vigothailand,

vigo

,

วีโก้

,

วีโก้แชมป์

,

vigo champ

, toyota vigo,

รถบ้าน

, รถแต่ง, วีโก้ไทยแลนด์, ตลาดรถ, รถมือสอง, toyota, โตโยต้าชัวร์,

vigo 2014

, one2car , รถกระบะมือสอง, โตโยต้า

ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน


   


ลงชื่อร่วมกิจกรรมกับวีโก้ไทยแลนด์

 
ค้นหาในเว็บวีโก้ไทยแลนด์รวดเร็วกว่าด้วยระบบของกูเกิ้ล หาอะไรในเว็บไม่เจอพิมพ์ในช่องว่าง แล้วกด ค้นหา ได้เลย!!!

VigoThailand.com // วีโก้ไทยแลนด์ « กูรูไทยแลนด์ « สารพันปัญหารถ « ยางรถยนต์ กับการใช้งานอย่างถูกวิธี (9 (สูตร) ประหยัดน้ำมัน หน้า2ครับ)
หน้า: [1] 2 3 4 5 6 7 8   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ยางรถยนต์ กับการใช้งานอย่างถูกวิธี (9 (สูตร) ประหยัดน้ำมัน หน้า2ครับ)  (อ่าน 138247 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 4 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
AEZADE
ใบขับขี่ชั่วคราว
**

คะแนนถูกใจ 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 278


จูนไม่นิ่ง วิ่งได้ไง


« เมื่อ: มกราคม 28, 2010, 06:22:20 AM »



ยางรถยนต์ กับการใช้งานอย่างถูกวิธี
การใช้ยางรถยนต์ไม่ใช่แค่ใส่ยางเข้ากับกระทะล้อแล้วจบ แต่ยังมีรายละเอียดปลีกย่อยอีกไม่น้อย เพื่อช่วยให้ยางมีประสิทธิภาพสูงสุดตลอดอายุการใช้งาน และเพิ่มความปลอดภัยตลอดการขับ

++ยางใหม่ต้อง "รัน - อิน"++
      
       ไม่เฉพาะรถยนต์และเครื่องยนต์เท่านั้น ที่จะต้องมีการรัน-อิน ยางใหม่ก็เช่นกันในช่วง 100 - 200 กิโลเมตรแรก ควรใช้ความเร็วไม่เกิน 80 - 100 กิโลเมตร/ชั่วโมง เพื่อให้โครงสร้างแก้มยาง และหรน้ายางมีการปรับตัว เพราะยางทุกเส้น ถูกผลิตออกมาให้รับกับมุมแคมเบอร์ของล้อเท่ากับ 0 คือตั้งฉากกับพื้น แต่รถยนต์ทุกคันไมได้มีมุมแคมเบอร์เท่ากับ 0 มีทั้งแบะหรือหุบ ในช่วงแรกจึงต้องใช้เวลาให้หน้ายางสึกปรับตัวรับกับศูนย์ล้อ
 
++ต้องถ่วงล้อ++
        
       เพราะยางต้องหมุนนับพันรอบต่อนาที โดยเฉพาะล้อคู่หน้าที่มีการเลี้ยงด้วยจึงต้องมีการถ่วงสมดุล เพราะถ้าล้อคู่หน้าไมได้สมดุล มักมีอาการพวงมาลัยสั่นในบางช่วงความเร็ว และทำให้ลูกปืนล้อหรือช่วงล่างมีอายุการใช้งานสั้นลงด้วย เมื่อเปลี่ยนยางใหม่ หรือถอดยางออกจากระทะล้อ เพื่อสลับยางหรือเปลี่ยนยาง ต้องมีการถ่วงสมดุลใหม่เสมอ
      
       เมื่อใช้งานไปสัก 40 - 50 % ของอายุการใช้งานยาง ควรถอดมาถ่วงสมดุล เพราะการสึกหรออาจไม่สม่ำเสมอกัน ถ้าใช้วิธีถอดกระทะล้อออกมาถ่วงสมดุล แล้วยังมีอาการสั่นของพวงมาลัยบางช่วงความเร็ว ต้องเปลี่ยนไปใช้วิธีถ่วงแบบจี้ คือ ไม่ต้องถอดล้อออกจากรถยนต์เป็นการถ่วงสมดุลกระทะล้อ , ยาง , จานดิสก์เบรก , เพลาขับ , ลูกปืนล้อ และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง แต่โดยทั่วไป การถอดล้ออกมาถ่วงภายนอกก็เพียงพอแล้ว

++ลมยาง....ศัตรูหมายเลข 1 ของยางรถยนต์++
      
       แรงดันลมมาตรฐานของยางรถยนต์ทุกรุ่น มีระบุไว้บนสติ๊กเกอร์ที่ตัวรถยนต์หรือคู่มือประจำรถยนต์ ส่วนใหญ่อยู่ในระดับ 28 - 32 ปอนด์/ตารางนิ้ว (PSI) สำหรับรถยนต์นั่ง การวัดแรงดันลมยาง ต้องใช้มาตรฐานที่ได้มาตรฐานและวัดตอนที่ยางเย็นหรือร้อนไม่มาก (ขับไม่เกิน 2-36 กิโลเมตร)
      
       การเติมและวัดลมยางตามปั๊มน้ำมันพร้อมเติมน้ำมันฯ ก็สะดวกดี แต่เมื่อยางร้อนแล้วต้องเผื่อแรงดันที่วัดได้ ว่าจะเกินจากมาตรฐานสัก 1-2 ปอนด์ เสียเวลาถามผู้ที่วัดลมยางให้ว่า ยางเส้นไหนมีระดับแรงดันลมยางต่ำกว่าเส้นอื่นมากๆนั่นแสดงว่ามีปัญหารั่วซึม
      
       ไม่ควรใช้สายตาในการเดาแรงดันลมยาง โดยดูจากการยุบตัวของแก้มยางเพราะแม้ลมยางจะอ่อนลง 10 ปอนด์/ตารางนิ้ว ก็อาจจะมองไม่เห็นด้วยความแตกต่าง มาตรวัดแรงดันลมตามปั๊มน้ำมันมักถูกใช้งานหนัก อาจแสดงค่าผิดเพี้ยนควรซื้อมาตรวัดแรงดันลมส่วนตัวไว้ และต้องเลือกแบบที่มีมาตรฐาน ราคาแพงสักหน่อยแต่ว่าได้ค่าที่แม่นยำกว่า
      
       ปั๊มหรือเครื่องมือเติมลมส่วนตัวมี 2 แบบหลัก คือ แบบเท้าเหยียบ ควรซื้อแบบลูกสูบ๕จะรวดเร็วและเบาแรงกว่าหรือแบบปั๊มไฟฟ้าเสียบกับที่จุดบุหรี่ในรถยนต์ แต่อาจจะไม่จำเป็นสำหรับผู้ที่ไม่ค่อยได้ดูแลรถยนต์ด้วยตัวเอง
 
              หากละเลยการตรวจสอบลมยาง มักเกิดปัญหาแรงดันลมน้อย - ยางอ่อน ทำให้แก้มยางมีการบิดตัวมากและร้อนง่าย สิ้นเปลืองเชื้อเพลิงมากขึ้น และอัตราเร่งลดลง จากแรงต้านการหมุนที่เพิ่มขึ้น และหากลมยางอ่อนมากๆ จะทำให้โครงสร้างภายในเสื่อมสภาพเร็วขึ้น และมีการสึกหรอบริเวณนอกซ้าย - ขวา ของหน้ายางมากกว่าแนวกลาง
      
       บางคนอาจจะคิดว่า ถ้าอย่างนั้นเติมยางเกินไว้น่าจะดีกว่า จะได้ไม่ต้องตรวจสอบบ่อยๆ ซึ่งเป็นความคิดที่ผิด เพราะแรงดันลมยางที่มากเกินไปทำให้ประสิทธิภาพการเกาะถนนลดลง จากหน้าสัมผัสที่ลดลง กระด้าง และถ้าลมยางแข็งมากๆ จะเสี่ยงต่อการระเบิด และมีการสึกหรอบริเวณแนวกลางมากกว่าริมนอกซ้าย-ขวา
      
