานสั้นลงด้วย เมื่อเปลี่ยนยางใหม่ หรือถอดยางออกจากระทะล้อ เพื่อสลับยางหรือเปลี่ยนยาง ต้องมีการถ่วงสมดุลใหม่เสมอ
      
       เมื่อใช้งานไปสัก 40 - 50 % ของอายุการใช้งานยาง ควรถอดมาถ่วงสมดุล เพราะการสึกหรออาจไม่สม่ำเสมอกัน ถ้าใช้วิธีถอดกระทะล้อออกมาถ่วงสมดุล แล้วยังมีอาการสั่นของพวงมาลัยบางช่วงความเร็ว ต้องเปลี่ยนไปใช้วิธีถ่วงแบบจี้ คือ ไม่ต้องถอดล้อออกจากรถยนต์เป็นการถ่วงสมดุลกระทะล้อ , ยาง , จานดิสก์เบรก , เพลาขับ , ลูกปืนล้อ และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง แต่โดยทั่วไป การถอดล้ออกมาถ่วงภายนอกก็เพียงพอแล้ว

++ลมยาง....ศัตรูหมายเลข 1 ของยางรถยนต์++
      
       แรงดันลมมาตรฐานของยางรถยนต์ทุกรุ่น มีระบุไว้บนสติ๊กเกอร์ที่ตัวรถยนต์หรือคู่มือประจำรถยนต์ ส่วนใหญ่อยู่ในระดับ 28 - 32 ปอนด์/ตารางนิ้ว (PSI) สำหรับรถยนต์นั่ง การวัดแรงดันลมยาง ต้องใช้มาตรฐานที่ได้มาตรฐานและวัดตอนที่ยางเย็นหรือร้อนไม่มาก (ขับไม่เกิน 2-36 กิโลเมตร)
      
       การเติมและวัดลมยางตามปั๊มน้ำมันพร้อมเติมน้ำมันฯ ก็สะดวกดี แต่เมื่อยางร้อนแล้วต้องเผื่อแรงดันที่วัดได้ ว่าจะเกินจากมาตรฐานสัก 1-2 ปอนด์ เสียเวลาถามผู้ที่วัดลมยางให้ว่า ยางเส้นไหนมีระดับแรงดันลมยางต่ำกว่าเส้นอื่นมากๆนั่นแสดงว่ามีปัญหารั่วซึม
      
       ไม่ควรใช้สายตาในการเดาแรงดันลมยาง โดยดูจากการยุบตัวของแก้มยางเพราะแม้ลมยางจะอ่อนลง 10 ปอนด์/ตารางนิ้ว ก็อาจจะมองไม่เห็นด้วยความแตกต่าง มาตรวัดแรงดันลมตามปั๊มน้ำมันมักถูกใช้งานหนัก อาจแสดงค่าผิดเพี้ยนควรซื้อมาตรวัดแรงดันลมส่วนตัวไว้ และต้องเลือกแบบที่มีมาตรฐาน ราคาแพงสักหน่อยแต่ว่าได้ค่าที่แม่นยำกว่า
      
       ปั๊มหรือเครื่องมือเติมลมส่วนตัวมี 2 แบบหลัก คือ แบบเท้าเหยียบ ควรซื้อแบบลูกสูบ๕จะรวดเร็วและเบาแรงกว่าหรือแบบปั๊มไฟฟ้าเสียบกับที่จุดบุหรี่ในรถยนต์ แต่อาจจะไม่จำเป็นสำหรับผู้ที่ไม่ค่อยได้ดูแลรถยนต์ด้วยตัวเอง
 
              หากละเลยการตรวจสอบลมยาง มักเกิดปัญหาแรงดันลมน้อย - ยางอ่อน ทำให้แก้มยางมีการบิดตัวมากและร้อนง่าย สิ้นเปลืองเชื้อเพลิงมากขึ้น และอัตราเร่งลดลง จากแรงต้านการหมุนที่เพิ่มขึ้น และหากลมยางอ่อนมากๆ จะทำให้โครงสร้างภายในเสื่อมสภาพเร็วขึ้น และมีการสึกหรอบริเวณนอกซ้าย - ขวา ของหน้ายางมากกว่าแนวกลาง
      
