vigothailand,

vigo

,

วีโก้

,

วีโก้แชมป์

,

vigo champ

, toyota vigo,

รถบ้าน

, รถแต่ง, วีโก้ไทยแลนด์, ตลาดรถ, รถมือสอง, toyota, โตโยต้าชัวร์,

vigo 2014

, one2car , รถกระบะมือสอง, โตโยต้า

ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน


   


ลงชื่อร่วมกิจกรรมกับวีโก้ไทยแลนด์

 
ค้นหาในเว็บวีโก้ไทยแลนด์รวดเร็วกว่าด้วยระบบของกูเกิ้ล หาอะไรในเว็บไม่เจอพิมพ์ในช่องว่าง แล้วกด ค้นหา ได้เลย!!!

หน้า: 1 2 [3] 4 5   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ขาซิ่ง...รู้จริงป่ะ  (อ่าน 83856 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 5 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
tot*ต๊อด
ใบขับขี่ชั่วคราว
**

คะแนนถูกใจ 6
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 485



« เมื่อ: มกราคม 17, 2010, 08:28:27 PM »

เห็นชื่อกระทู้อย่างนั้นไม่ได้ท้าทายอะไรนะครับ แค่ตั้งชื่อให้มันเก๋สะดุดตาเฉยๆ กระทู้นี้ผมตั้งเพื่อรวบรวมเอาสาระเกี่ยวกับยานยนต์ที่ได้พบเห็นมาเผยแพร่ต่อ ให้เป็นประโยชน์กับเพื่อนสมาชิก ในรูปแบบของการใช้งาน การโมมดิฟาย หรือการแข่งขัน ส่วนใหญ่ก็เป็นความรู้จากเวปอื่นๆไม่ใช่ผมคิดเองพิมพ์เองทั้งหมด เพราะไม่ใช่กูรูแต่เห็นมีสาระประโยชน์ดีเลยกอปมาให้อ่าน และจะคอยมาอัพอีกเรื่อยๆครับ

DogBox เกียร์อัจฉริยะ

DogBox บางคนอาจจะงงว่าหมายถึงอะไร แต่ที่ผมจะพูด หมายถึงเกียร์ระบบหนึ่ง ที่พวกรถแข่งนิยมใช้กัน อย่าพึ่งฟังแค่ชื่อแล้วบอกว่า ไม่เห็นเท่ห์เลย (ยิ่งบางคนว่า!! ใส่เกียร์หมา แล้ววิ่งฉิว) แต่ถ้าผมจะบอกต่อว่า ไอ้เกียร์แบบนี้ เวลาเข้าเกียร์ไม่ต้องเหยียบครัช ยัดอย่างเดียวล่ะ แหม! ดูน่าใช้มาทันทีเลยซิ ฟังแค่นี้อย่าพึ่งรีบไปหาซื้อใส่ เพราะมีข้อแม้อยู่ว่าลูกละหลักล้านเท่านั้นเอง ชิวๆ (มือสองก็ลูกหลักหลายแสน) ทำไมถึงได้แพงขนาดนั้น พวกเรา www.thaispeedcar.com มาดูกันก่อนดีไหมครับว่า Dogbox คืออะไร มีระบบการทำงานอย่างไร รวมถึงระบบการเข้าเกียร์แบบต่างๆ



ทำไมถึงต้อง Dogbox
ปกติเวลาเราเข้าเกียร์เราต้องทำอย่างไรบ้าง 1.ถอนคันเร่ง 2. เหยียบครัช 3.เข้าเกียร์ 4. ถอนรัช 5. เหยียบคันเร่งต่อ เป็นอย่างนี้ทุกครั้ง คุณคิดว่าเสียเวลามากแค่ไหนในขั้นตอนทั้ง 5 นี้ อย่างถ้าเป็นลุงๆ ป้าๆ จบ 5 ขั้นตอนอาจจะเวลาล่วงเลยถึง 1- 2 วินาทีต่อเกียร์ อย่างผู้ที่ขับแบบเอาแรงอย่างเดียว พังช่างมัน ก็ต้องมีซักเศษ 1 ส่วน 3 วิ เป็นอย่างน้อย แต่ถ้าเราเอารถไปวิ่งในสนาม สับสัก 4 เกียร์ล่ะจะเสียเวลาเพิ่มขึ้นอีกกี่วินาที แล้วถ้ารถแรงๆ แบบซ้ายก็จะมา ขวาก็จะไป ยุ่งกันไปใหญ่ ยิ่งรถเซอร์กิต วิ่งกันเป็นชั่วโมง เข้าเกียร์อีกหลายพันครั้ง คงเสียเวลาไปอีกเพียบ
Dog-box ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อลดขั้นตอนนี้ เพียงแค่ส่งคันเร่ง ปล่อยมือจากพวงมาลัย แล้วยัดเกียรอย่างเดียว (เหมือนเกมส์ตู้) คงจะมันไม่น้อย แต่ก็ต้องแลกด้วยกลไกลที่สลับซับซ้อน วัสดุที่ดีเลิศ ความสึกหรออย่างรวดเร็ว และราคาที่แพงตามมา