++เดินทางไกล อย่าลืม...เติมแรงดันลมเพิ่ม++
      
       ควรเติมแรงดันลมยางแข็งกว่าปกติ 2 - 3 ปอนด์/ตารางนิ้ว เพื่อป้องกันยางร้อนมาก หรือแรงดันลมสูงเกินไปจนระเบิด อาจตรงข้ามกับความคิดผิดๆที่ว่า เมื่อเดินทางไกลยางหมุนด้วยความเร็วสูงและต่อเนื่อง ยางน่าจะร้อนและมีแรงดันลมเพิ่มขึ้น จากหลักการของก๊าซ อากาศร้อนจะขยายตัว ทำให้แรงดันลมเพิ่ม จึงคิดว่าน่าจะลดแรงดันลมลงจากปกติ ซึ่งผิด

              หากมีการลดแรงดันยางลงในขณะที่เดินทางไกล ยางจะกลับร้อนและมีแรงดันสูงมาก เพราะแก้มยางจะบิดตัวมากจนร้อน และทำให้แรงดันลมสูงขึ้นมากอย่างรวดเร็ว วิธีที่ถูกต้อง คือ เพิ่มแรงดันลมขึ้น 2 - 3 ปอนด์ เพื่อป้องกันการเปิดตัวของแก้มยางมากจนร้อน เป็นการป้องกันล่วงหน้า เช่น ยางที่มีแรงดันลม 32 ปอนด์ มากกว่าปกติ 2 ปอนด์ เมื่อเดินทางไกลอาจจะมีแรงดันลมเพิ่มขึ้นจากความร้อนเพียง 2 ปอนด์ แต่ถ้าแรงดันลมเหลือ 28 ปอนด์ ยางจะบิดตัวมากและร้อนมากกว่าอาจมีแรงดันลมเพิ่มขึ้นถึง 5 - 6 ปอนด์ และก็เป็นลมที่มีความร้อนสูงกว่าการเติมลมแรงดันสูงเผื่อไว้
      
++เบียดทางเท้า ระวังแก้มยาง++
      
       การเข้าจอดเลียบทางเท้าหรือทางที่มีขอบสูง ระวังแก้มยางไปเบียด ทั้งในขณะจอดหรือจอดเบียดแก้มยางทิ้งไว้ เพราะจะทำให้แก้มยางบวมหรือรั่ว ซึ่งไม่สามารถซ่อมแก้มยางให้ใช้งานได้ปกติเหมือนหน้ายางรั่วได้ ต้องเปลี่ยนเส้นใหม่เท่านั้น
      
++สลับยาง++
      
       ทุก 10,000 กิโลเมตร ควรสลับยางพร้อมกระทะล้อหน้า - หลังในแต่ละด้าน เพื่อให้มีการสึกหรอใกล้เคียงกันทั้ง 4 เส้น เพราะยางคู่ที่ใส่กับล้อขับเคลื่อนจะมีการสึกหรอมากกว่ายางอีกคู่หนึ่ง อย่าลืมดูทิศทางการหมุนและถ่วงล้อใหม่ด้วย แนวทางการสลับยาง และระยะทางที่เหมาะสม มักทีกำหนดในคู่มือประจำรถยนต์
      
       ถ้าไม่สลับยางแล้วมีการสึกหรอไม่เท่ากัน หลีกเลี่ยงการเปลี่ยนยางครั้งละคู่หรือ 2 ล้อ เพราะทำให้ต้องเปลี่ยนสลับครั้งละคู่ไปเรื่อยๆเสียเวลาและไม่ถูกต้อง ในการเปลี่ยนยาง ไม่ควรใช้ยางต่างรุ่นดอกกันในแกนล้อเดียวกันเพราะประสิทธิภาพการเกาะถนนจะแย่ลง ควรใช้ยางขนาดเดียวกันและรุ่นเดียวกันทั้ง 4 ล้อ
 
++หมั่นตรวจสอบการสึกหรอของดอกยาง++      
       นอกจากตรวจสอบความลึกของดอกยางและสลับตามระยะทางแล้ว ยังควรหมั่นสังเกตการสึกหรอที่ผิดปกติตลอดหน้ายาง ซึ่งมีหลายลักษณะ ถ้าหน้ายางสึกเฉพาะด้านใดด้านหนึ่ง แสดงว่าศูนย์ล้อผิดปกติ แต่ถ้ามีการสึกไม่เรียบเสมอกันตลอดหน้ายาง หรือสึกเป็นบั้งๆอาจเกิดจากระบบช่วงล่างควรรีบแก้ไข เพราะมีผลต่ออาการทรงตัวของรถด้วย
      
++ไม่จอดทิ้งไว้นาน++
      
       รถยนต์ที่ใช้งานน้อย จอดนิ่งอยู่กับที่น้ำหนักของตัวรถทั้งหมดจะกดลงสู่ยางแต่ละเส้นในจุดเดียว โครงสร้างภายในและแก้มยางจะมีการยืดตัวและเสียความหยืดหยุ่น ยิ่งจอดนิ่งนานๆโครงสร้างของยางยิ่งมีโอกาสเสียง่ายขึ้น ถ้าต้องจอดนานมากทุก 1 สัปดาห์ต้องสตาร์ทเครื่องและนำรถออกไปแล่นอย่างน้อย 2 - 3 กิโลเมตร หรือเดินหน้าถอยหลัง 5 - 10 เมตรหลายๆครั้ง เพื่อให้แก้มยางและโครงสร้างของยางมีการขยับตัว
      
++น้ำยาเคลือบ สวยแต่ต้องระวัง++
      
       เป็นเรื่องปกติที่คนไทยที่รักสวยรักงาม น้ำยาเคลือบแก้มยางเพื่อเพิ่มความสวยงาม น้ำยาบางชนิดมีฤทธิ์ต่อเนื้อยาง ทำให้บวมหรือเปื่อยในระยะยาว ควรเป็นสารประเภทซิลิโคนจะปลอดภัยกว่า
 
++เมื่อไรหมดสภาพ++
      
       ยางหมดอายุได้ในหลายลักษณะหลัก เช่น ดอกหมด , ไม่เกาะ , เนื้อแข็ง , โครงสร้างกระด้าง , แตกปริ , แตกลายงา , เสียงดัง หรือแก้มยางบวม เกิดขึ้นเพียงลักษณะเดียวหรือควบคู่กันก็ถือว่าหมดอายุ ไม่จำเป็นต้องดอกหมดแล้วยางถึงจะหมดสภาพเสมอไป เพราะความลึกของดอกยางเกี่ยวข้องกับการรีดน้ำ ฝุ่น และโคลนเป็นหลัก ส่วนประสิทธิภาพการเกาะถนนและการทรงตัว ขึ้นอยู่กับความแข็งของเนื้อยางและโครงสร้างภายใน
      
       ยางรถยนต์ส่วนใหญ่จะเริ่มแข็งตัวขึ้นทีละนิด แต่จะรู้สึกได้ชัดเจนเมื่อผ่านการใช้งานไประยะหนึ่ง (ประมาณ 1 ปีหรือ 20,000 กิโลเมตร) ตามพื้นฐานของผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับยางที่แพ้ความร้อน เมื่อเนื้อยางแข็ง ดอกยางก็ไม่ค่อยสึก แต่แรงเสียดทานระหว่างหน้ายางกับผิวถนนจะลดลง หากเปรียบเทียบอัตราการสึกของดอกยางต่อระยะทาง แทบไม่มียางรุ่นไหนที่ดอกสึกเร็วขึ้นเมื่อผ่านการใช้งานไปแล้ว ส่วนใหญ่มักจะสึกช้าลงหรือแทบไม่สึกเลยเมื่อเนื้อยางแข็งกระด้างเต็มที่
      
       ทดสอบง่ายๆโดยใช้เล็บจิกลงบนเนื้อของหน้ายางเก่า เปรียบเทียบกับยางใหม่ๆเนื้อยางเก่ามักแทบจิกไม่ลง อายุการใช้งานของยางสำหรับเมืองไทย เฉลี่ยประมาณ 3 ปี หรือ 50,000 - 60,000 กิโลเมตร ก็ถือว่ายางเสื่อมสภาพแล้ว แต่ก็ขึ้นอยู่กับการดูแลรักษาและลักษณะการใช้งาน ถ้าใช้งานเกินระยะทางข้างต้น ควรพิจารณาอย่างละเอียดว่าสภาพของยางดีหรือไม่ เพราะพบว่ายางรถยนต์หลายรุ่นสามารถใช้งานได้นานกว่านั้น
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 25, 2010, 08:47:21 PM โดย AEZADE » บันทึกการเข้า
 
gosan
ใบขับขี่ตลอดชีพ
****

คะแนนถูกใจ 8
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1014



« #1 เมื่อ: มกราคม 28, 2010, 12:52:17 PM »