       บางคนอาจจะคิดว่า ถ้าอย่างนั้นเติมยางเกินไว้น่าจะดีกว่า จะได้ไม่ต้องตรวจสอบบ่อยๆ ซึ่งเป็นความคิดที่ผิด เพราะแรงดันลมยางที่มากเกินไปทำให้ประสิทธิภาพการเกาะถนนลดลง จากหน้าสัมผัสที่ลดลง กระด้าง และถ้าลมยางแข็งมากๆ จะเสี่ยงต่อการระเบิด และมีการสึกหรอบริเวณแนวกลางมากกว่าริมนอกซ้าย-ขวา
      
++เดินทางไกล อย่าลืม...เติมแรงดันลมเพิ่ม++
      
       ควรเติมแรงดันลมยางแข็งกว่าปกติ 2 - 3 ปอนด์/ตารางนิ้ว เพื่อป้องกันยางร้อนมาก หรือแรงดันลมสูงเกินไปจนระเบิด อาจตรงข้ามกับความคิดผิดๆที่ว่า เมื่อเดินทางไกลยางหมุนด้วยความเร็วสูงและต่อเนื่อง ยางน่าจะร้อนและมีแรงดันลมเพิ่มขึ้น จากหลักการของก๊าซ อากาศร้อนจะขยายตัว ทำให้แรงดันลมเพิ่ม จึงคิดว่าน่าจะลดแรงดันลมลงจากปกติ ซึ่งผิด

              หากมีการลดแรงดันยางลงในขณะที่เดินทางไกล ยางจะกลับร้อนและมีแรงดันสูงมาก เพราะแก้มยางจะบิดตัวมากจนร้อน และทำให้แรงดันลมสูงขึ้นมากอย่างรวดเร็ว วิธีที่ถูกต้อง คือ เพิ่มแรงดันลมขึ้น 2 - 3 ปอนด์ เพื่อป้องกันการเปิดตัวของแก้มยางมากจนร้อน เป็นการป้องกันล่วงหน้า เช่น ยางที่มีแรงดันลม 32 ปอนด์ มากกว่าปกติ 2 ปอนด์ เมื่อเดินทางไกลอาจจะมีแรงดันลมเพิ่มขึ้นจากความร้อนเพียง 2 ปอนด์ แต่ถ้าแรงดันลมเหลือ 28 ปอนด์ ยางจะบิดตัวมากและร้อนมากกว่าอาจมีแรงดันลมเพิ่มขึ้นถึง 5 - 6 ปอนด์ และก็เป็นลมที่มีความร้อนสูงกว่าการเติมลมแรงดันสูงเผื่อไว้
      
++เบียดทางเท้า ระวังแก้มยาง++
      
       การเข้าจอดเลียบทางเท้าหรือทางที่มีขอบสูง ระวังแก้มยางไปเบียด ทั้งในขณะจอดหรือจอดเบียดแก้มยางทิ้งไว้ เพราะจะทำให้แก้มยางบวมหรือรั่ว ซึ่งไม่สามารถซ่อมแก้มยางให้ใช้งานได้ปกติเหมือนหน้ายางรั่วได้ ต้องเปลี่ยนเส้นใหม่เท่านั้น
      
++สลับยาง++
      
       ทุก 10,000 กิโลเมตร ควรสลับยางพร้อมกระทะล้อหน้า - หลังในแต่ละด้าน เพื่อให้มีการสึกหรอใกล้เคียงกันทั้ง 4 เส้น เพราะยางคู่ที่ใส่กับล้อขับเคลื่อนจะมีการสึกหรอมากกว่ายางอีกคู่หนึ่ง อย่าลืมดูทิศทางการหมุนและถ่วงล้อใหม่ด้วย แนวทางการสลับยาง และระยะทางที่เหมาะสม มักทีกำหนดในคู่มือประจำรถยนต์
      
       ถ้าไม่สลับยางแล้วมีการสึกหรอไม่เท่ากัน หลีกเลี่ยงการเปลี่ยนยางครั้งละคู่หรือ 2 ล้อ เพราะทำให้ต้องเปลี่ยนสลับครั้งละคู่ไปเรื่อยๆเสียเวลาและไม่ถูกต้อง ในการเปลี่ยนยาง ไม่ควรใช้ยางต่างรุ่นดอกกันในแกนล้อเดียวกันเพราะประสิทธิภาพการเกาะถนนจะแย่ลง ควรใช้ยางขนาดเดียวกันและรุ่นเดียวกันทั้ง 4 ล้อ
 
