vigothailand,

vigo

,

วีโก้

,

วีโก้แชมป์

,

vigo champ

, toyota vigo,

รถบ้าน

, รถแต่ง, วีโก้ไทยแลนด์, ตลาดรถ, รถมือสอง, toyota, โตโยต้าชัวร์,

vigo 2014

, one2car , รถกระบะมือสอง, โตโยต้า

ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน


   


ลงชื่อร่วมกิจกรรมกับวีโก้ไทยแลนด์

 
ค้นหาในเว็บวีโก้ไทยแลนด์รวดเร็วกว่าด้วยระบบของกูเกิ้ล หาอะไรในเว็บไม่เจอพิมพ์ในช่องว่าง แล้วกด ค้นหา ได้เลย!!!

หน้า: 1 2 3 [4] 5   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ขาซิ่ง...รู้จริงป่ะ  (อ่าน 93761 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 4 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
tot*ต๊อด
ใบขับขี่ชั่วคราว
**

คะแนนถูกใจ 6
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 485



« เมื่อ: มกราคม 17, 2010, 08:28:27 PM »

เห็นชื่อกระทู้อย่างนั้นไม่ได้ท้าทายอะไรนะครับ แค่ตั้งชื่อให้มันเก๋สะดุดตาเฉยๆ กระทู้นี้ผมตั้งเพื่อรวบรวมเอาสาระเกี่ยวกับยานยนต์ที่ได้พบเห็นมาเผยแพร่ต่อ ให้เป็นประโยชน์กับเพื่อนสมาชิก ในรูปแบบของการใช้งาน การโมมดิฟาย หรือการแข่งขัน ส่วนใหญ่ก็เป็นความรู้จากเวปอื่นๆไม่ใช่ผมคิดเองพิมพ์เองทั้งหมด เพราะไม่ใช่กูรูแต่เห็นมีสาระประโยชน์ดีเลยกอปมาให้อ่าน และจะคอยมาอัพอีกเรื่อยๆครับ

DogBox เกียร์อัจฉริยะ

DogBox บางคนอาจจะงงว่าหมายถึงอะไร แต่ที่ผมจะพูด หมายถึงเกียร์ระบบหนึ่ง ที่พวกรถแข่งนิยมใช้กัน อย่าพึ่งฟังแค่ชื่อแล้วบอกว่า ไม่เห็นเท่ห์เลย (ยิ่งบางคนว่า!! ใส่เกียร์หมา แล้ววิ่งฉิว) แต่ถ้าผมจะบอกต่อว่า ไอ้เกียร์แบบนี้ เวลาเข้าเกียร์ไม่ต้องเหยียบครัช ยัดอย่างเดียวล่ะ แหม! ดูน่าใช้มาทันทีเลยซิ ฟังแค่นี้อย่าพึ่งรีบไปหาซื้อใส่ เพราะมีข้อแม้อยู่ว่าลูกละหลักล้านเท่านั้นเอง ชิวๆ (มือสองก็ลูกหลักหลายแสน) ทำไมถึงได้แพงขนาดนั้น พวกเรา www.thaispeedcar.com มาดูกันก่อนดีไหมครับว่า Dogbox คืออะไร มีระบบการทำงานอย่างไร รวมถึงระบบการเข้าเกียร์แบบต่างๆ



ทำไมถึงต้อง Dogbox
ปกติเวลาเราเข้าเกียร์เราต้องทำอย่างไรบ้าง 1.ถอนคันเร่ง 2. เหยียบครัช 3.เข้าเกียร์ 4. ถอนรัช 5. เหยียบคันเร่งต่อ เป็นอย่างนี้ทุกครั้ง คุณคิดว่าเสียเวลามากแค่ไหนในขั้นตอนทั้ง 5 นี้ อย่างถ้าเป็นลุงๆ ป้าๆ จบ 5 ขั้นตอนอาจจะเวลาล่วงเลยถึง 1- 2 วินาทีต่อเกียร์ อย่างผู้ที่ขับแบบเอาแรงอย่างเดียว พังช่างมัน ก็ต้องมีซักเศษ 1 ส่วน 3 วิ เป็นอย่างน้อย แต่ถ้าเราเอารถไปวิ่งในสนาม สับสัก 4 เกียร์ล่ะจะเสียเวลาเพิ่มขึ้นอีกกี่วินาที แล้วถ้ารถแรงๆ แบบซ้ายก็จะมา ขวาก็จะไป ยุ่งกันไปใหญ่ ยิ่งรถเซอร์กิต วิ่งกันเป็นชั่วโมง เข้าเกียร์อีกหลายพันครั้ง คงเสียเวลาไปอีกเพียบ
Dog-box ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อลดขั้นตอนนี้ เพียงแค่ส่งคันเร่ง ปล่อยมือจากพวงมาลัย แล้วยัดเกียรอย่างเดียว (เหมือนเกมส์ตู้) คงจะมันไม่น้อย แต่ก็ต้องแลกด้วยกลไกลที่สลับซับซ้อน วัสดุที่ดีเลิศ ความสึกหรออย่างรวดเร็ว และราคาที่แพงตามมา