Syncho VS Dogbox
ก่อนที่เราจะมาทำความรู้จักเกียร์ Dogbox เรามาทำความรู้จักกับเกียร์ Synchro แบบปัจจุบันที่เราใช้กันอยู่ก่อนดีกว่า
เกียร์แบบ Syncho
เกียร์ที่เราใช้งานอยู่ในปัจจุบัน เรียกกันว่าระบบ Synchro ฟันเฟืองเกียร์เป็นลักษณะฟันเฉียง และเฟืองทองเหลือง มาเป็นตัวเบรกให้เฟืองเกียร์หยุดการทำงานก่อน ถึงจะสลับฟันเฟืองเพื่อเปลี่ยนเกียรได้ ปกติ แม้ว่าเวลาเราถอนคันเร่ง เหยียบครัชเพื่อตัดกำลังจากเครื่องยนต์ ให้ผ้าครัชหมุนฟรีแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้เป็นการทำให้ฟันเฟืองเกียร์หยุดหมุน เพราะยังไง ฟันเฟืองเกียรอีกด้านหนึ่งที่ต่อไปยังเพลา และเฟืองท้ายยังคงหมุนอยู่ตามความเร็วของรถ ส่วนเฟืองอีกด้านหนึ่งยังหมุนต่อเนื่องตามแรงเฉื่อย ดั้งนั้นการที่จะสลับฟันเฟืองเกียร์ได้คือต้องทำให้ฟันเฟืองทั้งสอง หมุนด้วยความเร็วใกล้เคียงกันเสียก่อน ในระหว่างที่เรากำลังลักคันเข้าเกียร์ เฟืองทองเหลืองตัวนี้หรือ (Synchromesh) ซินโครเมต ตามศัพท์ช่าง จะเป็นตัวสร้างแรงหนืดด้วย ผิวด้านในที่เป็นร่อง ความหนืดของน้ำมันเกียร ทำหน้าที่คล้ายเบรก ชลอความเร็วจนฟันเฟืองหมุนเท่ากัน ถึงจะทำการสลับฟันเฟืองภายในเพื่อเปลี่ยนเกียรได้ ซึ่งโดยทั่วๆไปจะใช้ฟันเฟืองเกียรแบบเฉียง เพื่อเป็นการลดเสียงดัง และลดอาการสึกหรอได้ดีกว่า



เกียร์แบบ Dogbox
Dog-box หรือเต็มก็ Dog-engagement เกียร์แบบนี้ มีฟันเฟืองเกียร์เป็นลักษณะฟันตรง ฟันเฟืองแบบนี้เน้นที่การส่งกำลังได้ดีกว่า การใช้งานอย่างหนัก แข็งแรงกว่า แต่จะมีเสียงดังมากกว่า การสลับฟันเฟืองก็คล้ายกับแบบ Syncho คือยังไงก็ต้องทำให้ฟันเฟือง หมุนเท่าๆกันก่อนด้วย อุปกรณ์ที่เรียกว่า Dog-ring เป็นแหวน มีตุ่ม กลมๆ เป็นตัวนำร่องทำให้ฟันเฟืองตรงกัน ถึงจะทำการสลับฟันเฟืองเปลี่ยนเกียรได้ ซึ่งมีประสิทธิภาพดีกว่าแบบ Synchro ที่มีปัญหาเมื่อเครื่องยนต์ที่มีแรงม้ามากๆ ที่รอบเครื่องสูงๆ Synchromesh จะไม่สามารถชะลอความเร็วของฟันเฟือง จึงทำให้เกิดการเข้าเกียร์ติดขัด หรือไม่สามารถเข้าเกียร์ได้
การใช้งานเกียรแบบ Dogbox
อย่างที่ทราบกันว่าเกียร์ Dog-box นั้น สามารถเข้าเกียร์โดยไม่ต้องเหยียบครัช (แล้วจะมีครัชไว้ทำไมล่ะ?) แน่นอนครัชมีไว้สำหรับการออกตัวที่เกียร์แรกเท่านั้น คือ เหยียบครัช เข้าเกียร์ 1 แล้วก็เหยียบคันเร่ง พอได้รอบก็ปล่อยครัชจนสุด รถออกตัว เหยียบคันเร่งส่งต่อ จนถึงรอบเครื่องที่ต้องการ แล้วโยกคันเกียร์ สับสอง แบบไม่ถอนคันเร่ง สังเกตวัดรอบจะตกเพราะอัตราทดเฟืองเกียร์ที่เปลี่ยนไป พอสุดรอบอีกครั้งก็จะจับคันเข้าเกียร์ ยัดเกียร์ 3 ต่อเลย หรือไม่พอใจก็โยกคันเข้าเกียร์ 1 ซะเลยได้หรือไม่ ? จริงๆแล้ว แม้ Dogbox จะไม่จำเป็นต้องเหยียบครัช เพื่อเปลี่ยนเกียร์ แต่ก็จำเป็นที่ต้องผ่อนคันแร่ง เพื่อตัดภาระ Load ระหว่างเครื่องยนต์ และเกียร์บ้าง โดยเฉพาะที่เครื่องยนต์ที่มีแรงม้าสูงๆ อย่างพวกรถแข่ง มิฉะนั้นจะไม่สามารถเข้าเกียร์ได้เช่นกัน มีอยู่หลายวิธีที่นักแข่งนิยมใช้กัน เช่น การถอนคันเร่งแล้วกระชากคันเกียร์ เพื่อเปลี่ยนเกียร์อย่างรวดเร็ว หรือการกระทืบคันเร่งจนถึงจังหวะรอบเครื่องตัด แล้วจึงยัดเกียร์ แต่ที่สมบูรณ์ที่สุดคือการจูนจาก ECU โดยนำคำสั่งจากคันเข้าเกียร์ เข้ากล่องคอมพิวเตอร์ ให้สั่งลดรอบเองแบบอัตโนมัติ คนขับกระทืบคันเร่งให้มิด หมดรอบแล้วก็ยัดเกียรอย่างเดียว อย่างนี้ก็สบายหน่อย แต่ความยากลำบากจะมาอยู่ที่ Tuning ซี่งนักจูนแต่ละท่านต้องคำนวณกันอย่างมาก เพื่อหาช่วงเวลาการสับคันเกียร์ของนักขับแต่ละคนให้สอดคล้องกัน มิฉะนั้นความเสียหายก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วเช่นกัน