++หมั่นตรวจสอบการสึกหรอของดอกยาง++      
       นอกจากตรวจสอบความลึกของดอกยางและสลับตามระยะทางแล้ว ยังควรหมั่นสังเกตการสึกหรอที่ผิดปกติตลอดหน้ายาง ซึ่งมีหลายลักษณะ ถ้าหน้ายางสึกเฉพาะด้านใดด้านหนึ่ง แสดงว่าศูนย์ล้อผิดปกติ แต่ถ้ามีการสึกไม่เรียบเสมอกันตลอดหน้ายาง หรือสึกเป็นบั้งๆอาจเกิดจากระบบช่วงล่างควรรีบแก้ไข เพราะมีผลต่ออาการทรงตัวของรถด้วย
      
++ไม่จอดทิ้งไว้นาน++
      
       รถยนต์ที่ใช้งานน้อย จอดนิ่งอยู่กับที่น้ำหนักของตัวรถทั้งหมดจะกดลงสู่ยางแต่ละเส้นในจุดเดียว โครงสร้างภายในและแก้มยางจะมีการยืดตัวและเสียความหยืดหยุ่น ยิ่งจอดนิ่งนานๆโครงสร้างของยางยิ่งมีโอกาสเสียง่ายขึ้น ถ้าต้องจอดนานมากทุก 1 สัปดาห์ต้องสตาร์ทเครื่องและนำรถออกไปแล่นอย่างน้อย 2 - 3 กิโลเมตร หรือเดินหน้าถอยหลัง 5 - 10 เมตรหลายๆครั้ง เพื่อให้แก้มยางและโครงสร้างของยางมีการขยับตัว
      
++น้ำยาเคลือบ สวยแต่ต้องระวัง++
      
       เป็นเรื่องปกติที่คนไทยที่รักสวยรักงาม น้ำยาเคลือบแก้มยางเพื่อเพิ่มความสวยงาม น้ำยาบางชนิดมีฤทธิ์ต่อเนื้อยาง ทำให้บวมหรือเปื่อยในระยะยาว ควรเป็นสารประเภทซิลิโคนจะปลอดภัยกว่า
 
++เมื่อไรหมดสภาพ++
      
       ยางหมดอายุได้ในหลายลักษณะหลัก เช่น ดอกหมด , ไม่เกาะ , เนื้อแข็ง , โครงสร้างกระด้าง , แตกปริ , แตกลายงา , เสียงดัง หรือแก้มยางบวม เกิดขึ้นเพียงลักษณะเดียวหรือควบคู่กันก็ถือว่าหมดอายุ ไม่จำเป็นต้องดอกหมดแล้วยางถึงจะหมดสภาพเสมอไป เพราะความลึกของดอกยางเกี่ยวข้องกับการรีดน้ำ ฝุ่น และโคลนเป็นหลัก ส่วนประสิทธิภาพการเกาะถนนและการทรงตัว ขึ้นอยู่กับความแข็งของเนื้อยางและโครงสร้างภายใน
      
       ยางรถยนต์ส่วนใหญ่จะเริ่มแข็งตัวขึ้นทีละนิด แต่จะรู้สึกได้ชัดเจนเมื่อผ่านการใช้งานไประยะหนึ่ง (ประมาณ 1 ปีหรือ 20,000 กิโลเมตร) ตามพื้นฐานของผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับยางที่แพ้ความร้อน เมื่อเนื้อยางแข็ง ดอกยางก็ไม่ค่อยสึก แต่แรงเสียดทานระหว่างหน้ายางกับผิวถนนจะลดลง หากเปรียบเทียบอัตราการสึกของดอกยางต่อระยะทาง แทบไม่มียางรุ่นไหนที่ดอกสึกเร็วขึ้นเมื่อผ่านการใช้งานไปแล้ว ส่วนใหญ่มักจะสึกช้าลงหรือแทบไม่สึกเลยเมื่อเนื้อยางแข็งกระด้างเต็มที่
      
       ทดสอบง่ายๆโดยใช้เล็บจิกลงบนเนื้อของหน้ายางเก่า เปรียบเทียบกับยางใหม่ๆเนื้อยางเก่ามักแทบจิกไม่ลง อายุการใช้งานของยางสำหรับเมืองไทย เฉลี่ยประมาณ 3 ปี หรือ 50,000 - 60,000 กิโลเมตร ก็ถือว่ายางเสื่อมสภาพแล้ว แต่ก็ขึ้นอยู่กับการดูแลรักษาและลักษณะการใช้งาน ถ้าใช้งานเกินระยะทางข้างต้น ควรพิจารณาอย่างละเอียดว่าสภาพของยางดีหรือไม่ เพราะพบว่ายางรถยนต์หลายรุ่นสามารถใช้งานได้นานกว่านั้น
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 25, 2010, 08:47:21 PM โดย AEZADE » บันทึกการเข้า
 