Syncho VS Dogbox
ก่อนที่เราจะมาทำความรู้จักเกียร์ Dogbox เรามาทำความรู้จักกับเกียร์ Synchro แบบปัจจุบันที่เราใช้กันอยู่ก่อนดีกว่า
เกียร์แบบ Syncho
เกียร์ที่เราใช้งานอยู่ในปัจจุบัน เรียกกันว่าระบบ Synchro ฟันเฟืองเกียร์เป็นลักษณะฟันเฉียง และเฟืองทองเหลือง มาเป็นตัวเบรกให้เฟืองเกียร์หยุดการทำงานก่อน ถึงจะสลับฟันเฟืองเพื่อเปลี่ยนเกียรได้ ปกติ แม้ว่าเวลาเราถอนคันเร่ง เหยียบครัชเพื่อตัดกำลังจากเครื่องยนต์ ให้ผ้าครัชหมุนฟรีแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้เป็นการทำให้ฟันเฟืองเกียร์หยุดหมุน เพราะยังไง ฟันเฟืองเกียรอีกด้านหนึ่งที่ต่อไปยังเพลา และเฟืองท้ายยังคงหมุนอยู่ตามความเร็วของรถ ส่วนเฟืองอีกด้านหนึ่งยังหมุนต่อเนื่องตามแรงเฉื่อย ดั้งนั้นการที่จะสลับฟันเฟืองเกียร์ได้คือต้องทำให้ฟันเฟืองทั้งสอง หมุนด้วยความเร็วใกล้เคียงกันเสียก่อน ในระหว่างที่เรากำลังลักคันเข้าเกียร์ เฟืองทองเหลืองตัวนี้หรือ (Synchromesh) ซินโครเมต ตามศัพท์ช่าง จะเป็นตัวสร้างแรงหนืดด้วย ผิวด้านในที่เป็นร่อง ความหนืดของน้ำมันเกียร ทำหน้าที่คล้ายเบรก ชลอความเร็วจนฟันเฟืองหมุนเท่ากัน ถึงจะทำการสลับฟันเฟืองภายในเพื่อเปลี่ยนเกียรได้ ซึ่งโดยทั่วๆไปจะใช้ฟันเฟืองเกียรแบบเฉียง เพื่อเป็นการลดเสียงดัง และลดอาการสึกหรอได้ดีกว่า



เกียร์แบบ Dogbox
Dog-box หรือเต็มก็ Dog-engagement เกียร์แบบนี้ มีฟันเฟืองเกียร์เป็นลักษณะฟันตรง ฟันเฟืองแบบนี้เน้นที่การส่งกำลังได้ดีกว่า การใช้งานอย่างหนัก แข็งแรงกว่า แต่จะมีเสียงดังมากกว่า การสลับฟันเฟืองก็คล้ายกับแบบ Syncho คือยังไงก็ต้องทำให้ฟันเฟือง หมุนเท่าๆกันก่อนด้วย อุปกรณ์ที่เรียกว่า Dog-ring เป็นแหวน มีตุ่ม กลมๆ เป็นตัวนำร่องทำให้ฟันเฟืองตรงกัน ถึงจะทำการสลับฟันเฟืองเปลี่ยนเกียรได้ ซึ่งมีประสิทธิภาพดีกว่าแบบ Synchro ที่มีปัญหาเมื่อเครื่องยนต์ที่มีแรงม้ามากๆ ที่รอบเครื่องสูงๆ Synchromesh จะไม่สามารถชะลอความเร็วของฟันเฟือง จึงทำให้เกิดการเข้าเกียร์ติดขัด หรือไม่สามารถเข้าเกียร์ได้
การใช้งานเกียรแบบ Dogbox
อย่างที่ทราบกันว่าเกียร์ Dog-box นั้น สามารถเข้าเกียร์โดยไม่ต้องเหยียบครัช (แล้วจะมีครัชไว้ทำไมล่ะ?) แน่นอนครัชมีไว้สำหรับการออกตัวที่เกียร์แรกเท่านั้น คือ เหยียบครัช เข้าเกียร์ 1 แล้วก็เหยียบคันเร่ง พอได้รอบก็ปล่อยครัชจนสุด รถออกตัว เหยียบคันเร่งส่งต่อ จนถึงรอบเครื่องที่ต้องการ แล้วโยกคันเกียร์ สับสอง แบบไม่ถอนคันเร่ง สังเกตวัดรอบจะตกเพราะอัตราทดเฟืองเกียร์ที่เปลี่ยนไป พอสุดรอบอีกครั้งก็จะจับคันเข้าเกียร์ ยัดเกียร์ 3 ต่อเลย หรือไม่พอใจก็โยกคันเข้าเกียร์ 1 ซะเลยได้หรือไม่ ? จริงๆแล้ว แม้ Dogbox จะไม่จำเป็นต้องเหยียบครัช เพื่อเปลี่ยนเกียร์ แต่ก็จำเป็นที่ต้องผ่อนคันแร่ง เพื่อตัดภาระ Load ระหว่างเครื่องยนต์ และเกียร์บ้าง โดยเฉพาะที่เครื่องยนต์ที่มีแรงม้าสูงๆ อย่างพวกรถแข่ง มิฉะนั้นจะไม่สามารถเข้าเกียร์ได้เช่นกัน มีอยู่หลายวิธีที่นักแข่งนิยมใช้กัน เช่น การถอนคันเร่งแล้วกระชากคันเกียร์ เพื่อเปลี่ยนเกียร์อย่างรวดเร็ว หรือการกระทืบคันเร่งจนถึงจังหวะรอบเครื่องตัด แล้วจึงยัดเกียร์ แต่ที่สมบูรณ์ที่สุดคือการจูนจาก ECU โดยนำคำสั่งจากคันเข้าเกียร์ เข้ากล่องคอมพิวเตอร์ ให้สั่งลดรอบเองแบบอัตโนมัติ คนขับกระทืบคันเร่งให้มิด หมดรอบแล้วก็ยัดเกียรอย่างเดียว อย่างนี้ก็สบายหน่อย แต่ความยากลำบากจะมาอยู่ที่ Tuning ซี่งนักจูนแต่ละท่านต้องคำนวณกันอย่างมาก เพื่อหาช่วงเวลาการสับคันเกียร์ของนักขับแต่ละคนให้สอดคล้องกัน มิฉะนั้นความเสียหายก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วเช่นกัน