Dogbox & Close Ratio
เกียร์ dogbox หมายถึงระบบเกียร์ที่ไม่ต้องเหยียบครัชแล้วเปลี่ยนเกียร์ได้ แต่ Close Ratio จะหมายถึงเฟืองเกียร์ที่มีอัตราทดชิด หมายความว่า อัตราทดในแต่ละเกียร์จะใกล้เคียงกันมากที่สุด เพื่อลดปัญหารอบเครื่องตก เช่น ในเกียร์แบบธรรมดารถบ้านทั่วๆไป เปลี่ยนเกียร์ 1 ที่ 6,800 รอบ ยัดเกียร์ 2 ถอนครัช ส่งคันเร่ง สังเกตเข็มรอบจะตกลงไปเหลือแค่ 4,500 รอบ ถ้าเป็นเครื่องเทอร์โบใหญ่ๆ แบบบูชมาเต็มๆที่ 5000 รอบล่ะ การรอรอบก็จะเกิดขึ้น
ส่วนเกียรแบบ Close Ratio จะทำเฟืองมาให้อัตราทดชิดกว่า เมื่อเปลี่ยนเกียรที่ 6,800 รอบ สับเกียร์ 2 วัดรอบตกมาอยู่ที่ 5,500 รอบ บูชเทอร์โบยังคงมาเต็มที่ ก็จะทำให้อัตราเร่งของรถต่อเนื่องกว่า ในเกียร์ Dogbox เป็นเกียร์ที่ทำมาเพื่อใช้ในการแข่งขัน อัตราทดของ Dogbox จะจับคู่มากับ Close Ratio ซึ่งเป็นลักษณะฟันเฟืองตรง ส่วนประกอบภายในห้องเกียร์สามารถแยกออกได้ทีละชิ้น ฟันเฟืองทุกตัวจะทำมาในลักษณะชุด Kit ที่จะมีฟันเฟืองมาให้เลือกมากมาย สามารถสับเปลี่ยนได้อย่างง่ายๆ ตามความพอใจ สำหรับการ Setup อัตราทดเกียร์ให้เหมาะสมกับ เฟืองท้าย ขนาดล้อ-ยาง Power Band ของเครื่องยนต์ นิสัยนักแข่ง และรูปแบบของสนามแข่งขันได้ง่ายดายกว่า เกียร์แบบธรรมดาอยู่มาก