ACE
มือใหม่หัดขับ
*

คะแนนถูกใจ 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 36



« #26 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 03, 2010, 07:11:14 PM »



ตาลายเลย...
บันทึกการเข้า
AEZADE
ใบขับขี่ชั่วคราว
**

คะแนนถูกใจ 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 277


จูนไม่นิ่ง วิ่งได้ไง


« #27 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 03, 2010, 10:54:30 PM »

คริๆ
บันทึกการเข้า
pock_m
มือใหม่หัดขับ
*

คะแนนถูกใจ 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 26


ไปทุกที่..กับวีโก้


« #28 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 04, 2010, 10:56:12 PM »

แน่นมากครับ ข้อมูลดีๆ ขอบคุณจริงๆ ผมต้องไปเปลี่ยนแระ ใช้มา 2 ปีกว่า 98000 แล้ว ยังไม่เปลี่ยน
บันทึกการเข้า
AEZADE
ใบขับขี่ชั่วคราว
**

คะแนนถูกใจ 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 277


จูนไม่นิ่ง วิ่งได้ไง


« #29 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 05, 2010, 02:10:52 AM »

แน่นมากครับ ข้อมูลดีๆ ขอบคุณจริงๆ ผมต้องไปเปลี่ยนแระ ใช้มา 2 ปีกว่า 98000 แล้ว ยังไม่เปลี่ยน
เพื่อความปลอดภัยครับ 98000  เกินคุ้มแล้วครับพี่ อย่าไปล้อเล่นกับยาง55555
บันทึกการเข้า
AEZADE
ใบขับขี่ชั่วคราว
**

คะแนนถูกใจ 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 277


จูนไม่นิ่ง วิ่งได้ไง


« #30 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 07, 2010, 06:54:31 AM »

เช๊คลมยางก่อนเดินทางกันบ้างนะครับ
บันทึกการเข้า
ptn2464
มือใหม่หัดขับ
*

คะแนนถูกใจ 1
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 154



« #31 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 08, 2010, 10:21:55 PM »

ขอบคุณคับ ความรู้แน่นจิง
บันทึกการเข้า
aladin31
มือใหม่หัดขับ
*

คะแนนถูกใจ 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 25



« #32 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 11, 2010, 03:25:38 AM »

ขอบพระคุณมากครับ สำหรับความรู้ที่หามาให้ 
บันทึกการเข้า
AEZADE
ใบขับขี่ชั่วคราว
**

คะแนนถูกใจ 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 277


จูนไม่นิ่ง วิ่งได้ไง


« #33 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 11, 2010, 06:35:33 AM »

ขอบพระคุณมากครับ สำหรับความรู้ที่หามาให้ 
เพื่อๆความปลอดภัยครับ อย่าลืมจิไงเราก็พี่ๆน้องๆกันทั้งน้านครับผม
บันทึกการเข้า
bendavid
ดริฟต์คิงขั้นเทพ
*

คะแนนถูกใจ 50
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5899


VT1196


« #34 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 11, 2010, 04:27:17 PM »

 
บันทึกการเข้า
peename
ใบขับขี่ชั่วคราว
**

คะแนนถูกใจ 6
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 277



« #35 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 11, 2010, 07:15:07 PM »

วีโก้ ๔+๔ ๔ประตู แมกติดรถ ขอบ ๑๗ กว้าง ๗.๕ ยางเดิม ๒๖๕/๖๕ R ๑๗
รถเดิมๆแมกซ์เดิมๆนะครับ
อยากเปลี่ยนใส่ยางเอที ดอกใหญ่ ใส่ยางใหญ่สุดได้ขนาดไหนครับ
และถ้าใส่ยางมัด ใส่ใหญ่สุด ขนาดไหนครับ
บันทึกการเข้า
AEZADE
ใบขับขี่ชั่วคราว
**

คะแนนถูกใจ 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 277


จูนไม่นิ่ง วิ่งได้ไง


« #36 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 11, 2010, 08:15:10 PM »

วีโก้ ๔+๔ ๔ประตู แมกติดรถ ขอบ ๑๗ กว้าง ๗.๕ ยางเดิม ๒๖๕/๖๕ R ๑๗
รถเดิมๆแมกซ์เดิมๆนะครับ
อยากเปลี่ยนใส่ยางเอที ดอกใหญ่ ใส่ยางใหญ่สุดได้ขนาดไหนครับ
และถ้าใส่ยางมัด ใส่ใหญ่สุด ขนาดไหนครับ
ยางใหย่ๆมะค่อยมีความรู้เท่าไรครับ รอพี่ๆจัยดีมาช่วยตอบหรือพี่ตั้งกระทู้ถามจะดีกว่าครับ
บันทึกการเข้า
ngusaki03
มือใหม่หัดขับ
*