Dogbox & Close Ratio
เกียร์ dogbox หมายถึงระบบเกียร์ที่ไม่ต้องเหยียบครัชแล้วเปลี่ยนเกียร์ได้ แต่ Close Ratio จะหมายถึงเฟืองเกียร์ที่มีอัตราทดชิด หมายความว่า อัตราทดในแต่ละเกียร์จะใกล้เคียงกันมากที่สุด เพื่อลดปัญหารอบเครื่องตก เช่น ในเกียร์แบบธรรมดารถบ้านทั่วๆไป เปลี่ยนเกียร์ 1 ที่ 6,800 รอบ ยัดเกียร์ 2 ถอนครัช ส่งคันเร่ง สังเกตเข็มรอบจะตกลงไปเหลือแค่ 4,500 รอบ ถ้าเป็นเครื่องเทอร์โบใหญ่ๆ แบบบูชมาเต็มๆที่ 5000 รอบล่ะ การรอรอบก็จะเกิดขึ้น
ส่วนเกียรแบบ Close Ratio จะทำเฟืองมาให้อัตราทดชิดกว่า เมื่อเปลี่ยนเกียรที่ 6,800 รอบ สับเกียร์ 2 วัดรอบตกมาอยู่ที่ 5,500 รอบ บูชเทอร์โบยังคงมาเต็มที่ ก็จะทำให้อัตราเร่งของรถต่อเนื่องกว่า ในเกียร์ Dogbox เป็นเกียร์ที่ทำมาเพื่อใช้ในการแข่งขัน อัตราทดของ Dogbox จะจับคู่มากับ Close Ratio ซึ่งเป็นลักษณะฟันเฟืองตรง ส่วนประกอบภายในห้องเกียร์สามารถแยกออกได้ทีละชิ้น ฟันเฟืองทุกตัวจะทำมาในลักษณะชุด Kit ที่จะมีฟันเฟืองมาให้เลือกมากมาย สามารถสับเปลี่ยนได้อย่างง่ายๆ ตามความพอใจ สำหรับการ Setup อัตราทดเกียร์ให้เหมาะสมกับ เฟืองท้าย ขนาดล้อ-ยาง Power Band ของเครื่องยนต์ นิสัยนักแข่ง และรูปแบบของสนามแข่งขันได้ง่ายดายกว่า เกียร์แบบธรรมดาอยู่มาก



Dogbox & Sequential Shifter
Sequential Shifter หมายถึงคันเข้าเกียร์แบบผลักขึ้น และดึงลงทีละเกียร์ Dogbox ต่างจากพวก Syncho อยู่ที่ว่า การเข้าเกียร์นั้นต้องทำให้ได้ไวที่สุด (มือลิงที่สุด) ยิ่งเข้าเกียร์ได้ไวเท่าไหร่ เกียร์ Dog-box ก็จะสึกหรอน้อยลงเพียงนั้น ต่างจากพวก Syncho ยิ่งเข้าได้ไว้เท่าไหร่ก็พังไวเท่ากัน ทั้งนี้เพราะในเกียร Dogbox อย่างที่ทราบแล้วว่า ระบบการชะลอฟันเฟืองจะใช้ แหวน Dog ring เป็นตัวสัมผัสนำร่อง ยิ่งสัมผัสนานเท่าไหร่ ความสึกหรอก็จะมากขึ้น ซึ่งช่วงเวลาที่กำลังเปลี่ยนจากเกียร์หนึ่ง ไปสู่อีกเกียร์หนึ่ง ช่วงเวลานี้เขาเรียกกันว่า Dog Zone คือช่วงเวลาที่ฟันเฟือง ย้ายจากตัวหนึ่งไปสู่อีกตัวหนึ่ง ยิ่งนานมากยิ่งสึกหรอมาก ยิ่งถ้าเข้าเกียร์ผิด แบบวิ่งเกียร์ 2 เต็ม แล้วยัดผิดมาเกียร์ 1 ละก็ผลกระจายแน่ๆ การแก้ปัญหาของเกียร์ Dogbox ส่วนมากจะจับคู่กับคันเข้าเกียร์แบบ Sequential คือเป็นระบบเปลี่ยนเกียร์แบบเลื่อนขึ้น และเลื่อนลง เช่นเวลาเปลี่ยนที่สูงขึ้น Shift Up ก็แค่ดันคันเกียร์ไปข้างหน้า 1 ครั้ง พอจะ Shift Down ลดเกียร์ก็ดึงกลับทีละเกียร์ แบบนี้จะทำให้ไม่สามารถข้ามเกียร์ได้ คันเกียร์แบบ Sequential นี้มีราคาแพงมากๆ ระหว่างหลักหลายหมื่น จนถึงหลักแสน ยิ่งแพงเท่าไหร่ ความแม่นยำ และจังหวะเวลาในการเกิด Dog Zone ก็จะน้อยเพียงนั้น ส่วนคันเกียร์ที่เราใช้อยู่ทั่วๆไป เรียกกันว่า H-Patten คือการเข้าเกียร์เป็นแบบรูปตัว H โยกขึ้น - โยกลง – ซ้าย – ขวา สลับกันไปทีละเกียร์ แบบนี้ถ้าเป็นในรถแข่ง แบบเข้าโค้งแรงๆ (แรง G ในโค้งสูงๆ ) โอกาสข้ามเกียร์นั้นเกิดขึ้นได้ง่ายกว่า ความเสียหายก็แค่เกียร์กระจาย แต่ในนักแข่งที่ชำนาญระบบ H-Patten ก็ยังมีใช้กันอยู่ เราจึงเห็นว่ารถแข่ง จึงเลือกใช้คันเกียร์แบบ Sequential เสียส่วนมาก