ข้อมูลแน่นมากๆๆๆๆๆๆๆ    เสาร์นี้จะเดินทางไป อ. สวนผึ้ง จ.ราชบุรี จะนำหลักการไปใช้ครับผม
บันทึกการเข้า
body
ดริฟต์คิงขั้นเทพ
*

คะแนนถูกใจ 97
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 6840


VT124คับ


« #2 เมื่อ: มกราคม 28, 2010, 01:11:49 PM »

ขอบคุณครับ 
บันทึกการเข้า
tommyboy
ใบขับขี่ 5 ปี
***

คะแนนถูกใจ 23
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 750


ชอบก็กด+ไม่ชอบก็บอกกล่าวกันได้VT2756


« #3 เมื่อ: มกราคม 28, 2010, 02:49:58 PM »

  เป็นข้อมูลสำหรับการดูแลรถเบื้องต้นที่ดีมาก เต๊ม10 
บันทึกการเข้า
nus
มือใหม่หัดขับ
*

คะแนนถูกใจ 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 88



« #4 เมื่อ: มกราคม 28, 2010, 05:26:43 PM »

 ได้ความรู้ดีๆและมีประโยชน์อีกแล้ว...ขอยกนิ้วให้
บันทึกการเข้า
AEZADE
ใบขับขี่ชั่วคราว
**

คะแนนถูกใจ 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 278


จูนไม่นิ่ง วิ่งได้ไง


« #5 เมื่อ: มกราคม 28, 2010, 06:37:33 PM »

ขอบคุณครับ แต่ก่อนผมเป็นคนที่ไม่ค่อยเอาใจใส่ซักเท่าไร ใช้รถวัดลมยางด้วยสายตาเทานั้น เห็นยางไม่แบนมากก็ไม่เติม ยิ่งเรื่องสลับยางก็ไม่ค่อยจะได้ทำ
พอใช้ไป ยางกินข้างบ้าง(กินไม่ว่าทำให้พวงมาลัยสั่นอีก เสียตังค์อีก) ลมยางอ่อนเกินไปใช้ไปนานๆขอบในปริอีก (สำหลับผมโหลดพอสมควรล้อเลยตะแคง ถ้าเราดูยางแต่ด้านนอก ลมยางก็แลปกติ แต่ถ้าเรา ลองก้มไปดูยางด้านใน โอ้ทำไมยางนิ้มขนาดนี้ เวรกำนิ้มไม่พอ แก้มยางแตกทั้งๆที่ยางเพิ่งเปลียนมาไม่ถึงปี นั่นไงไม่สนจัยมัน มันเลยไม่อยากอยู่กะเรา555++ ต้องเปลียนเสียตั้งค์อีกเวนแท้ๆ)

มีเรื่องยางมาฝากอีกนิสๆครับ  บังเอิญไปอ่านหนังสือเจอมาครับ

เรื่องความเข้าใจผิดเกี่ยวกับยาง
[/b]



หลายเรื่องราวเกี่ยวกับรถยนต์ ยังมีความเข้า ใจผิดในวงกว้าง จนบางคนฝังความคิดว่าเป็นหลักการที่ถูกต้องจริงๆ ไปแล้ว
ในโลกการสื่อสารที่ฉับไว ในโลกแห่งเทคโนโลยี ไม่มีคำว่าสายเกินไปหากต้องการลบความเข้าใจผิดเหล่านั้น
อ่านบทความ รวมความเข้าใจผิดเรื่อง...ยาง

ความกว้างของยาง/ความกว้างของหน้ายาง

ความเข้าใจผิด : บนแก้มยางจะมีการระบุขนาด ต่างๆ ของยางเส้นนั้นไว้อยู่เสมอ สำหรับยางทั่วไปจะมีการระบุรายละเอียดที่คุ้นเคยกันตามตัวอย่าง เช่น 205/60R15

ตัวเลข 3 หลักแรกนี้เองที่หลายคนเข้าใจผิด โดยเข้าใจว่าเป็นความกว้างของหน้ายางที่สัมผัสถนน มีหน่วยเป็นมิลลิเมตร ในกรณีตัวอย่างนี้ คิดว่ายางเส้นนี้มีหน้ากว้าง 205 มิลลิเมตร

ความเป็นจริง : ตัวเลข 3 หลักแรกนี้ เป็นความกว้างของยาง ไม่ใช่ความกว้างของหน้ายางที่สัมผัสพื้น วิธีการตรวจสอบง่ายๆ ตัวเลข 3 หลักนี้ ก็คือ นำยางเส้นนั้นใส่กับกระทะล้อที่มีขนาดเหมาะ สมกันตามมาตรฐานที่วงการยางกำหนดและสูบลม วัดความกว้างของยางจากส่วนที่กว้างที่สุด ซึ่งมักจะ เป็นส่วนโค้งของแก้มยางที่ป่องออกมา จากแก้มข้างหนึ่งมายังอีกข้างหนึ่ง โดยวัดรวมทุกอย่างที่กว้าง ที่สุด ถ้าบังเอิญมีตัวอักษรตัวเลขหล่อนูนออกมา ก็ ต้องวัดรวมด้วย แล้วก็จะได้ค่าความกว้างนั้นออกมา

ตัวเลข 3 หลักแรกที่ระบุไว้ เช่น 205 จะเป็นความกว้างของยางในส่วนที่ป่องที่สุด ซึ่งเป็นแก้มยาง ส่วนความกว้างของหน้ายางจริง จะไม่มีการกำหนดไว้ และเท่าที่ทลองวัดดู ก็จะแคบว่าตัวเลขความกว้างของยางที่ระบุไว้ 10-30 มิลลิเมตร

นั่นหมายความว่า สมมุตติยางที่ระบุความกว้าง ไว้เท่ากัน แต่ต่างรุ่นต่างยี่ห้อกัน ความกว้างของยาง บริเวณแก้มจะต้องเท่ากัน แต่ไม่แน่ว่าความกว้างของยางจะต้องเท่ากัน เพราะพบว่ายางรุ่นสปอร์ตหรือเน้นสมรรถนะสูง จะมีความกว้างของหน้ายางใก้ลเคียงกับตัวเลขความกว้างของยางมากกว่ายางรุ่นพื้นๆ สำหรับใช้งานทั่วไป

หากไม่เชื่อบทความนี้ ให้เอาไม้บรรทัดหรือตลับเมตรไปวัดรอยฝุ่นบนหน้ายางได้เลย แล้วจะพบว่า แคบกว่าตัวเลขที่ระบุไว้มาก วัดยังไงก็ไม่เท่ากัน แต่พอเล็งๆ แถวแก้มยาง ก็พบว่ากว้างพอกับตัวเลข 3 หลักแรกที่ระบุไว้จริงๆ

ตัวเลขซีรีส์ ต้องคำนวนก่อน

ความเข้าใจผิด : จากตัวอย่าง 205/60R15 ตัวเลข 2 หลักชุดที่ 2 คือ 60 หมายถึงซีรีส์ของยาง หลายคนเข้าใจผิดว่า ยางที่มีตัวเลขซีรีส์มาก จะต้องมีแก้มสูงกว่ายางที่มีซีรีส์น้อยกว่าเสมอ

ความเป็นจริง : ตัวเลขซีรีส์ หมายถึง ความสูงของแก้มยางคิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของความกว้างของยาง หากต้องการทราบความสูงจริงของแก้มยาง ก็ต้องมีการคำนวณก่อน

จากตัวอย่าง ยางเส้นนี้ มีความสูงของแก้มยาง เป็น 60 เปอร์เซ็นต์จากความกว้าง 205 มิลลิเมตร คำนวนโดยนำ 205 X (60/100) = 123 มิลลิเมตร

ถ้าไม่ผ่านการคำนวณ จะสรุปลอยๆ ไม่ได้ว่า ยางซีรีส์ 65 จะมีแก้มยางจริงสุงกว่ายางซีรีส์ 60 หากมีความกว้างของยางต่างกัน

เช่น ยาง 205/60R13 มีแก้มสูง 205 X (60/100) = 123 มิลลิเมตร ส่วนยาง 185/65R13 มีแก้ม สูง 185 X (65/100) = 120.25 มิลลิเมตร มีแก้มจริงเตี้ยกว่าทั้งที่มีตัวเลขซีรีส์เป็น 65 มากกว่าเส้นแรกอยู่ 5 ซีรีส์