คะแนนถูกใจ 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 166


VT_254


« #37 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 12, 2010, 05:22:03 AM »

 
บันทึกการเข้า
ttoomm
มือใหม่หัดขับ
*

คะแนนถูกใจ 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 100



« #38 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 13, 2010, 05:45:24 AM »

รบกวนถามผู้รู้ ผม ใช้ยาง 215/55/17 ควรเติมลมสักเท่าไหร่ดีครับ
บันทึกการเข้า
AEZADE
ใบขับขี่ชั่วคราว
**

คะแนนถูกใจ 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 277


จูนไม่นิ่ง วิ่งได้ไง


« #39 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 13, 2010, 07:44:54 AM »

รบกวนถามผู้รู้ ผม ใช้ยาง 215/55/17 ควรเติมลมสักเท่าไหร่ดีครับ
 
โทดทีครับที่ตอบช้า   การเติมลมยางนะครับ (วัดตอนที่ยางเย็นหรือร้อนไม่มาก (ขับไม่เกิน 2-36 กิโลเมตร))
วิ่งแถวบ้านไม่ไกล หน้า30-32 หลัง 32-34

    ++เดินทางไกล อย่าลืม...เติมแรงดันลมเพิ่ม++(พอกลับมาวิ่งไม่ไกลก็ปล่อยลมออกเท่าเดิมครับ)

       ควรเติมแรงดันลมยางแข็งกว่าปกติ 2 - 3 ปอนด์/ตารางนิ้ว เพื่อป้องกันยางร้อนมาก หรือแรงดันลมสูงเกินไปจนระเบิด อาจตรงข้ามกับความคิดผิดๆที่ว่า เมื่อเดินทางไกลยางหมุนด้วยความเร็วสูงและต่อเนื่อง ยางน่าจะร้อนและมีแรงดันลมเพิ่มขึ้น จากหลักการของก๊าซ อากาศร้อนจะขยายตัว ทำให้แรงดันลมเพิ่ม จึงคิดว่าน่าจะลดแรงดันลมลงจากปกติ ซึ่งผิด

              หากมีการลดแรงดันยางลงในขณะที่เดินทางไกล ยางจะกลับร้อนและมีแรงดันสูงมาก เพราะแก้มยางจะบิดตัวมากจนร้อน และทำให้แรงดันลมสูงขึ้นมากอย่างรวดเร็ว วิธีที่ถูกต้อง คือ เพิ่มแรงดันลมขึ้น 2 - 3 ปอนด์ เพื่อป้องกันการเปิดตัวของแก้มยางมากจนร้อน เป็นการป้องกันล่วงหน้า เช่น ยางที่มีแรงดันลม 32 ปอนด์ มากกว่าปกติ 2 ปอนด์ เมื่อเดินทางไกลอาจจะมีแรงดันลมเพิ่มขึ้นจากความร้อนเพียง 2 ปอนด์ แต่ถ้าแรงดันลมเหลือ 28 ปอนด์ ยางจะบิดตัวมากและร้อนมากกว่าอาจมีแรงดันลมเพิ่มขึ้นถึง 5 - 6 ปอนด์ และก็เป็นลมที่มีความร้อนสูงกว่าการเติมลมแรงดันสูงเผื่อไว้

บันทึกการเข้า
ttoomm
มือใหม่หัดขับ
*

คะแนนถูกใจ 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 100



« #40 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 14, 2010, 03:23:03 AM »

ขอบคุณที่ให้คำแนะนำครับ ตอนนี้ผม เติม 38 หน้า-หลัง แข็งโป้ง
บันทึกการเข้า
AEZADE
ใบขับขี่ชั่วคราว
**

คะแนนถูกใจ 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 277


จูนไม่นิ่ง วิ่งได้ไง


« #41 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 15, 2010, 09:42:08 PM »

ขอบคุณที่ให้คำแนะนำครับ ตอนนี้ผม เติม 38 หน้า-หลัง แข็งโป้ง
ครับผม เดินทางไกลอย่าลืมเช็คลมยางนะครับ หรืออาทิตย์ละครั้งก็ยังดีครับ เช็คทั้งลม ทั้งสภาพยางทั้งด้านในด้านนอก
บันทึกการเข้า
jokjak13610
มือใหม่หัดขับ
*