Dogbox & Air Shifter
สุดยอดของการเปลี่ยนเกียร์ต้อง Air Shifter เป็นระบบการเปลี่ยนเกียร์ด้วย แรงดันลม หรือระบบนิวเมตริก ส่วนมากเกียร์ Dogbox ที่ถูกพัฒนาทำมาเพื่อใช้ในการแข่งขัน แบบควอเตอร์ไมล์ มักจะนิยมใช้การเปลี่ยนเกียร์ด้วยระบบนี้ Air Shifter จะไม่มีสาย หรือขาโยงคันเข้าเกียร์ ที่คันเกียร์ระบบนี้จะทำงานด้วยสวิทย์ไฟฟ้า ไปสั่งงานแม่ปั้มไฮโดลิคไฟฟ้า ให้เปิดลมจากถังลม เข้าไปดันชุดไฮโดรลิกที่อยู่ภายในห้องเกียร์ เพื่อให้ชุดเปลี่ยนเกียร์เลื่อน แบบนี้นักขับ เพียงแค่เหยียบครัช แล้วออกตัวที่เกียร์แรกเท่านั้น พอขึ้นเกียร์ 2 ก็ทำการโยกคันเกียรสวิทย์เท่านั้น ระบบเปลี่ยนเกียร์ก็จะทำงาน จนหมดรอบ ก็ทำการโยกคันเกียร์ขึ้นไปเลื่อยๆ ทีละเกียร์ Air Shifter นั้นจะทำการเปลี่ยนเกียร์ลักษณะ Shift Up หรือเกียร์สูงขึ้นที่ละเกียร์เท่านั้น ไม่สามารถเปลี่ยนลง หรือลดเกียร์ต่ำได้ ซึ่งเหมาะกับรถแข่งทางตรง เป็นป้องกันการเข้าเกียร์ผิดพลาด หรือว่าวเกียร์ หรือควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ด้วยคอมพิวเตอร์


เอาพอเป็นความรู้เล็กๆ น้อยๆ กับ เกียร์แบบ Dogbox และระบบเปลี่ยนเกียร์แบบต่างๆ อย่างที่ว่าหละครับ รถบางคัน โมเครื่องยนต์กันเป็นหลักล้าน แต่อีกคันโมเพียงไม่กี่แสน แต่ถ้าได้เกียร์ดีๆสักลูก กลับแซงหน้าได้อย่างง่ายๆ แต่ก็ไม่พ้นหลอกครับเรื่องเสียเงิน (อะไรที่วิ่งได้เร็วขึ้น ก็ยิ่งย่อมพังได้เร็วขึ้น) เป็นเรื่องของธรรมชาตินะขอรับ

ขอบคุณ คุณ R._Suji_Kung
http://atcloud.com/discussions/44483
มีตัวอย่างของจริงใน youtube.com ใครสนใจลองเสิร์ชดูได้ครับ มีเยอะ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 17, 2010, 11:06:29 PM โดย tot*ต๊อด » บันทึกการเข้า
 
JeabTing
ใบขับขี่ชั่วคราว
**

คะแนนถูกใจ 2
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 226


VT. 2269


« #76 เมื่อ: มีนาคม 30, 2011, 09:22:04 AM »



 
บันทึกการเข้า
nat423
ใบขับขี่ 5 ปี
***

คะแนนถูกใจ 1
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 562


vt 1953 ท่องเที่ยวทั่วไทยไปกับวีโก้ไทยแลนด์


« #77 เมื่อ: พฤษภาคม 13, 2011, 12:31:25 AM »

บันทึกการเข้า
pompam
มือใหม่หัดขับ
*

คะแนนถูกใจ 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 127


ประเทศไทย I Love You ( ป๋อมคับ) VT127


« #78 เมื่อ: กรกฎาคม 07, 2011, 11:08:23 AM »