ถ้าจะเดาความสูงของแก้มยาง ก็ต้องดูตัวเลข 3 หลักแรกความกว้างของยางด้วย แต่ถ้าจะให้แม่นยำก็ต้องนำไปคำนวณก่อน

ยางที่ใช้กับกระทะล้อขอบใหญ่กว่า ยางต้องใหญ่กว่า

ความเข้าใจผิด : ในกรณีที่จะเปลี่ยนล้อแม็กให้มีขาดเส้นผ่าศูนย์กลางใหญ่ขึ้น ตามสไตล์ล้อแม็กวงโต+ยางแก้มเตี้ย เช่น ล้อเดิมขอบ 14 นิ้ว จะเปลี่ยนเปลี่ยนเป็นขอบ 16 นิ้ว หลายคนเข้าใจผิด โดยรีบสรุปว่ายางที่ใช้กับกระทะล้อขอบ 16 นิ้ว ต้องมีขนาดใหญ่กว่ายาง 14 นิ้ว ไปมองไปอิงกับตัวเลขขอบกระทะล้อทั้งที่นั่นคือ วงในของยาง ไม่ใช่วงนอก

ความเป็นจริง : ยางจะมีเส้นรอบวงมากหรือมีความสูงโดยรวมเท่าไร ไม่เกี่ยวกับขนาดของกระ ทะล้อหรือเรียกกันว่าขอบกี่นิ้วนัก เพราะต้องขึ้นอยู่กับความสูงของแก้มยาง ซึ่งก็ขึ้นกับความกว้างและซีรีส์นั่นเอง

ยางขอบ 17 นิ้ว ซีรีส์น้อยแก้มเตี้ยบางเฉียบ อาจจะมีเส้นรอบวงน้อยและมีความสูงโดยรวมน้อย กว่ายางขอบ 14 นิ้ว ซึ่งมีซีรีส์มากและแก้มสูงก็เป็นได้

ยางเปอร์เซ็นต์ เมินได้เลย

ความเข้าใจผิด : เป็นที่เข้าใจว่า ยางเปอร์เซ็นต์ คือ ยางมือสอง คนส่วนใหญ่มองว่าเมินยางเปอร์ เซ็นต์ไปได้เลย เพราะคิดว่าล้วนเป็นยางมือสองที่ได้มาจากเจ้าของเดิมถอดทิ้งหรือถอดขายให้ร้านในราคาถูกๆ เพื่อเป็นส่วนลดในการซื้อยางใหม่ ยางจึงน่าจะหมดสภาพแล้ว หากฝืนซื้อมาใช้งานต่อก็จะเสี่ยงต่ออันตราย

ความเป็นจริง : ยางเปอร์เซ็นต์หลายสิบเปอร์เซ็นต์ที่ขายอยู่ทั่วไป เกือบหมดสภาพแล้วจริงๆ หากใครซื้อมาใช้ก็เสี่ยงอันตราย แต่ไม่ใช่ว่าทุกเส้นจะไม่น่าสนใจ

เพราะในกรณีที่เป็นยางซึ่งถูกเปลี่ยน เพราะเจ้าของอยากเปลี่ยนขนาดยางหรือล้อแม็ก ทั้งที่ยังไม่หมดสภาพ ยางเปอร์เซ็นต์เส้นนั้นก็ยังสามารถใช้งานได้ตามปกติ บางครั้งรถป้ายแดงขับออกมาจากโชว์รูมได้ไม่กี่วัน ก็เปลี่ยนยางเดิมออกแล้ว หรือใช้ยางเดิมได้ไม่กี่เดือน ก็อยากเปลี่ยนล้อแม็กวงโต+ยางแก้มเตี้ยตามแฟชั่น ก็อาจจะถอดยางชุดเดิมขายลดราคากับทางร้านหรือประกาศขายเองเป็นยางเปอร์เซ็นต์

บางครั้งยางก็ถูกเปลี่ยนออก เพราะความหวาดกลัวเกินไป ทั้งจากตัวเองหรือคำแนะนำที่ผิดๆ ว่ายางรถยนต์ใช้ได้แค่ 2 ปี หรือไม่เกิน 40,000 กิโลเมตร ทั้งที่ความจริงใช้ได้นานกว่านั้น ยางชุดนั้นจึงยังไม่หมดสภาพแต่กลับถูกเปลี่ยนออก ซึ่งเมื่อนำออกขายเป็นยางเปอร์เซ็นต์ ภสพาจึงยังดีอยู่ และสามารถใช้ต่อได้อีก

การเลือกใช้ยางเปอร์เซ็นต์ หากดูอย่างละเอียด รอบคอบ และเลือกยางที่ไม่ได้ถูกเปลี่ยนเพราะหมด สภาพ โดยเฉพาะยางที่ถูกเปลี่ยนเพราะเจ้าของเดิม อยากเปลี่ยนขนาด บางครั้งก็น่าสนใจ

เปลี่ยนยางทิ้งเร็วเกินไป

ความเข้าใจผิด : คนส่วนใหญ่เชื่อและได้รับ คำแนะนำที่ผิดๆ ว่ายางรถยนต์ต้องเปลี่ยนตามระยะทางเท่านั้นเท่านี้ หรือไม่เกินกี่ปีต้องเปลี่ยนออก แม้ว่าดอกยังไม่หมด หรือยังดูดีอยู่ก็ต้องเปลี่ยนออก หลายคนเชื่อปักใจ เพราะหวาดระแวงกลัวยางระเบิดแล้วอันตราย

ความเป็นจริง : จริงอยู่หากยางระเบิดแล้วจะเสี่ยงต่ออุบัติเหตุหรือความยุ่งยาก ต้องเปลี่ยนยางกลางทาง แต่การใช้อะไรแล้วเปลี่ยนทิ้งทั้งที่ยังไม่หมดสภาพ เสียดายทั้งเงินทั้งทรัพยากรของโลกที่ต้องเสียไปด้วยความหวาดระแวง

ผู้ผลิตยางรถยนต์ส่วนใหญ่ แม้ว่าอยากจะขายยางเส้นใหม่เร็วๆ ก็ยังไม่เคยมีคำแนะนำให้เปลี่ยนยางเมื่อครบ 3 ปี หรือเมื่อเกิน 50,000 กิโลเมตรหรือต่ำกว่านั้นเลย มีแต่การแนะนำว่า สามารถใช้งานได้จนดอกจะสึกถึงสัญลักษณ์ที่จุดลึกสุดของร่องยาง และถ้าดอกยังไม่หมด หากดูแล้วไม่มีการแตกร้าวปริบวม ก็สามารถใช้ต่อได้จนดอกสึกถึงระยะข้างต้น โดยไม่จำกัดปีที่ใช้

ค้นหาทั้งจากเอกสารหรือถามจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคนิคของผู้ผลิตยางโดยตรง ก็บอกอย่างนี้ทั้งนั้น พอถามแบบกลางๆ ว่า งั้นของคำตอบที่คนทั่วไปอยากทราบได้ไหม เขาก็บอกว่า 3 ปี หรือ 40,000 กิโลเมตร หากดอกยังไม่หมด ยางส่วนใหญ่ (หากยางเส้นนั้นไม่ได้ใช้งานหนักบนทางวิบาก หรือได้รับการกระแทกบ่อย) น่าจะยังไม่หมดสภาพ และน่าจะใช้ได้อีกไม่น้อยกว่า 1-2 ปีขึ้นไป หรืออีกหลาย หมื่นกิโลเมตร และพอถามย้ำอีก เขาก็บอกว่า ประ มาณว่าถ้าดอกไม่หมดยางน่าจะใช้ได้เกิน 60,000 กิโลเมตรหรือแถวๆ 5 ปีได้สบาย และก็บอกทิ้งท้ายว่า ถ้าดอกไม่หมด และดูสภาพแล้วยังปกติ ก็ยังใช้ต่อได้อีก

ขนาดฝ่ายผู้ผลิตที่อยากขายยางใหม่ให้ได้มากๆ ยังมีคำแนะนำให้ใช้งานได้นานกว่าความเชื่อของคนทั่วไป ดังนั้นก่อนที่จะเปลี่ยนยางใหม่ ก็ควรแน่ใจว่ายางเส้นเดิมหมดสภาพและไม่น่าเสี่ยงใช้งานต่อแล้ว ไม่ใช่เปลี่ยนเพราะความหวาดระแวง ทั้งที่เพิ่งผ่านการใช้งานเกินครึ่งมาไม่เท่าไร