Dogbox & Sequential Shifter
Sequential Shifter หมายถึงคันเข้าเกียร์แบบผลักขึ้น และดึงลงทีละเกียร์ Dogbox ต่างจากพวก Syncho อยู่ที่ว่า การเข้าเกียร์นั้นต้องทำให้ได้ไวที่สุด (มือลิงที่สุด) ยิ่งเข้าเกียร์ได้ไวเท่าไหร่ เกียร์ Dog-box ก็จะสึกหรอน้อยลงเพียงนั้น ต่างจากพวก Syncho ยิ่งเข้าได้ไว้เท่าไหร่ก็พังไวเท่ากัน ทั้งนี้เพราะในเกียร Dogbox อย่างที่ทราบแล้วว่า ระบบการชะลอฟันเฟืองจะใช้ แหวน Dog ring เป็นตัวสัมผัสนำร่อง ยิ่งสัมผัสนานเท่าไหร่ ความสึกหรอก็จะมากขึ้น ซึ่งช่วงเวลาที่กำลังเปลี่ยนจากเกียร์หนึ่ง ไปสู่อีกเกียร์หนึ่ง ช่วงเวลานี้เขาเรียกกันว่า Dog Zone คือช่วงเวลาที่ฟันเฟือง ย้ายจากตัวหนึ่งไปสู่อีกตัวหนึ่ง ยิ่งนานมากยิ่งสึกหรอมาก ยิ่งถ้าเข้าเกียร์ผิด แบบวิ่งเกียร์ 2 เต็ม แล้วยัดผิดมาเกียร์ 1 ละก็ผลกระจายแน่ๆ การแก้ปัญหาของเกียร์ Dogbox ส่วนมากจะจับคู่กับคันเข้าเกียร์แบบ Sequential คือเป็นระบบเปลี่ยนเกียร์แบบเลื่อนขึ้น และเลื่อนลง เช่นเวลาเปลี่ยนที่สูงขึ้น Shift Up ก็แค่ดันคันเกียร์ไปข้างหน้า 1 ครั้ง พอจะ Shift Down ลดเกียร์ก็ดึงกลับทีละเกียร์ แบบนี้จะทำให้ไม่สามารถข้ามเกียร์ได้ คันเกียร์แบบ Sequential นี้มีราคาแพงมากๆ ระหว่างหลักหลายหมื่น จนถึงหลักแสน ยิ่งแพงเท่าไหร่ ความแม่นยำ และจังหวะเวลาในการเกิด Dog Zone ก็จะน้อยเพียงนั้น ส่วนคันเกียร์ที่เราใช้อยู่ทั่วๆไป เรียกกันว่า H-Patten คือการเข้าเกียร์เป็นแบบรูปตัว H โยกขึ้น - โยกลง – ซ้าย – ขวา สลับกันไปทีละเกียร์ แบบนี้ถ้าเป็นในรถแข่ง แบบเข้าโค้งแรงๆ (แรง G ในโค้งสูงๆ ) โอกาสข้ามเกียร์นั้นเกิดขึ้นได้ง่ายกว่า ความเสียหายก็แค่เกียร์กระจาย แต่ในนักแข่งที่ชำนาญระบบ H-Patten ก็ยังมีใช้กันอยู่ เราจึงเห็นว่ารถแข่ง จึงเลือกใช้คันเกียร์แบบ Sequential เสียส่วนมาก



Dogbox & Air Shifter
สุดยอดของการเปลี่ยนเกียร์ต้อง Air Shifter เป็นระบบการเปลี่ยนเกียร์ด้วย แรงดันลม หรือระบบนิวเมตริก ส่วนมากเกียร์ Dogbox ที่ถูกพัฒนาทำมาเพื่อใช้ในการแข่งขัน แบบควอเตอร์ไมล์ มักจะนิยมใช้การเปลี่ยนเกียร์ด้วยระบบนี้ Air Shifter จะไม่มีสาย หรือขาโยงคันเข้าเกียร์ ที่คันเกียร์ระบบนี้จะทำงานด้วยสวิทย์ไฟฟ้า ไปสั่งงานแม่ปั้มไฮโดลิคไฟฟ้า ให้เปิดลมจากถังลม เข้าไปดันชุดไฮโดรลิกที่อยู่ภายในห้องเกียร์ เพื่อให้ชุดเปลี่ยนเกียร์เลื่อน แบบนี้นักขับ เพียงแค่เหยียบครัช แล้วออกตัวที่เกียร์แรกเท่านั้น พอขึ้นเกียร์ 2 ก็ทำการโยกคันเกียรสวิทย์เท่านั้น ระบบเปลี่ยนเกียร์ก็จะทำงาน จนหมดรอบ ก็ทำการโยกคันเกียร์ขึ้นไปเลื่อยๆ ทีละเกียร์ Air Shifter นั้นจะทำการเปลี่ยนเกียร์ลักษณะ Shift Up หรือเกียร์สูงขึ้นที่ละเกียร์เท่านั้น ไม่สามารถเปลี่ยนลง หรือลดเกียร์ต่ำได้ ซึ่งเหมาะกับรถแข่งทางตรง เป็นป้องกันการเข้าเกียร์ผิดพลาด หรือว่าวเกียร์ หรือควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ด้วยคอมพิวเตอร์


เอาพอเป็นความรู้เล็กๆ น้อยๆ กับ เกียร์แบบ Dogbox และระบบเปลี่ยนเกียร์แบบต่างๆ อย่างที่ว่าหละครับ รถบางคัน โมเครื่องยนต์กันเป็นหลักล้าน แต่อีกคันโมเพียงไม่กี่แสน แต่ถ้าได้เกียร์ดีๆสักลูก กลับแซงหน้าได้อย่างง่ายๆ แต่ก็ไม่พ้นหลอกครับเรื่องเสียเงิน (อะไรที่วิ่งได้เร็วขึ้น ก็ยิ่งย่อมพังได้เร็วขึ้น) เป็นเรื่องของธรรมชาตินะขอรับ

ขอบคุณ คุณ R._Suji_Kung
http://atcloud.com/discussions/44483
มีตัวอย่างของจริงใน youtube.com ใครสนใจลองเสิร์ชดูได้ครับ มีเยอะ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 17, 2010, 11:06:29 PM โดย tot*ต๊อด » บันทึกการเข้า
 
storm
มือใหม่หัดขับ
*

คะแนนถูกใจ 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 155



« #51 เมื่อ: ตุลาคม 02, 2010, 02:58:48 PM »