ด้ายความรู้ดีคับถึงจะตาลายชอบคับ   
บันทึกการเข้า
g-blue0691
มือใหม่หัดขับ
*

คะแนนถูกใจ 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 18



« #79 เมื่อ: สิงหาคม 08, 2011, 11:22:44 PM »

มาเก็บเกี่ยวความรู้ครับดีมากๆเลยครับเป็นประโยชน์แก่เพื่อนๆชาวvigothailandจริงๆครับ
บันทึกการเข้า
tot*ต๊อด
ใบขับขี่ชั่วคราว
**

คะแนนถูกใจ 6
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 485



« #80 เมื่อ: กันยายน 05, 2011, 11:30:19 AM »

แคทาลิติกคอนเวอร์เตอร์ (catalytic converter) หรือเครื่องฟอกไอเสียเชิงเร่งปฏิกิริยา ซึ่งคนไทยนิยมเรียกสั้น ๆ ว่า "แคท" นั้นเป็นอุปกรณ์ทำหน้าที่ลดไอเสีย ที่เกิดจากการเผาไหม้ไม่สมบูรณ์ของเครื่องยนต์ อุปกรณ์นี้เกิดจากแรงกดดันของภาครัฐในประเทศสหรัฐอเมริกาที่ต้องการให้รถ ยนต์ทุกคันที่ผลิตออกมาปลดปล่อยก๊าซพิษต่าง ๆ น้อยลง ทั้งนี้จากข้อมูลเกี่ยวกับการปล่อยไอเสียของรถยนต์ต่าง ๆ ที่ผลิตออกมาก่อนปี ค.ศ.1966 (พ.ศ.2509) พบว่าโดยเฉลี่ยแล้วรถยนต์ 1 คันที่วิ่งเป็นระยะทาง 1 ไมล์ (ประมาณ 1.6 กม.) มีการปล่อยสารไฮโดรคาร์บอน ซึ่งเป็นไอน้ำมันที่เหลือจากการไม่ถูกเผาไหม้ออกมาจำนวน 10.6 กรัม ปล่อยก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ (carbon monoxide - CO) คิดเป็นน้ำหนัก 84 กรัม และปล่อยก๊าซไนโตรเจนออกไซด์ (nitrogenoxide - NOx) ออกมาคิดเป็นน้ำหนัก 4.1 กรัม แต่กว่าที่จะมีรถยนต์ติดแคทาลิติกฯ รุ่นแรกออกมาจำหน่ายก็ต้องรอถึงปี ค.ศ.1975 (พ.ศ.2518) แคทาลิติกฯ ที่ติดรถยนต์รุ่นแรก ๆ นั้นเป็นแบบ 2 ทาง (two-way catalytic converter) สามารถลดปริมาณก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ และสารไฮโดรคาร์บอนได้เพียง 2 ชนิดเท่านั้น จนปลายทศวรรษที่ 70 จึงมีแคทาลิติกฯ แบบ 3 ทาง (3-way catalytic converter) ที่ลดได้ทั้งก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ สารไฮโดรคาร์บอนและก๊าซไนโตรเจนออกไซด์


การทำงานของแคทาลิติกคอนเวอร์เตอร์
         แคทาลิติกฯ ทำหน้าที่เปลี่ยนไอเสีย 3 ชนิดได้แก่ สารไฮโดรคาร์บอน ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ และก๊าซไนโตรเจนออกไซด์ให้เป็นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ก๊าซไนโตรเจน ก๊าซออกซิเจน และไอน้ำ ด้วยปฏิกิริยาทางเคมีออกซิเดชัน (oxydation) และรีดักชัน (reduction) สมการเคมีข้างล่างแสดงถึงปฏิกิริยาเคมีที่เกิดขึ้น โดยปฏิกิริยาสามารถเกิดขึ้นเองได้ตามธรรมชาติ แต่ว่าอัตราการเกิดจะช้ามาก ดังนั้นจึงต้องใช้สารเร่งปฏิกิริยาหรือแคทาลิสต์ (catalyst) เพื่อให้ปฏิกิริยาเคมีเกิดเร็วขึ้น

               2CO + O2 --------> 2CO2                       (1)
               CxHy + O2 --------> CO2 + H2O             (2)
               2NOx --------------> N2 + O2                  (3)

          สารแคทาลิสต์ที่ใช้ในการเปลี่ยนไอเสียเป็นโลหะจำพวก "โลหะมีตระกูล" (novel metals) คือเป็นโลหะที่เฉื่อยต่อการเกิดปฏิกิริยาเคมี ได้แก่ แพลทินัม (platinum - Pt) แพลเลเดียม (palladium - Pd) และโรเดียม (rhodium - Rh) เหตุที่ต้องใช้สารแคทาลิสต์หลายชนิด เนื่องจากสารแคทาลิสต์หนึ่งเหมาะกับปฏิกิริยาเคมีแบบหนึ่งเท่านั้น โดยโรเดียมถูกใช้เป็นตัวเร่งปฏิกิริยารีดักชัน ของก๊าซไนโตรเจนออกไซด์ ส่วนแพลทินัม และแพลเลเดียมใช้เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาออกซิเดชันของก๊าซ คาร์บอนมอนอกไซด์ และสารไฮโดรคาร์บอน (เหตุนี้เองทำให้แคท นั้นสามารถตัดขายได้)