ยางเก่าเก็บไม่น่าสน

ความเข้าใจผิด : เป็นที่ทราบกันทั่วไปว่า ยางรถยนต์ที่ถูกเก็บสต็อกไว้ สามารถหมดสภาพได้ แม้จะยังไม่เคยใช้งานก็ตาม แต่ตัวเลขจำนวนเดือนปีที่จะถือว่าไม่น่าซื้อใช้ของแต่ละคนไม่เท่ากัน บางคนตั้งใจว่า ผลิตเกิน 3 เดือนจะไม่ซื้อ บางคน 6 เดือน หรือบางคน 1 ปีกว่าๆ ยังรับได้ ความเข้าใจผิดก็คือ คนที่หวาดระแวงเกินเหตุ เก็บเกิน 3-6 เดือนไม่เอาแล้ว ทำเป็นว่ายางรถยนต์จะเน่าง่ายๆ แบบขนมเค้กหรือต้องรอของที่อบเสร็จกันหน้าเตาเลย

ความเป็นจริง : ข้อมูลจากผู้ผลิตยางรถยนต์ หากเก็บโดยไม่โดนความร้อนจัดเย็นจัด ไม่ถูกสารเคมี และจัดวางอย่างเหมาะสม จะสามารถเก็บ สต็อกได้นานถึงกว่า 5 ปีก็ยังมี โดยไม่เสื่อมสภาพ สามารถนำมาใช้งานได้

ส่วนที่ตั้งแง่ว่าเกิน 3-6 เดือนจะไม่ซื้อ สงสัยต้องตระเวนหากันเหนื่อย ถ้ามีคนเข้าใจผิดกันมากๆ สงสัยอีกหน่อยต้องเหนื่อยไปดักซื้อหน้าโรงงานกันเลย ผลิตมาเก็บไว้ หากขายไม่ดี เกิน 6 เดือนแล้วจะขายไม่ออก

ถ้าคิดว่าคำแนะนำนั้นเป็นเพราะกลัวขายยางเก่าเก็บไม่ได้ ก็ย้อนไปอ่านกรณีที่แนะนำอายุการใช้งานของยาง ก็ยาวนานเช่นเดียวกัน ในฐานะของผู้บริโภคลดลงมาเหลือ 3 ปีก็คงรับได้ จึงสรุปว่า ยางรถยนต์ที่ถูกเก็บไว้ไม่เกิน 3 ปี ยังสามารถซื้อมาใช้งานได้ตามปกติโดยไม่ต้องกังวลอะไร หรือถ้ายังกลัว ก็สักไม่เกิน 2 ปียังรับได้ แต่ถ้าวิตกจริต เก็บมาแถวๆ ไม่เกิน 1 ปี หรือเกินเล็กน้อย ก็คงสบายใจได้

ยางดอกหมดลื่น

ความเข้าใจผิด : ยางดอกหมดหรือยางหัวโล้น จะลื่น นึกไปถึงหัวคนว่าโล้นแล้วต้องลื่น ถ้าจะให้ถูกต้อง ต้องบอกว่าลื่นบนถนนเปียก แต่บนถนนแห้งจะเกาะถนนดีกว่าบางมีดอกลึก

ความเป็นจริง : ยางรถยนต์เกาะถนนได้โดยหน้าสัมผัสซึ่งทำหน้าที่เป็นเฟืองยางขนาดจิ๋วถี่ๆ ผังลงไปบนพื้นถนน ยิ่งมีหน้าสัมผัสมากก็ยิ่งมีเฟืองมาก เกาะถนนได้ดี ส่วนร่องยางที่มีนั้นเตรียมไว้ให้รีดน้ำออกจากหน้าสัมผัสของยาง หรือให้น้ำแทรกตัวเข้าไปอยู่ชั่วคราวได้

ร่องยางส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นทรงตัว U แต่เป็น กึ่งตัว V ปากร่องกว้างกว่า ยอดของแท่งดอกยางจึงแคบกว่า เมื่อยางสึกลงไปร่องตื้นหรือเกือบหมด หน้าสัมผัสยางจึงมีมากที่สุด เพราะฐานของแท่งดอกยางกว้างกว่าตอนที่ยังไม่สึกมาก หากเนื้อยางยังไม่แข็งมาก ยางที่ดอกเกือบหมดหรือหมด แต่ยัง ไม่ทะลุ จะเกาะถนนแห้งได้ดีกว่ายางมีดอกมีร่องลึก เพราะเรื่องพื้นที่ของหน้าสัมผัสที่แตกต่างกัน แต่จะลื่นกว่าเมื่อเจอถนนเปียก เพราะไม่มีร่องยางช่วยรีดน้ำ หน้ายางจะมีชั้นฟิล์มของน้ำคั่นอยู่ จะสัมผัสถนนไม่เต็มที่

ดังนั้นถ้าจะบอกว่ายางหัวโล้นขับแล้วลื่น ต้องระบุด้วยว่าบนถนนแห้งหรือเปียก

ยางนอกดีกว่า

ความเข้าใจผิด : หลายคนยังเข้าใจว่ายางที่ผลิตจากนอกหรือต่างประเทศจะมีคุณภาพดีกว่ายางไทย

ความเป็นจริง : ไม่ว่าจะผลิตจากประเทศใด หากมองถึงคุณภาพ ก็ต้องว่ากันเป็นรุ่นๆไป จะบอก ไม่ได้ว่ายางญี่ปุ่นดีกว่าไทย ยางไทยดีกว่ายางมาเล-เซีย โลกเทคโนโลยีเชื่อมกันแล้ว การถ่ายทอดการพัฒนาการผลิตล้วนทำได้ถ้าตั้งใจจะทำ

ยางนอกเก่าเก็บ

ความเข้าใจผิด : คิดว่าต้องขนส่งทางเรือมา ข้ามน้ำข้ามทะเลมา กว่าจะเอามาจากโรงงาน ขนขึ้นและเดินทางในเรือ ออกจากไทย คงเก่าเก็บมาก

ความเป็นจริง : หากมีการจัดการที่ดี รวมเวลา ทุกขั้นตอน ไม่ว่านำยางมาจากประเทศใด รวมขน ส่งถึงร้านยางทั่วไปในไทย ไม่น่าใช้เวลาเกิน 1 เดือน บางยี่ห้อคุยว่าครึ่งเดือนก็ถึงแล้วในกรณีที่นำเข้าจากญี่ปุ่น ซึ่งก็จริงเพราะใช้เวลาเดินเรือไม่กี่วันเท่านั้น ส่วนการขาขึ้นเรือหรือขนออกจากท่าเรือ ก็ใช้เวลาขั้นตอนละ 1-2 วันเท่านั้น

ยางยี่ห้อไม่ดัง คุณภาพต่ำ

ความเข้าใจผิด : ถ้าไม่ใช่ยี่ห้อดังติดหัวแถว คุณภาพจะต่ำ อีกทั้งยังเปรียบเทียบจากราคาที่ถูกกว่าของยี่ห้องดังๆ ก็เดาไปว่าของถูกแต่ดีไม่มีในโลก

ความเป็นจริง : ยางรถยนต์ไม่ได้มีแค่ 2 ยี่ห้อ และยี่ห้อที่ไม่ดัง ก็อาจมีคุณภาพดีใช้ได้ เพียงแต่ไม่ติดกระแสหรือไม่โหมโฆษณามาก ทั้งที่คุณภาพดี แต่แพ้กระแสความเชื่อ และไม่ต้องเสียค่าโฆษณามาก ก็เลยตั้งราคาได้ต่ำ หากเลือกอย่างรอบคอบ ก็อาจจะได้ยางคุณภาพดีราคาถูกก็เป็นได้

ซื้อยางในศูนย์บริการเร่งด่วนถูกกว่า

ความเข้าใจผิด : มีการเปิดศูนย์บิการซ่อมรถยนต์แบบเร่งด่วนหลายสาขาหลายที่ และมักจะเน้นการขายยางรถยนต์ด้วย ซึ่งส่วนใหญ่มีการแข่งขันมากมาย มียางให้เลือกหลายยี่ห้อและจัดข้อเสนอพิเศษมากมาย ทั้งลดราคาทั้งแถม ซื้อ 3 แถม 1 หรืออะไรอีกสารพัด หลายคนจึงคิดว่า จะมีราคาถูกกว่าร้านยางห้องแถวทั่วไป