ความรู้ดีๆ
บันทึกการเข้า
white preruner
มือใหม่หัดขับ
*

คะแนนถูกใจ 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4



« #52 เมื่อ: ตุลาคม 09, 2010, 04:13:56 PM »

เราควรวอร์มดาว์น ประมาณกี่นาที โดยเฉลี่ยน่ะคับ
ในกรณีที่ใช้งานมากหนักๆ
บันทึกการเข้า
tot*ต๊อด
ใบขับขี่ชั่วคราว
**

คะแนนถูกใจ 6
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 485



« #53 เมื่อ: ตุลาคม 09, 2010, 08:50:10 PM »

เราควรวอร์มดาว์น ประมาณกี่นาที โดยเฉลี่ยน่ะคับ
ในกรณีที่ใช้งานมากหนักๆ
ต่อให้อัดมาหนักขนาดไหน แค่ก่อนถึงที่หมายลดความเร็วใช้รอบเครื่องไม่เกิน 2000 รตน.วิ่งทางราบสบายๆที่เกียร์ 5 (ประมาณ 70-80 กม/ชม.)ด้วยระยะทางสัก 3-5 กม. เท่านี้ก็เย็น(ตามสเปคเครื่อง)เหลือเฟือแล้วครับ ไม่ต้องไปเสียเวลาจอดรถวอร์มดาวน์สร้างมลภาวะที่บ้านอีก ถ้าวิ่งใช้งานธรรมดาๆรอบระหว่าง 2000-3000 รตน.(90-140 กม/ชม.)ใช้ในระยะ 2-300 กม.นี่แทบไม่ต้องวอร์มดาวน์เลยครับ ถ้ากังวลมากก็ทำแบบที่บอกข้างบนแต่ใช้เวลาแค่ 1-2 นาที หรือ 1-2 กม.ก็พอแล้ว แต่ถ้าบ้านใครอยู่บนไฮเวย์ฟาดมา 140-150 เป็นระยะทางไกลหลายร้อยกิโลเมตรจนถึงบ้านโดยไม่ต้องชลอรถเลย อันนั้นก็ยังจำเป็นต้องวอร์มดาวน์อยู่ครับ ผมก็อยากเห็นเหมือนกันว่าใครเข้าบ้านโดยไม่ต้องถอนคันเร่งได้ ไม่ต้องเลี้ยวเข้าหมู่บ้าน เข้าซอย หรือรอสัญญาณไฟฯ
บันทึกการเข้า
lukzasa
มือใหม่หัดขับ
*

คะแนนถูกใจ 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3



« #54 เมื่อ: ตุลาคม 12, 2010, 10:01:48 PM »

 
บันทึกการเข้า
Diamond Crown
ดริฟต์คิงขั้นเซียน
*****

คะแนนถูกใจ 15
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3123


"เกิดนานยิ่งเห็นเยอะ"


« #55 เมื่อ: ตุลาคม 29, 2010, 03:34:08 PM »

http://www.secondcars.com/mcontents/marticle.php?headtitle=mcontents&id=117415
บันทึกการเข้า
Light
มือใหม่หัดขับ
*

คะแนนถูกใจ 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 16



« #56 เมื่อ: พฤศจิกายน 04, 2010, 07:31:52 PM »

$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$light@ParadiseResort


....ผมเพิ่งเข้ามาในเวบนี้

ได้ความรู้ดีๆ ขอบคุณครับ..


WWWWWWWWWWWWWWW
บันทึกการเข้า
ninegogo
ใบขับขี่ตลอดชีพ
****

คะแนนถูกใจ 8
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1242


Bon Voyage - ขอให้เดินทางโดยสวัสดิภาพ


« #57 เมื่อ: พฤศจิกายน 06, 2010, 05:46:08 AM »

 
ขอบคุณครับ
บันทึกการเข้า
HARELUYA
มือใหม่หัดขับ
*

คะแนนถูกใจ 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 102


The leader is made not born.


« #58 เมื่อ: พฤศจิกายน 08, 2010, 02:46:51 AM »

  มาถูกทางแล้วเรา
บันทึกการเข้า
miss@smile
ใบขับขี่ 5 ปี
***

คะแนนถูกใจ 7
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 875



« #59 เมื่อ: พฤศจิกายน 12, 2010, 10:55:03 AM »

 
บันทึกการเข้า
tot*ต๊อด
ใบขับขี่ชั่วคราว
**

คะแนนถูกใจ 6
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 485



« #60 เมื่อ: พฤศจิกายน 12, 2010, 01:17:02 PM »