คะแนนถูกใจ 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 165



« #42 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 18, 2010, 04:10:08 AM »

ขอบคุณมากคับ
บันทึกการเข้า
บังมุด
ใบขับขี่ 5 ปี
***

คะแนนถูกใจ 2
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 526



« #43 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 19, 2010, 08:42:43 PM »

 
     ขอบคุณครับ
บันทึกการเข้า
Yutithum
ใบขับขี่ 5 ปี
***

คะแนนถูกใจ 6
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 844


สู้ ! เพื่ออนาคต


« #44 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 19, 2010, 09:45:10 PM »

 
ขอบคุณครับที่ให้ความรู้
บันทึกการเข้า
wirud tammang
ใบขับขี่ตลอดชีพ
****

คะแนนถูกใจ 16
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1367



« #45 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 22, 2010, 10:34:28 PM »

สาระดีครับ
บันทึกการเข้า
AEZADE
ใบขับขี่ชั่วคราว
**

คะแนนถูกใจ 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 277


จูนไม่นิ่ง วิ่งได้ไง


« #46 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 25, 2010, 08:42:44 PM »

9 (สูตร) ประหยัดน้ำมัน เทคนิคประหยัดง่าย ๆ ที่คุณก็สามารถขับเอง

ปัญหาแอร์รถยนต์ ?เทคนิคประหยัด?
ระบบปรับอากาศในรถยนต์จะช่วยให้ประหยัดน้ำมันได้อย่างไร หลายคนเกิดความสงสัยขึ้นมาทันที เพราะนอกจากวิธี การขับรถยนต์ความเร็วไม่เกิน 90 กม./ชม. ซึ่งได้ผลเป็นที่ยอมรับกันดีอยู่แล้ว ความจริงในเรื่องของระบบปรับอากาศ ก็สามารถช่วยให้เราประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงได้มากเช่นกัน แต่ต้องอาศัยการทำเป็นกิจวัตรจะได้ผลมาก ๆ หรือคิดว่าลำบาก มาก ก็ทำเฉพาะที่สามารถทำได้ไม่บังคับ แต่ทำได้มากก็ประหยัดมาก เลือกเอาอย่างนี้แล้วกัน เอาวิธีการใช้แอร์ผสม เทคนิคการใช้รถในเทคนิค 9 ประหยัดง่าย ๆ ไปลองทำดูรับรองติดใจ

วิธีประหยัด 1. ?เช้า ๆ ไม่ต้องวอร์มนาน?
ข้อนี้สำหรับผู้ที่ออกบ้านตอนเช้าก่อนแดดออกเป็นประจำควรทำอย่างยิ่ง ขอย้ำว้าใช้ได้เฉพาะตอนก่อนแดดออก มีหลายคน แนะนำให้เราวอร์มเครื่องยนต์ตอนเช้า ๆ สัก 5-10 นาที เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับเครื่องยนต์ แต่ในช่วงน้ำมันมี ราคาแพงเช่นนี้ ขอแค่สตาร์ทเครื่องยนต์ใหม่ ๆ ไม่ต้องเร่ง แต่จะใช้ช่วงเวลาเพียง 1 นาที หลังจากสตาร์ทเครื่องยนต์ ก็ทำให้ประหยัดกว่าเดิมได้แล้ว ดูตำแหน่ง และปรับกระจกทุกบานให้เข้าที่ ปรับเบาะนั่งให้สบาย และคาดเข็มขัดนิรภัย จากนั้นก็สามารถเริ่มออกเดินทางได้เลย ตอนเช้าอุณหภูมิยังต่ำ แต่ถ้าคุณเริ่มรู้สึกร้อน ในช่วงแรกให้เปิดสวิตช์ พัดลมครึ่งเดียว แต่ยังไม่จำเป็นต้องเปิดความเย็น