ความเป็นจริง : เท่าที่เคยตรวจสอบราคา พบว่ามีน้อยครั้งมากที่จะมีราคาจริงในการซื้อยางถูกกว่าการซื้อยางตามร้านทั่วไป น่าแปลกทั้งที่สั่งซื้อยางในจำนวนมากกว่า แต่ทำไมขายถูกกว่าไม่ได้ คงเป็นเพราะค่าลงทุนด้านสถานที่และเครื่องมือมากกว่านั่นเอง

ปะยาง แบบยิงยางเส้นอุด รั่วง่าย

ความเข้าใจผิด : ทั้งคำแนะนำจากร้านปะยางหรือดูด้วยสายตา ก็ชวนให้คิดว่าการปะยางแบบยิงยางเส้นเข้าไปเบ่งตัวในรูรั่วน่าจะมีโอกาสรั่วแบบซึมๆ ได้ในบางครั้ง หรือเมื่อใช้ไปนานๆ เพราะไม่มีการปะแบบอุดกาวหรืออัดแน่นให้เป็นชิ้นเดียวกันแต่อย่างไร

ความเป็นจริง : น่าแปลกที่ผู้ผลิตยางแนะนำการปะยางแบบนี้เป็นมาตรฐาน และไม่แนะนำการปะยางแบบสตีมอัดทับรูรั่วด้วยยางแผ่นและความร้อน เพราะจะทำให้ยางแข็งหรือบวมได้ สวนทางกับร้านปะยางที่พยายามจะให้ปะแบบสตีม ที่ทำเงินได้มากกว่า และดูแน่นหนากว่า

หลายเรื่องในโลกรถยนต์ มีความเข้าใจผิดกันอยู่ และไม่ใช่เรื่องน่าอายถ้าจะทำความเข้าใจให้ถูกต้อง


ผมขอเสริมเรื่องปะยางอีกเล็กน้อยนะครับการอุดยางแบบปะสตีมนอกจากทำให้เนื้อยางบริเวณที่ปะเสียสภาพลงเนื่องจากความร้อนแล้ว ถ้าร้านใช้ยางแผ่นใหญ่ปะ และเป็นล้อหน้าคุณต้องถ่วงล้อใหม่ หรือต้องสับไปใช้เป็นล้อหลังแทน เพราะการปะเเบบนี้จะทำให้ยางไม่ได้ดุลเกิดอาการพวงมาลัยสั่นได้ที่ความเร็วระดับหนึ่งครับ


 


บันทึกการเข้า
mama-rayong
มือใหม่หัดขับ
*

คะแนนถูกใจ 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 33



« #6 เมื่อ: มกราคม 28, 2010, 06:49:50 PM »

มีความรู้เพิ่มอีกแล้ว...ขอบคุณครับ
บันทึกการเข้า
detuitme
บุคคลทั่วไป
« #7 เมื่อ: มกราคม 28, 2010, 07:10:05 PM »

ผมใช้ 2.5 E 4 dr รุ่นเตี้ย ซีรีย์ยางของเดิม
215/65/16 (ไม่รู้ผมเขียนถูกรึเปล่า)อยาก
เปลี่ยนให้ใหญ่กว่านี้นิดหน่อย และใช้แมกซ์เดิม
ไม่ทราบว่าแค่ไหน กำลังสวยครับ อยู่ภาคเหนือ
ทางคดเคี้ยวมากอยากให้เข้าโค้งมั่นใจหน่อยนะครับ
ของเดิมรู้สึกมันกระเด้ง และไม่ค่อยยอมเกาะโค้ง
เท่าไหร่

ช่วยแนะนำหน่อยนะครับ
บันทึกการเข้า
AEZADE
ใบขับขี่ชั่วคราว
**

คะแนนถูกใจ 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 278


จูนไม่นิ่ง วิ่งได้ไง


« #8 เมื่อ: มกราคม 29, 2010, 02:26:31 AM »

ผมใช้ 2.5 E 4 dr รุ่นเตี้ย ซีรีย์ยางของเดิม
215/65/16 (ไม่รู้ผมเขียนถูกรึเปล่า)อยาก
เปลี่ยนให้ใหญ่กว่านี้นิดหน่อย และใช้แมกซ์เดิม
ไม่ทราบว่าแค่ไหน กำลังสวยครับ อยู่ภาคเหนือ
ทางคดเคี้ยวมากอยากให้เข้าโค้งมั่นใจหน่อยนะครับ
ของเดิมรู้สึกมันกระเด้ง และไม่ค่อยยอมเกาะโค้ง
เท่าไหร่

ช่วยแนะนำหน่อยนะครับ

อันนี้ต้องรอผู้เชี่ยวชาญในคลับเรา มาช่วยกันตอบน่าจะดีกว่าครับ จากอาการที่พี่เอ่ยมา ที่กระเด้ง อาดเกิดได้หลายกรณีนะครับ
1.ยางขอบสูงๆ โครงสร้างของยางจะมีการยืดหยุ่นมากกว่ายางที่มีแก้มยางน้อยๆ(แต่น้อยเกินไปก็จะกระด้างอีกประมาน50กำลังดี)
2.ดูว่ายางลมอ่อนไปหรือปล่าวถ้าลมอ่อนไปก็อาจจะทำให้เด้งได้อะครับ
3.หรืออาจเป็นที่ช่วงล่าง พวกโช๊คหน้าและหลัง จากเคยใช้โช๊คเดิมติดรถ ความหนึบ น้อยครับ ถ้ารถโหลดก็มาใส่โช๊คสำหลับโหลด ถ้าเดิมๆก็เปลี่ยนมาเล่นโช๊คที่มีความหนึบมากกก่าวเดิม พวกแกน20มิลประมานนี้อะครับ สำหลับวีโก้โช๊คหน้าอะพอใช้ได้แต่หลังไม่ค่อยได้เรื่องครับ

ที่พี่บอกว่าอยู่ภาคเหนือทางคดเคี้ยวมากอยากให้เข้าโค้งมั่นใจหน่อย ลองเพิ่มหน้ายางจาก 215 เป็น225 ดูครับไม่แน่จัยว่าของเดดิมใส่235ได้ไหม ต้องดูล้อเก่าอีกอะครับว่ากว่างเท่าไร ถ้า7-8นิ้ว ใส่225 ก็น่าจะดีขึ้นในเรื่องเข้าโค้ง เพราะหน้ายางจะสัมผัสพื้นมากกว่าเดิ่ม ก็จะทำให้เกาะถนนกว่าเดิมครับ
ถ้าคิดจะเปลี่ยนยางใหม่พี่ดูเรื่องของลายยางนิสนะครับ ลายถี่หน่อยก็จะดีครับ อนาคตซัก10000ก่าโล จะได้วิ่งไม่ค่อยดัง

ความคิดผมลองใส่ยางที่หน้ากว้างขึ้นขอบยางลดลงมานิส ครับ ประมานพวก 225/50/16,235/50/16 หรือมีบรรทุกก็เป็นบางครับก็เป็น225/55/16,235/55/16  ครับ แต่แน่ๆรอผู้รู้มาตอบเอาแบบแน่นเลยจะดีกว่าครับ
บันทึกการเข้า
phakdee
ใบขับขี่ 5 ปี
***

คะแนนถูกใจ 2
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 526



« #9 เมื่อ: มกราคม 29, 2010, 03:00:37 AM »

ถามนิดครับว่า รถผมเองโดนดอกคล้ายสว่ายตำยางรั่วเกือบๆกลางหน้ายาง พอไปให้ที่ร้านปะก็บบอกว่า ปะแบบตัวหนอนไม่อยู่แน่ แนะนำให้ปะแบบสตีม
จึงขอถามว่า การปะแบบสติมนั้นจะอยู่ได้นานหรือไม่ครับ เพราะ 4 เส้นนี้ใช้มาเกือบ 40000 กม. ดอกยางก็ยังสูงอยู่ ขับทุกวันนี้ก็ยังคิดอยู่ครับว่าจะเปลี่ยน
ยางใหม่ที่ 50000 โลดีหรือไม่
บันทึกการเข้า
DUCATI
มือใหม่หัดขับ
*

คะแนนถูกใจ 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 115



« #10 เมื่อ: มกราคม 29, 2010, 03:50:06 AM »

สูโคร่ยยยยย..............
บันทึกการเข้า
AEZADE
ใบขับขี่ชั่วคราว
**

คะแนนถูกใจ 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 278


จูนไม่นิ่ง วิ่งได้ไง


« #11 เมื่อ: มกราคม 29, 2010, 08:34:42 AM »