จากกระทู้ ขับรถทางไกลทำอย่างไรให้ประหยัด ครับ
 1.เติมลมยางอย่าให้อ่อนเกินไป อย่าลืมว่ารถกระบะไม่ใช่รถเก๋ง เห็นท้ายมันเด้งๆหน่อยหลายคนเติม 35 เท่ากันทั้ง 4 ล้อ ....นอกจากจะไม่ประหยัดแล้วยังไม่ปลอดภัยอีกด้วย ที่พอยอมรับได้และยังคงความสบายอยู่ ยางหน้าเติมสัก 38 หลังสัก 39 อย่างนี้ช่วยให้ประหยัดและปลอดภัยได้ ถ้าแข็งกว่านี้ก็อาจประหยัดแต่ไม่ปลอดภัย ถ้าอ่อนกว่านี้ไม่ประหยัดแล้วยังไม่ปลอดภัยด้วย เพราะแรงดันลมยางที่อ่อนเกินไปจะทำให้แก้มยางกลิ้งตัวเสียดสีกับแม็ก/ถนนอย่างสูง เกิดความร้อนสะสมจนบวมหรือระเบิดได้ แข็งไปก็จะกระด้างและเหลือฟื้นที่สัมผัสน้อยไม่เกาะถนน
 2.เป่า/เปลี่ยน(ตามกำหนด)กรองอากาศ ช่วยให้อากาศเข้าสู่ห้องเผาไหม้ได้เต็มประสิทธิภาพ เครื่องยนต์เผาไหม้ดีสมบูรณ์ ใช้เชื้อเพลิงได้คุ้มค่า
 3.ล้างแอร์โฟล์วที่อยู่ในกรองอากาศ โดยใช้อัลกอฮอล์เช็ดแผลชุบสำลีเช็ดเบาๆ ช่วยในการคำนวนอากาศที่เข้าเครื่องยนต์ให้เหมาะสม
 4.ล้างอินเตอร์ฯ(ถ้ามีความรู้เรื่องช่างยนต์บ้าง-ถ้าไม่มีให้ข้ามข้อนี้ไป) ด้วยการถอดนัทไม่กี่ตัว ใช้เบนซินกรอกเขย่าเอาเขม่าที่สะสมออกมาซะบ้าง ช่วยลดอุณหภูมิไอดี เพิ่มความหนาแน่นสร้างกำลังในการจุดระเบิด มีหลักอยู่ว่า ทุกๆ 2 องศาที่ลดลง เพิ่มกำลังให้เครื่องยนต์ได้ 1 แรงม้า ต้องระวังเรื่องถอดประกอบ ครีบระบายความร้อนล้มจากการถูกกระแทก/สัมผัสด้วย และต้องตากแดดให้แห้ง/ให้เบนซิลระเหยจากภายในอินเตอร์ฯไปจนหมด ก่อนประกอบ
 5.เอาของที่ไม่จำเป็นลงจากรถ ช่วยลดโหลดที่เครื่องยนต์ต้องรับภาระ
 6.ใช้ความเร็วที่เหมาะสม รอบเครื่องที่ประหยัดและเหมาะสมสำหรับการเดินทางไกลไม่ใช่เพื่อสร้างภาพทำสถิติอยู่ที่ 2,000-2,500 รตน. เลี้ยงเท้าให้นิ่งรักษาความเร็วให้คงที่
 7.รักษาระยะจากคันหน้า หัดอ่านสถานการณ์จากระยะไกลจะช่วยให้เบรคน้อยลง หรือบางครั้งแค่ชะลอรถก็พอ เมื่อปลอดภัยก็เดินคันเร่งรักษาความเร็วต่อไปได้
 8.เปลี่ยนเกียร์ตามรอบเครื่องและความเร็วที่เหมาะสม ช่วงกำลังหรือเพาเว่อร์แบนของวีโก้มีในช่วงกว้างตั้งแต่รอบต่ำ ดังนั้นไม่จำเป็นต้องลากรอบสูง เปลี่ยนเกียร์ในช่วง 1,800-2,200 รตน. ไม่ใช่ที่ 1,500 รตน.อย่างที่คิดกัน เพราะเมื่อเปลี่ยนเกียร์สูงขึ้น 1 จังหวะรอบจะตกลงมาประมาณ 3-500 รตน.(จะห่างมากเป็นพิเศษช่วงต่อระหว่างเกียร์ 2 กับเกียร์ 3 รอบจะลงมาราว 7-800 รตน.) ดังนั้นต้องเปลี่ยนเกียร์ให้รอบที่ตกลงมานั้นไม่ต่ำกว่า 1,500 รตน.จึงจะอยู่ในช่วงกำลังและประหยัดน้ำมันสำหรับการเพิ่มความเร็วเพื่อขึ้นสู่เกียร์จังหวะต่อไป
 9.เปิดแอร์ไว้กึ่งกลางของระดับความเย็น ถ้าร้อนไม่ควรเร่งแอร์แต่ให้ลองเร่งพัดลมดูก่อน ถ้าเปิดพัดลมเบอร์ 3 จะช่วยให้ไม่ต้องเร่งความเย็นมากเกินไป
 10.การโหลดช่วงล่างด้านหลังลงหรือยกด้านหน้าขึ้น ทำให้รถมีความสูงเท่ากันทั้งหน้าหลังจะทำให้การทรงตัวเสียและหน้ารถต้านลมมากขึ้น
    ..........ลองดูนะครับ อย่าใส่เกียร์ว่างลงเขานะครับ ถึงจะประหยัดเพราะไม่ต้องเร่งเครื่องแต่อันตรายมากๆ ใช้เกียร์ควบคุมความเร็วขณะลงเขา ใช้เบรคให้น้อย โชคดี ขับรถมีสติ
บันทึกการเข้า
puzzle11
ใบขับขี่ตลอดชีพ
****

คะแนนถูกใจ 31
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2395


VT.1920 CHONBURI TEAM NO.014 ปุ๊ อายจัง..