วิธีประหยัด 2. ?ปรับความเย็นเพียงแค่ครึ่งเดียว?
ผ่านมาแล้วเกือบ 5 นาที ประหยัดน้ำมันไปแล้วหลายสิบซี.ซี. เชื่อไหมครับว่าน้ำมันเชื้อเพลิงค่ไม่กี่ซี.ซี. ก็สามารถพารถ วิ่งไปได้ไกลหลายร้อยเมตร อย่ามองว่ามันน้อย เพราะถ้าคุณทำทุกวันก็ช่วยได้เยอะ และมาประหยัดต่อที่การเปิดระดับ ความเย็นเพียงแค่ครึ่งเดียวเท่านั้นก็พอ ช่วงเช้าภาระความร้อนจากภายนอกมีน้อย โดยเฉพาะแสงอาทิตย์ ภาระความร้อน ที่เกิดขึ้นจากผู้โดยสาร และอื่น ๆ จึงยังมีไม่มาก จะรู้สึกถึงการตัดและต่อการทำงานของคอมเพรสเซอร์รำคาญบ้างก็สนุกดี ที่สำคัญเสียงการตัดต่อและรอบเครื่องยนต์มันจะฟ้องสุขภาพของระบบปรับอากาศ และเครื่องยนต์ของคุณได้ และไม่ต้องกลัวว่า คลัตช์แม่เหล็กที่ตัด-ต่อบ่อยจะเสียเร็วหรือไม่ บอกตามตรงว่ากระทบไม่กี่เปอร์เซ็นต์

วิธีประหยัด 3. ?ติดฟิล์มกรองแสงดี ๆ?
เคยบอกหลายครั้งแล้วว่าฟิล์มกรองแสงดี ๆ จะสามารถช่วยลดความร้อนภายในห้องโดยสารได้ เมื่อมีความร้อนน้อย ความเย็นก็มาเร็ว ระบบปรับอากาศก็ไม่ต้องทำงานหนัก ก็จะประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงในที่สุด เมื่อระบบปรับอากาศ ไม่จำเป็นต้องทำงานตลอดเวลา อายุการใช้งานก็ยืนยาว

วิธีประหยัด 4. ?เพิ่มฉนวนกันความร้อนพื้นและผนัง?
ภาระทางความร้อนของระบบปรับอากาศในรถยนต์มีที่มาจากแหล่งในส่วนของผู้โดยสารเป็นสิ่งที่อยู่นอกเหนือเงื่อนไขที่จะ สามารถ ปรับลดภาระความร้อนได้ แต่แหล่งความร้อนที่สำคัญมากจากแหล่งอาทิตย์ที่ตกกระทบ ความร้อนที่แพร่กระจาย มาจากเครื่องยนต์และพื้นถนน เราสามารถลดปริมาณมันลงได้ โดยการบุฉนวนกันความร้อนเพิ่ม ทั้งเพดาน ผนังห้องเครื่อง และพื้นรถ ทำไปพร้อมกับการปรับปรุงอย่างอื่น ช่วยได้เยอะ

วิธีประหยัด 5. ?เติมลมยางต้องพอดี?
ลมยางพอดี ช่วยประหยัดน้ำมัน ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการขับขี่ มีหลายคนชอบเติมลมยางแข็ง ๆ ในที่นี้หมายความว่า เติมลมแข็งมากกว่าสเปกกำหนด 5 ปอนด์/ตารางนิ้วขึ้นไป จริงอยู่การเติมลมยางแข็ง ๆ จะลดความฝืดกลิ้งลงได้มาก แต่ถ้ามองรวม ๆ แล้วจะเกิดผลเสียตามมามากเช่นกัน อย่างแรกคือ ความแข็งกระด้างของช่วงล่าง รวมทั้งประสิทธิภาพ การทรงตัว และการเบรกจะลดลง และตามด้วยการสึกของดอกยางบริเวณตรงกลางดอกยาง

วิธีประหยัด 6. ?เปลี่ยน/เป่าไส้กรองอากาศ?
มาดูตรงนี้ ไส้กรองอากาศทำให้กินน้ำมัน เชื่อหรือไม่ ในที่นี้หมายถึงไส้กรองอากาศเครื่องยนต์ที่เกิดการอุดตัน หรือขาดการดูแลรักษา การเป่า หรือเปลี่ยนไส้กรองอากาศตามระยะเวลาที่กำหนดและเหมาะสม

วิธีประหยัด 7. ?ขับรถเลิกเบิ้ลเครื่องยนต์?
คุณเชื่อหรือไม่ว่าการเร่งเครื่องยนต์แต่ละครั้ง จะสูญเสียน้ำมันเชื้อเพลิงไปมากน้อยแค่ไหน ถ้าเร่งเครื่องเบาเสียอย่างน้อย 5 ซี.ซี. แต่ถ้าจุ่ม แล้วก็จุ่ม ด้วยความมันสำใจ อย่างนี้ผลาญน้ำมันไปอย่างน้อยครั้งละหลายสิบซี.ซี. เลยนะนี่