ถามนิดครับว่า รถผมเองโดนดอกคล้ายสว่ายตำยางรั่วเกือบๆกลางหน้ายาง พอไปให้ที่ร้านปะก็บบอกว่า ปะแบบตัวหนอนไม่อยู่แน่ แนะนำให้ปะแบบสตีม
จึงขอถามว่า การปะแบบสติมนั้นจะอยู่ได้นานหรือไม่ครับ เพราะ 4 เส้นนี้ใช้มาเกือบ 40000 กม. ดอกยางก็ยังสูงอยู่ ขับทุกวันนี้ก็ยังคิดอยู่ครับว่าจะเปลี่ยน
ยางใหม่ที่ 50000 โลดีหรือไม่

การปะแบบสติม อยู่ได้นานครับพี่ ถ้าไม่โดนเกือบติดขอบจะไม่ค่อยเกิดปัญหานะครับ จะดีรบกวนพี่นำเส้นที่ปะไปไว้ข้างหลังจะโอเคมากเลยครับ ถ้าโดนข้างหลังก็ไว้มันตามเดิม   แล้วพี่ก็คอยตรวจสอบยางอาทิตย์นึงซัก1-2ครั้งในที่นี้อย่าลืมดูขอบยางด้านในด้วยนะครับ เสียเวลานิสนึงเพื่อความปลอดภัยครับพี่
แล้วดอกยางยังสูงอยู่ รบกวนพี่เอานิ้วจิกไปที่ดอกยาง ถ้ายังไม่แข็งยังมีความนิ่มของดอกยางอยู่ก็ใช้ต่อไปได้สบายมากๆครับ พอถึงเวลาที่พี่กำหลดเปลี่ยน พี่ก็ลองมาจิกดอกยางดูอีกทีแล้วก็ดูว่ายางเรามีอาการแข็งกระด้างหรือยัง  แล้วมีอาการไม่เกาะ , เนื้อแข็ง , โครงสร้างกระด้าง , แตกปริ , แตกลายงา , เสียงดัง หรือแก้มยางบวม เกิดขึ้นเพียงลักษณะเดียวหรือควบคู่กันก็ถือว่าหมดอายุ ไม่จำเป็นต้องดอกหมดแล้วยางถึงจะหมดสภาพเสมอไป เพราะความลึกของดอกยางเกี่ยวข้องกับการรีดน้ำ ฝุ่น และโคลนเป็นหลัก ส่วนประสิทธิภาพการเกาะถนนและการทรงตัว ขึ้นอยู่กับความแข็งของเนื้อยางและโครงสร้างภายใน


      
เรื่องดอกยางเหลือมากนะพี่
       ยางรถยนต์ส่วนใหญ่จะเริ่มแข็งตัวขึ้นทีละนิด แต่จะรู้สึกได้ชัดเจนเมื่อผ่านการใช้งานไประยะหนึ่ง (ประมาณ 1 ปีหรือ 20,000 กิโลเมตร) ตามพื้นฐานของผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับยางที่แพ้ความร้อน เมื่อเนื้อยางแข็ง ดอกยางก็ไม่ค่อยสึก แต่แรงเสียดทานระหว่างหน้ายางกับผิวถนนจะลดลง หากเปรียบเทียบอัตราการสึกของดอกยางต่อระยะทาง แทบไม่มียางรุ่นไหนที่ดอกสึกเร็วขึ้นเมื่อผ่านการใช้งานไปแล้ว ส่วนใหญ่มักจะสึกช้าลงหรือแทบไม่สึกเลยเมื่อเนื้อยางแข็งกระด้างเต็มที่
แต่ก็ขึ้นอยู่กับการดูแลรักษาและลักษณะการใช้งาน ถ้าใช้งานเกินระยะทางข้างต้น ควรพิจารณาอย่างละเอียดว่าสภาพของยางดีหรือไม่ เพราะพบว่ายางรถยนต์หลายรุ่นสามารถใช้งานได้นานกว่านั้น

ปล. ถ้ามีตรวจสอบอย่างที่ผมแนะนำอาทิตย์ละ1-2ครั้ง พี่ก็จะรู้อัตโนมัติ ว่าถึงเวลาเสียกะตังค์เปลี่ยนยางแล้วนะ คริๆ

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 29, 2010, 08:58:34 AM โดย AEZADE » บันทึกการเข้า
ก่อนสอง
ใบขับขี่ 5 ปี
***

คะแนนถูกใจ 5
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 695


สูงสุดสู่สามัญ VT1528


« #12 เมื่อ: มกราคม 29, 2010, 03:26:55 PM »

แน่นๆๆๆๆมากๆ ครับ ขอบคุณในข้อมูลดีๆที่นำมาให้รับรู้นะครับ
บันทึกการเข้า
phakdee
ใบขับขี่ 5 ปี
***

คะแนนถูกใจ 2
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 526



« #13 เมื่อ: มกราคม 29, 2010, 10:04:55 PM »

ถามนิดครับว่า รถผมเองโดนดอกคล้ายสว่ายตำยางรั่วเกือบๆกลางหน้ายาง พอไปให้ที่ร้านปะก็บบอกว่า ปะแบบตัวหนอนไม่อยู่แน่ แนะนำให้ปะแบบสตีม
จึงขอถามว่า การปะแบบสติมนั้นจะอยู่ได้นานหรือไม่ครับ เพราะ 4 เส้นนี้ใช้มาเกือบ 40000 กม. ดอกยางก็ยังสูงอยู่ ขับทุกวันนี้ก็ยังคิดอยู่ครับว่าจะเปลี่ยน
ยางใหม่ที่ 50000 โลดีหรือไม่

การปะแบบสติม อยู่ได้นานครับพี่ ถ้าไม่โดนเกือบติดขอบจะไม่ค่อยเกิดปัญหานะครับ จะดีรบกวนพี่นำเส้นที่ปะไปไว้ข้างหลังจะโอเคมากเลยครับ ถ้าโดนข้างหลังก็ไว้มันตามเดิม   แล้วพี่ก็คอยตรวจสอบยางอาทิตย์นึงซัก1-2ครั้งในที่นี้อย่าลืมดูขอบยางด้านในด้วยนะครับ เสียเวลานิสนึงเพื่อความปลอดภัยครับพี่
แล้วดอกยางยังสูงอยู่ รบกวนพี่เอานิ้วจิกไปที่ดอกยาง ถ้ายังไม่แข็งยังมีความนิ่มของดอกยางอยู่ก็ใช้ต่อไปได้สบายมากๆครับ พอถึงเวลาที่พี่กำหลดเปลี่ยน พี่ก็ลองมาจิกดอกยางดูอีกทีแล้วก็ดูว่ายางเรามีอาการแข็งกระด้างหรือยัง  แล้วมีอาการไม่เกาะ , เนื้อแข็ง , โครงสร้างกระด้าง , แตกปริ , แตกลายงา , เสียงดัง หรือแก้มยางบวม เกิดขึ้นเพียงลักษณะเดียวหรือควบคู่กันก็ถือว่าหมดอายุ ไม่จำเป็นต้องดอกหมดแล้วยางถึงจะหมดสภาพเสมอไป เพราะความลึกของดอกยางเกี่ยวข้องกับการรีดน้ำ ฝุ่น และโคลนเป็นหลัก ส่วนประสิทธิภาพการเกาะถนนและการทรงตัว ขึ้นอยู่กับความแข็งของเนื้อยางและโครงสร้างภายใน


      
เรื่องดอกยางเหลือมากนะพี่
       ยางรถยนต์ส่วนใหญ่จะเริ่มแข็งตัวขึ้นทีละนิด แต่จะรู้สึกได้ชัดเจนเมื่อผ่านการใช้งานไประยะหนึ่ง (ประมาณ 1 ปีหรือ 20,000 กิโลเมตร) ตามพื้นฐานของผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับยางที่แพ้ความร้อน เมื่อเนื้อยางแข็ง ดอกยางก็ไม่ค่อยสึก แต่แรงเสียดทานระหว่างหน้ายางกับผิวถนนจะลดลง หากเปรียบเทียบอัตราการสึกของดอกยางต่อระยะทาง แทบไม่มียางรุ่นไหนที่ดอกสึกเร็วขึ้นเมื่อผ่านการใช้งานไปแล้ว ส่วนใหญ่มักจะสึกช้าลงหรือแทบไม่สึกเลยเมื่อเนื้อยางแข็งกระด้างเต็มที่
แต่ก็ขึ้นอยู่กับการดูแลรักษาและลักษณะการใช้งาน ถ้าใช้งานเกินระยะทางข้างต้น ควรพิจารณาอย่างละเอียดว่าสภาพของยางดีหรือไม่ เพราะพบว่ายางรถยนต์หลายรุ่นสามารถใช้งานได้นานกว่านั้น