« #61 เมื่อ: พฤศจิกายน 19, 2010, 09:10:23 AM »

    มาเก็บข้อมูลดีๆๆคับ...
บันทึกการเข้า
chaiii
มือใหม่หัดขับ
*

คะแนนถูกใจ 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 22



« #62 เมื่อ: พฤศจิกายน 22, 2010, 08:01:07 PM »

ของผม pre 3.0 cab ปี 50 เปลียนแม็ก จูน 2010 แล้วไมล์เพี้ยนนิดหน่อย กินน้ำมันเท่าเดิมหรือน้อยกว่า ลอยลำเร็ว สูงขึ้น เบรคหนักขึ้น ตูดเด้งเหมือนเดิมอยากหาวิธีแก้แบบไม่เจ็บตัวมาก โช้คดีราคาแพง เวลาเสียก็ขยะดีดี ทำใจ
บันทึกการเข้า
potoke
มือใหม่หัดขับ
*

คะแนนถูกใจ 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 81



« #63 เมื่อ: พฤศจิกายน 24, 2010, 10:16:25 AM »

ความรู้ทั้งนั้น
บันทึกการเข้า
KAEKO
ใบขับขี่ตลอดชีพ
****

คะแนนถูกใจ 3
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1030



« #64 เมื่อ: ธันวาคม 23, 2010, 03:19:44 PM »

มึน
บันทึกการเข้า
coach8878
มือใหม่หัดขับ
*

คะแนนถูกใจ 3
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1



« #65 เมื่อ: มกราคม 31, 2011, 11:58:58 AM »

อยากขอความรู้เกี่ยวกับ อุณหภูมิไอเสีย หน่อยครับว่ามันร้อนกี่องศา ระหว่างจอดกับกดหมดนี่มันจะต่างกันอย่างไรบ้างครับผม
บันทึกการเข้า
tot*ต๊อด
ใบขับขี่ชั่วคราว
**

คะแนนถูกใจ 6
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 485



« #66 เมื่อ: มกราคม 31, 2011, 07:36:13 PM »

อยากขอความรู้เกี่ยวกับ อุณหภูมิไอเสีย หน่อยครับว่ามันร้อนกี่องศา ระหว่างจอดกับกดหมดนี่มันจะต่างกันอย่างไรบ้างครับผม
ไม่ทราบครับต้องมีเครื่องวัด แล้วรถที่มีเทอร์โบนี่ไอเสียจะร้อนกว่ารถที่ไม่มีนะครับ รถที่บูสต์หนักๆกดยาวๆนี่หลายร้อยองศาเซลฯเลย ถึงขนาดที่ทำให้เทอร์โบ
และเฮดเดอร์แดงนั่นแหละ ถ้าเป็นรถ f1 รุ่นเก่าที่ใช้เครื่องเล็กพ่วงโบก็เกือบ 1,000 องศาฯ ยิ่งกดมากยิ่งร้อนมากครับ
บันทึกการเข้า
kagkag
มือใหม่หัดขับ
*

คะแนนถูกใจ 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 63



« #67 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 23, 2011, 04:23:48 PM »

แจ่มคับแต่แพงเกิ้น 555
บันทึกการเข้า
JeabTing
ใบขับขี่ชั่วคราว
**

คะแนนถูกใจ 2
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 226


VT. 2269


« #68 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 25, 2011, 12:20:20 PM »

ขอบคุณครับสำหรับข้อมูล
บันทึกการเข้า
Ctt
มือใหม่หัดขับ
*

คะแนนถูกใจ 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 20



« #69 เมื่อ: มีนาคม 02, 2011, 03:36:00 PM »

  thank you krub
บันทึกการเข้า
ultrajaoh
ใบขับขี่ชั่วคราว
**

คะแนนถูกใจ 4
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 287


PRERUNNUER Exclusive 2.5 E D-Cab


« #70 เมื่อ: มีนาคม 02, 2011, 08:12:07 PM »

ขอบคุณมาก ขอรับ
บันทึกการเข้า
DefDef
ใบขับขี่ตลอดชีพ
****

คะแนนถูกใจ 113
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1440


Bangpoo


« #71 เมื่อ: มีนาคม 04, 2011, 03:27:07 PM »

ขอบคุณครับ..ข้อมูลดี ๆเป็นประโยชน์มาก ๆ เลยครับ
บันทึกการเข้า
ja_k
มือใหม่หัดขับ
*