พัฒนาการของแคทาลิติกคอนเวอร์เตอร์
          การปรับปรุงเพื่อพัฒนาประสิทธิภาพของแคทาลิติกฯ มีตั้งแต่เริ่มต้น แคทาลิติกฯ รุ่นแรกเริ่มภายในถูกบรรจุด้วยเม็ดอลูมินา (alumina - เป็นวัสดุเซรามิกส์ชนิดหนึ่ง สูตรเคมีคือ Al2O3) ไว้เป็นจำนวนมาก เนื่องจากใช้เม็ดอลูมินาเป็นฐานรองรับ (substrate) โลหะแคทาลิสต์ แต่ว่าแคทาลิติกฯ รุ่นหลังจนถึงปัจจุบัน โลหะแคทาลิสต์จะถูกเคลือบบนฐานรองรับ ที่มีลักษณะเป็นช่องกลวงคล้ายรังผึ้ง (honeycomb) ซึ่งตัวฐานรองรับอาจทำจากเหล็กกล้าไร้สนิมหรือคอร์เดียไรต์ (cordierite - เป็นวัสดุเซรามิกส์ชนิดหนึ่ง มีชื่อทางเคมีว่า แมกนีเซียมอลูมิโนซิลิเกต (Mg2Al4Si5O18)) ก็ได้ ฐานรองรับแคทาลิสต์แบบหลังมีข้อดีกว่าแบบเม็ดอลูมินา เนื่องจากลักษณะโครงสร้างที่เป็นช่องกลวงช่วยลดแรงดันย้อนกลับ (back pressure) ของไอเสียได้ดีกว่า แต่ว่าต้นทุนการผลิตฐานรองแบบรวงผึ้งนั้นสูงกว่า

 

          นอกจากรูปแบบของฐานรองรับที่เปลี่ยนไปแล้ว การเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดอีกอย่างคือ ความหนาแน่นของจำนวนช่องของฐานรองรับแคทาลิติกฯ รุ่นแรก ๆ (ผลิตออกมาในปี ค.ศ.1974) มีความหนาแน่นของช่องขนาดเล็กประมาณ 200 ช่อง/ตร.นิ้ว และผนังแต่ละช่องมีความหนาราว 0.305 มิลลิเมตร แต่ในปัจจุบันแคทาลิติกฯ ที่ผลิตออกมามีความหนาแน่นของจำนวนช่องหลายรุ่น ตั้งแต่ 400, 600 หรือ 1,000 ช่อง/ตร.นิ้ว ซึ่งผนังของแต่ละช่องหนาเพียง 0.025 มิลลิเมตรเท่านั้น จำนวนช่องที่มากขึ้นทำให้มีพื้นที่ผิวในการทำปฏิกิริยาเคมีเพิ่มขึ้นส่งผลให้ประสิทธิภาพการลดปริมาณก๊าซพิษเพิ่มสูงขึ้น



          เรื่องของ "ฮวงจุ้ย" ก็สำคัญ! แต่ในที่นี้หมายถึง การจัดเรียงตำแหน่งต่าง ๆ ภายในอุปกรณ์แคทาลิติกฯ เนื่องจากภายในแคทาลิติกฯ มีปฏิกิริยาเคมีเกิดขึ้น 2 อย่าง คือ ปฏิกิริยาออกซิเดชันและรีดักชัน ซึ่งอาศัยโลหะแคทาลิสต์ต่างชนิดกัน ดังนั้นจึงต้องแยกพื้นที่สำหรับการเกิดปฏิกิริยาเคมีออกจากกัน แคทาลิติกแบบ 3 ทางจึงมีฐานรองรับ 2 ชิ้นแยกจากกัน ชิ้นหนึ่งเคลือบโรเดียมเพื่อเร่งปฏิกิริยารีดักชัน (บริเวณA) อีกชิ้นหนึ่งเคลือบด้วยแพลเลเดียมหรือแพลทินัมเพื่อเร่งปฏิกิริยาออกซิเดชัน (บริเวณB) จากปฏิกิริยาเคมี (3) ก๊าซไนโตรเจนออกไซด์จะถูกเปลี่ยนเป็นก๊าซไนโตรเจน และก๊าซออกซิเจน ซึ่งออกซิเจนที่ได้จาก (3) สามารถนำไปใช้ทำปฏิกิริยากับก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ และสารไฮโดรคาร์บอนต่อได้ ดังนั้นภายในแคทาลิติกฯ จึงออกแบบให้ฐานรองที่เคลือบโรเดียมอยู่ข้างหน้าฐานรองแพลทินัม (หรือแพลเลเดียม) เสมอ

ที่มา : http://www.mtec.or.th/index.php?option=com_content&task=section&id=8&Itemid=36/cool38.html
บันทึกการเข้า
poolsawat
มือใหม่หัดขับ
*

คะแนนถูกใจ 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 52


<= RA PETCHABURI =>


« #81 เมื่อ: กันยายน 06, 2011, 03:49:05 PM »