ปล. ถ้ามีตรวจสอบอย่างที่ผมแนะนำอาทิตย์ละ1-2ครั้ง พี่ก็จะรู้อัตโนมัติ ว่าถึงเวลาเสียกะตังค์เปลี่ยนยางแล้วนะ คริๆ


ขอบคุณครับ
บันทึกการเข้า
BEAT
ใบขับขี่ 5 ปี
***

คะแนนถูกใจ 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 728


VT-1229 พวกแปดริ้ว


« #14 เมื่อ: มกราคม 30, 2010, 05:41:18 AM »

โอ้โห ขยันจังพี่ ขอบคุนมาก
บันทึกการเข้า
AEZADE
ใบขับขี่ชั่วคราว
**

คะแนนถูกใจ 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 278


จูนไม่นิ่ง วิ่งได้ไง


« #15 เมื่อ: มกราคม 30, 2010, 07:28:50 AM »

โอ้โห ขยันจังพี่ ขอบคุนมาก
ครับผม 
บันทึกการเข้า
AEZADE
ใบขับขี่ชั่วคราว
**

คะแนนถูกใจ 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 278


จูนไม่นิ่ง วิ่งได้ไง


« #16 เมื่อ: มกราคม 30, 2010, 07:39:57 PM »

เรื่องของยาง

    ตัวเลขกับอักษรที่ติดอยู่ที่แก้มยางบอกอะไรเราบ้าง สำหรับยางที่ผลิตออกมาจำหน่ายทุกเส้นนอกจากจะมียี่ห้อที่แก้มยางแล้วยังจะมีตัวเลขกับตัวย่อติดที่แก้มยางด้วยเช่นกัน เราจะมาดูกันว่าตัวเลขกับตัวย่อนั้นมันบอกอะไรเราบ้าง
    ยกตัวอย่างตัวเลขกับตัวย่อ เช่น 205/55 R 16 89V
            205/55 R 16 89V บอกความกว้างของหน้ายาง
            205/55 R 16 89V บอกอัตราส่วนขนาดยาง (ซีรี่ส์)
            205/55 R 16 89V บอกถึงโครงสร้างยางว่าเป็นยางแบบเรเดียล
            205/55 R 16 89V บอกถึงเส้นผ่าศูนย์กลางกระทะล้อ
            205/55 R 16 89V คือตัวเลขที่ใช้แทนความสามารถในการรับน้ำหนักของยาง 1 เส้นโดย เทียบหาค่าน้ำหนักจริงจากในตารางเทียบค่าที่ความดันลมมาตราฐาน ถ้าตัวเลขมากขึ้นค่าความสามารถในการรับน้ำหนักยางก็เพิ่มขึ้น เช่น ตัวเลข 89 ความสามารถในการรับน้ำหนักของยางเท่ากับ 580 กก. ตัวเลข 91 ความสามารถในการรับน้ำหนักของยางเท่ากับ 615 กก.
            205/55 R 16 89V มีความสำคัญเพราะจะบอกถึงขีดจำกัดความเร็วสูงสุดของยางแต่ละเส้น นั้น ๆ ที่สามารถใช้งานได้อย่างปลอดภัยในสภาพการใช้งานปกติ
    ตัวอักษรที่กำหนดมีมากมายแตกต่างกันตามสมรรถนะ เช่น
            S ในขีดจำกัดความเร็วสูงสุดที่ 180 กม. / ชม.
            T ในขีดจำกัดความเร็วสูงสุดที่ 190 กม. / ชม.
            H ในขีดจำกัดความเร็วสูงสุดที่ 210 กม. / ชม.
            V ในขีดจำกัดความเร็วสูงสุดที่ 240 กม. / ชม.
            W ในขีดจำกัดความเร็วสูงสุดที่ 270 กม. / ชม.
            Y ในขีดจำกัดความเร็วสูงสุดที่ 300 กม. / ชม.
            ZR ในขีดจำกัดความเร็วสูงสุดที่ 240 กม. / ชม. ขึ้นไป
    คงจะพบทราบกันเล็กน้อยแล้วคราวหน้าหากเลือกซื้อยางก็ควรเลือกดูตัวเลข-ตัวย่อที่แก้มยางให้เหมาะสมกับการใช้งานจะได้ปลอดภัยในการขับมากขึ้น
    นอกจากการเลือกใช้ยางให้เหมาะสมแล้วการเติมลมยางให้ถูกวิธียังเป็นการช่วยเพิ่มความมั่นใจในการขับขี่ อีกทั้งยังช่วยยืดอายุการใช้งานของยางได้
การเติมลมยางให้ถูกวิธี
บันทึกการเข้า
beerscop
มือใหม่หัดขับ
*

คะแนนถูกใจ 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 103



« #17 เมื่อ: มกราคม 31, 2010, 03:13:40 PM »

แล้วถ้าเปงบางใหม่แต่ปีเก่าเช่นปี07-08 จะดีไหมครับ
บันทึกการเข้า
AEZADE
ใบขับขี่ชั่วคราว
**

คะแนนถูกใจ 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 278


จูนไม่นิ่ง วิ่งได้ไง


« #18 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 01, 2010, 01:19:56 AM »

แล้วถ้าเปงบางใหม่แต่ปีเก่าเช่นปี07-08 จะดีไหมครับ
  ใช้ได้เช่นยางใหม่ปี10อะครับ ไม่มีปัญหาอะไร ย้อนหลังกลับไป2-3ปี ใช้ได้ครับ พอลงพื้น นับ1ใหม่ครับ
ข้อมูลจากผู้ผลิตยางรถยนต์ หากเก็บโดยไม่โดนความร้อนจัดเย็นจัด ไม่ถูกสารเคมี และจัดวางอย่างเหมาะสม จะสามารถเก็บ สต็อกได้นานถึงกว่า 5 ปีก็ยังมี โดยไม่เสื่อมสภาพ สามารถนำมาใช้งานได้
บันทึกการเข้า
jun1171
ดริฟต์คิงขั้นเซียน
*****

คะแนนถูกใจ 20
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4994


ตอนเดียว หอยขมิบ By ปากน้ำดีเซล


« #19 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 01, 2010, 01:40:44 AM »

 แน่นจิงๆคับ
บันทึกการเข้า
chaizade
มือใหม่หัดขับ
*

คะแนนถูกใจ 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 78


"ไม่คิด ชีวิตไม่ต่าง"


« #20 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 01, 2010, 05:53:31 AM »

 
บันทึกการเข้า
AEZADE
ใบขับขี่ชั่วคราว
**

คะแนนถูกใจ 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 278


จูนไม่นิ่ง วิ่งได้ไง


« #21 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 02, 2010, 01:14:19 AM »


ว่างมากไงนิ5555++
บันทึกการเข้า
saktee
มือใหม่หัดขับ
*

คะแนนถูกใจ 1
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 30



« #22 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 02, 2010, 09:52:52 PM »

ขอบคุณมากครับ   v072http://www.upchill.com/image.php?id=4ddcc79e3b06285b07b384a32f7c112a
บันทึกการเข้า
AEZADE
ใบขับขี่ชั่วคราว
**

คะแนนถูกใจ 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 278


จูนไม่นิ่ง วิ่งได้ไง


« #23 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 02, 2010, 10:58:34 PM »

5555++ มัวดูแต่ยาง เมื่อเช้าตืนมา จะไปทามงาน รถแบตหมดซะงั้น นี่แหละหนาต้องดูแบตเตอรี่ด้วย คริๆ
บันทึกการเข้า
AEZADE
ใบขับขี่ชั่วคราว
**

คะแนนถูกใจ 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 278


จูนไม่นิ่ง วิ่งได้ไง


« #24 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 02, 2010, 11:04:06 PM »

ขอบคุณมากครับ   v072http://www.upchill.com/image.php?id=4ddcc79e3b06285b07b384a32f7c112a
ตกจัยเลย นึกว่ามาริโอ้   555++
http://www.upchill.com/image.php?id=4ddcc79e3b06285b07b384a32f7c112a
บันทึกการเข้า
หน้า: [1] 2 3 4 5 6 7 8   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  


SimplePortal 2.3.3 © 2008-2010, SimplePortal