วิธีประหยัด 8. ?เลิกบ้าหอบฟาง?
ภายในห้องโดยสารพยายามอย่านำสิ่งของที่ไม่จำเป็นทิ้งไว้ในรถ บางคนอาจจะมองว่ามันดูรกเกะกะ หรือหนักทำให้เปลือง น้ำมันเชื้อเพลิง แต่ที่ยิ่งกว่านั้นคือ ไอ้เจ้าสิ่งของเหล่านี้เองมันจะเป็นภาระความร้อนอย่างดี ถ้าไม่อยากเพิ่มภาระความร้อน ก็พยายามอย่านำสิ่งของที่ไม่จำเป็นไว้ในห้องโดยสาร เช่น หนังสือ เสื้อผ้า ตุ๊กตา ฯลฯ

วิธีประหยัด 9. ?ปิดก่อนถึงที่หมาย?
เมื่อใกล้ถึงที่หมายให้ปิดสวิตช์น้ำยา แต่เปิดพัดลมไว้ ความเย็นที่ยังค้างอยู่ในอีแวปพอเรเตอร์จะทำให้รู้สึกเย็นอีกอย่างน้อย 3 นาที ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิภายนอกด้วย ถ้าเป็นเวลากลางคืนจะเห็นผลมากกว่า ของแถมก็คือช่วยดับกลิ่นอับ และช่วยยืด อายุการใช้งานของอีแวปพอเรเตอร์ได้อีกด้วย


วางจัดครับวันนี้เลยหาวีธีมาบอกครับ อ้างอิงจาก http://www.langrod.com/news/article/1832.htm
บันทึกการเข้า
smile_69
มือใหม่หัดขับ
*

คะแนนถูกใจ 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 9



« #47 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 26, 2010, 11:30:28 PM »

ขอบคุณสำหรับข้อมูล จะเอาไปอ้างกับ ผบทบ    (จาได้หล่อก็คราวนี้หละ) 
บันทึกการเข้า
Bigfoot
ใบขับขี่ชั่วคราว
**

คะแนนถูกใจ 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 296


** VT 985 **


« #48 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 27, 2010, 08:54:51 PM »

  ....
บันทึกการเข้า
socosnat
มือใหม่หัดขับ
*

คะแนนถูกใจ 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 44



« #49 เมื่อ: มีนาคม 01, 2010, 05:33:57 PM »

รบกวนหน่อยครับ แล้วผมจะรู้ได้ไง

ว่าลมยางผมเหมาะสมกับความดันลมเท่าไหร่

ช่วยแนะนำหน่อยครับ 
บันทึกการเข้า
AEZADE
ใบขับขี่ชั่วคราว
**

คะแนนถูกใจ 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 277


จูนไม่นิ่ง วิ่งได้ไง


« #50 เมื่อ: มีนาคม 04, 2010, 07:19:19 AM »

รบกวนหน่อยครับ แล้วผมจะรู้ได้ไง

ว่าลมยางผมเหมาะสมกับความดันลมเท่าไหร่

ช่วยแนะนำหน่อยครับ 
ตัวอย่างนะครับ โทดทีช่วงนี้ไม่ค่อยว่าง
เคยสังเกตุมั้ยครับว่าตรงแก้มยางเขาจะพิมพ์อะไรบางอย่างมาด้วย

MAXLOAD (1000 kg at 65 psi ) cool

เขาแจ้งว่ารับน้ำหนัก ล้อนี้ 1 ตัน ท่านต้องเติมลม 65 ปอนด์ ตอนยางเย็น

ฉะนั้น ถ้าเติม 65 ปอนด์ 4 ล้อ รถจะต้องหนัก 4 ตัน

ทีนี้ ถ้ารถเราหนักแค่ 2 ตัน จะเท่ากับล้อ จะต้องแบกน้ำหนักแค่ล้อละ 500 กิโลกรัม

500 kg ก็เท่ากับ 50 % ของน้ำหนักที่รับได้สูงสุดของยาง

ฉะนั้น ลมยางที่เราจะเติม ก็จะต้องเป็น 50 % ของลมยางสูงสุดที่เขาระบุไว้

ซึ่งเท่ากับ 32.5 ปอนด์
ดังนั้นถ้าเปลี่ยนขนาดยางก็สามารถคำนวณความเหมาะสมของลมยางได้ตามนี้

ปล. สิ่งที่ท่านต้องรู้ คือ น้ำหนักรถ และน้ำหนักผู้โดยสาร
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 [2] 3 4 5 6 7 8   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  


SimplePortal 2.3.3 © 2008-2010, SimplePortal