ยังงี้ ต้องจับยัดใส่วีโก้ แล้ววิ่งแบบไม่คิดชีวิตเลยทีเดียว
บันทึกการเข้า
caramoguja
มือใหม่หัดขับ
*

คะแนนถูกใจ 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 11



« #82 เมื่อ: ตุลาคม 19, 2011, 10:41:58 AM »

ขอบคุณมากมายค่ะ
บันทึกการเข้า
xsnoopx
มือใหม่หัดขับ
*

คะแนนถูกใจ 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1



« #83 เมื่อ: ตุลาคม 27, 2011, 03:28:26 PM »

 

.......................................................................
ผลบอล-sbobet-วิเคราะห์บอล-ทีเด็ดฟุตบอล-ทีเด็ด
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 29, 2011, 04:48:31 PM โดย xsnoopx » บันทึกการเข้า
pridtenpe
มือใหม่หัดขับ
*

คะแนนถูกใจ 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2



« #84 เมื่อ: พฤศจิกายน 02, 2011, 10:57:18 PM »

    ย้าว ยาวววว

+ 1

_______________________
ผลบอล-sbobet--gclub
บันทึกการเข้า
tot*ต๊อด
ใบขับขี่ชั่วคราว
**

คะแนนถูกใจ 6
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 485



« #85 เมื่อ: พฤศจิกายน 14, 2011, 11:07:49 AM »

ไฟฟ้าสถิตย์ที่มันช็อตคนในรถกับระบบไฟในรถมันคนละส่วนกันนะครับ เพิ่งเคยได้ยินว่าวีโก้เป็นนี่แหละ ส่วนตัวเคยเจอกับแจสเป็นบ่อย ....การทำความเข้าใจในเรื่องนี้ต้องทำความเข้าใจเรื่องแรงดันหรือความต่างศักย์ กับกระแสหรือแอมแปร์ก่อน ....ระบบไฟฟ้าที่รถมันเป็นไฟกระแสตรงความต่างศักย์ต่ำ(โวลท์น้อยแค่ 12 Vเอง) แต่กระแสสูง(ในวีโก้แบตมีขนาดถึง 95 แอมป์) ซึ่งด้วยความต่างศักย์ที่น้อยเช่นนี้ไม่มีทางที่จะช็อตหรือเกิดทำให้เกิดอันตรายโดยตรงกับมนุษย์ได้(แม้จะกระแสค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับไฟบ้านที่มีกระแสแค่ 5-15 แอมป์แต่มีความต่างศักย์สูงถึง 220 โวลท์) เพราะผิวหนังมนุษย์ก็มีความต้านทานระดับหนึ่ง คือต่อให้เอามือไปจับคร่อมขั้วระหว่างขั้ว + กับ ขั้ว - ก็ไม่รู้สึกอะไร แต่ไม่ใช่ว่าจะไม่เกิดอันตรายเพราะมีหลายครั้งที่เกิดเหตุเพลิงไหม้ในปั้มน้ำมันเพราะไฟฟ้าสถิตย์ เช่นการใช้แกลลอนเหล็กไปเติมจากปั้มเมื่อหัวเติมไปแตะกับถังเกิดประกายไฟจากไฟฟ้าสถิตย์ทำให้ลุกไหม้ใหญ่โตได้.....ไฟฟ้าสถิตย์ที่เกิดเองตามธรรมชาติจากการเสียดสีกันระหว่างวัตถุหรืออากาศ จะมีความต่างศักย์สูงระดับหลายร้อยโวลท์เช่นตามตัวถังรถ เสื้อไหมพรม หวี จนถึงฟ้าฝ่าที่มีความต่างศักย์นับล้านโวลท์ แต่ในส่วนไฟฟ้าสถิตย์ที่อยู่ในยานพาหนะแม้จะมีความต่างศักย์สูงแต่กลับมีกระแสน้อยเพราะมีการถ่ายเทสูญเสียอยู่ตลอดเวลาตามธรรมชาติ นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เราถูกช็อตสั้นๆเพียงครั้งเดียว .....การถูกช็อตและสาเหตุ ก็คือ ธรรมชาติของไฟฟ้าจะมีความคล้ายคลึงน้ำคืออพยายามถ่ายเทจากที่มีความต่างศักย์สูงลงสู่ที่ความต่างศักย์ต่ำ(ด้วยหนทางที่ง่ายและรวดเร็วที่สุด) เมื่อรถวิ่งผ่านอากาศจะเกิดการสะสมของกระแสตามธรรมชาติ และไม่สามารถเคลื่อนที่ลงสู่พื้นดินเพื่อถ่ายเทประจุได้เนื่องจากล้อรถทำด้วยยาง ….แล้วเราถูกกระแสไฟดูดได้อย่างไร ร่างกายของเราเต็มไปด้วยน้ำ ผิวหนังมีความชื้นของเหงื่อและไขมันบางๆ รองเท้าที่สวมใส่มีความชื้นหรือฝุ่นผงที่สามารถนำไฟฟ้าได้ เมื่อเราจับโดนตัวถังที่มือเปิดประตูที่เป็นตัวนำ ไฟฟ้าสถิตย์ที่สะสมในรถจะเกิดเคลื่อนที่ไปตามชั้นความชื้นหรือไขมันที่ผิว เพื่อถ่ายเทประจุลงสู่พื้นดิน เมื่อไฟฟ้าวิ่งผ่านผิวชั้นนอกจากตัวเราลงสู่พื้นดินเราจึงรู้สึกว่าถูกช็อต  การป้องกันคือไฟฟ้าสถิตย์โดยป้องกันไม่ให้มันเกิดนั้นเป็นไปไม่ได้(ถ้ารถคันนั้นวิ่งใช้งานและตัวถังเป็นโลหะ) แต่เราป้องกันตัวเราจากกระแสไฟได้โดยใช้ มือจับประตูที่เป็นฉนวนหรือทำการหุ้มด้วยฉนวน(พวกยางหรือพลาสติก) การสวมรองเท้าที่มีพื้นเป็นยาง หรือการต่อสายโลหะ(โซ่)ให้กระแสไหลลงสู่พื้นดินเป็นต้น(ในกรณีที่เกิดบ่อยมากๆ)

จาก http://www.vigothailand.com/board/index.php?topic=167678.new#new โดยผมเอง
บันทึกการเข้า
slimgirlya
มือใหม่หัดขับ
*

คะแนนถูกใจ 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 9



« #86 เมื่อ: พฤศจิกายน 16, 2011, 11:25:22 AM »

โอ้ววววววววว
บันทึกการเข้า
sobayenta4
มือใหม่หัดขับ
*

คะแนนถูกใจ 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 25



« #87 เมื่อ: พฤศจิกายน 17, 2011, 02:09:44 PM »

ขอบคุณมากคับสำหรับความรู้ เอฺิ๊กกก  >
บันทึกการเข้า
kamondech
ใบขับขี่ตลอดชีพ
****

คะแนนถูกใจ 13
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1495


โตขึ้นผมจะเป็น Fortuner


« #88 เมื่อ: ธันวาคม 19, 2011, 01:01:28 PM »

 
บันทึกการเข้า
mikajung
มือใหม่หัดขับ
*

คะแนนถูกใจ 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 7



« #89 เมื่อ: เมษายน 05, 2012, 03:19:30 PM »

ทางนี้ครับเพื่ออยากจะดูหนังออนไลน์ฟรี

sbobet-show
http://sbobet-show.com/
ดูหนังออนไลน์ฟรี http://deknaihor.blogspot.com/
บันทึกการเข้า
adidasnok
มือใหม่หัดขับ
*

คะแนนถูกใจ 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1



« #90 เมื่อ: เมษายน 28, 2012, 02:16:42 PM »

ไม่รู้อะคับพี่!!!!
บันทึกการเข้า
momkoh
มือใหม่หัดขับ
*

คะแนนถูกใจ 1
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 36


VT 4086


« #91 เมื่อ: พฤษภาคม 11, 2012, 02:06:43 PM »

 
บันทึกการเข้า
jojoe7333
มือใหม่หัดขับ
*

คะแนนถูกใจ 10
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 134



« #92 เมื่อ: พฤษภาคม 11, 2012, 08:41:07 PM »

 
บันทึกการเข้า
kamondech
ใบขับขี่ตลอดชีพ
****

คะแนนถูกใจ 13
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1495


โตขึ้นผมจะเป็น Fortuner


« #93 เมื่อ: พฤษภาคม 14, 2012, 09:43:19 AM »

 
บันทึกการเข้า
vg3000
มือใหม่หัดขับ
*

คะแนนถูกใจ 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 30


VT 3128


« #94 เมื่อ: กรกฎาคม 30, 2012, 02:01:16 PM »

 
บันทึกการเข้า
mokkyruff
มือใหม่หัดขับ
*

คะแนนถูกใจ 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 18



« #95 เมื่อ: สิงหาคม 09, 2012, 03:22:03 PM »

กำลังสนใจอยู่พอดีเลย.... ขอบคุณครับ
บันทึกการเข้า
merunajung
มือใหม่หัดขับ
*

คะแนนถูกใจ 2
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 21


XOXO


« #96 เมื่อ: สิงหาคม 16, 2012, 08:59:31 AM »

 
บันทึกการเข้า
Megaman
มือใหม่หัดขับ
*

คะแนนถูกใจ 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 16



« #97 เมื่อ: สิงหาคม 16, 2012, 05:40:22 PM »

ขอลงชื่อติดตามกระทู้นี้ด้วยคนครับ 
บันทึกการเข้า
Shutter_A
มือใหม่หัดขับ
*

คะแนนถูกใจ 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 19



« #98 เมื่อ: พฤศจิกายน 04, 2012, 11:57:16 AM »

 เยี่ยม
บันทึกการเข้า
thad
มือใหม่หัดขับ
*

คะแนนถูกใจ 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 16


vt 3108


« #99 เมื่อ: พฤศจิกายน 17, 2012, 09:49:57 PM »

 
บันทึกการเข้า
KITTICHAIKOCHAMON
ใบขับขี่ตลอดชีพ
****

คะแนนถูกใจ 18
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1121


VT4284, VT4299, VBU010


« #100 เมื่อ: พฤศจิกายน 21, 2012, 08:35:53 PM »

ขอบคุณครับ
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 2 3 [4] 5   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  


SimplePortal 2.3.3 © 2008-2010, SimplePortal