คะแนนถูกใจ 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 12



« #72 เมื่อ: มีนาคม 23, 2011, 02:16:57 PM »

  ขอบคุณสำหรับความรู้คู่รถ วีโก้ ของเราๆท่านๆครับผม
บันทึกการเข้า
tot*ต๊อด
ใบขับขี่ชั่วคราว
**

คะแนนถูกใจ 6
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 485



« #73 เมื่อ: มีนาคม 25, 2011, 04:35:45 PM »

สูตรแหนบนุ่ม-หนึบ สำหรับ4*2แคป ตัวเตี้ย ในราคาถูก
สูตร 2 แผ่นบน 4 ประตู ดัดแผ่น 3 (แหนบเดิม)ให้เหยียดจนเกือบไม่ติด 2 ตัวบน รองกล่อง 1.5 นิ้ว ใส่ช็อคดีๆหน่อย ....คราวนี้แหนบ 4 ประตู 2 ตัวบนที่ไม่ดัดมีจะมีแหนบแผ่น 3 ของแคปเดิม(ที่ดัดแล้ว)อุ้มไว้นิดๆ ส่วนแผ่นบรรทุกปล่อยไว้ไม่ได้ไปยุ่งอะไร อาการคือ..จังหวะพวกรอยคลื่นหรือผิวถนน รอยต่อคอนกรีต แทบไม่รู้สึกเลยครับ ความรู้สึกในตอนแรกที่เปลี่ยนมายอมรับว่าประหลาดใจเลย ความรู้สึกเหมือนท้ายมันบรรทุกอะไรสักอย่างที่หนักจนแหนบไม่เด้ง จนต้องจอดรถลงไปตรวจดู แต่ก็ไม่ใช่เพราะหลังเปลี่ยนมาไฟหนาต่ำกว่าเดิมอีกที่สำคัญอัดหนักๆในโค้ง ไม่ย้วยด้วย แต่จะมีเด้งบ้างเวลากรแทกหนักๆอย่างพวกหลุมหรือลูกระนาดชันๆหน่อย แต่ยอมรับได้และเป็นที่น่าพอใจในราคาแหนบแท้เบิก 0 2 ข้าง 4 แผ่น+พลาสติกที่ปลายแหนบอีก 8 ตัว แค่ 2,000 กว่าบาทเท่านั้น(แต่อาจต้องรอของหน่อย) ที่เป็นอย่างนั้นเพราะในจังหวะพวกรอยต่อหรือหลุมเล็กๆแหนบ 4 ประตู+ช็อค จะดูซับแรงไว้ได้เกือบทั้งหมดเหตุเพราะมันบางกว่า ให้ตัวได้ดีกว่า แต่ถ้าเป็นการทิ้งโค้งหนักๆ กระโดดเนิน หรือลงกระแทกหลุมใหญ่ๆ จนถึงแนวรับแรงของแหนบแผ่นที่3 จะมาคอยอุ้มไว้ไม่ให้มันทรุดลงมากเกินไปจนย้วย ถ้าให้คะแนนความนิ่มนวลก็ทำได้สูสีกับเก๋งเล็กอย่างแจส แต่ถ้าเป็นการเข้าโค้งด้วยความเร็วสูง แหนบชุดนี้ชนะขาด อันนี้ไม่รวมถึงการบรรทุกนะครับ เพราะรถผมใช้นั่งโดยสารเป็นหลักอยู่แล้ว ตั้งแต่เปลี่ยนชุดนี้มาเพิ่งเคยบรรทุกแค่ 2-300 กก.แค่ครั้งเดียว ตอนที่ขนก็ขับลุยได้เหมือนเดิม ไม่ย้วย ที่สำคัญจะดัดแปลงอย่างไรก็แล้วแต่ไม่ควรให้หน้าเสมอหลังหรือต่ำกว่าหลังนะ ครับ ต้องให้หน้าต่ำกว่าหลังไว้เสมอ นิ่มหนึบ..ลองดู


บันทึกการเข้า
tot*ต๊อด
ใบขับขี่ชั่วคราว
**

คะแนนถูกใจ 6
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 485



« #74 เมื่อ: มีนาคม 25, 2011, 04:37:46 PM »

ถ้าไม่ได้ไปรื้อล้อหน้าถอดช็อคก็ไม่ต้องตั้ง 0 (ถ้ามันดีอยู่แล้วนะ) เพราะล้อหลังมันตายตัวตั้งไม่ได้ครับ แต่รถทุกชนิดที่วิ่งด้วยล้อยางกลมๆควรต้องมีการตั้ง 0 สลับยางอย่างน้อยทุกๆ 1-20,000 กม. .............การโหลดถ้าเอาหลังลงจนเสมอหรือต่ำกว่าหน้าจะทำให้การทรงตัวการ ขับขี่แย่ลงแน่นอนฟันธง จะโหลดอย่างไรก็ต้องให้หน้ามันต่ำกว่าหลังเล็กน้อยก็ยังดี การวัดไม่ใช่เอาตลับเมตรลากจากพื้นมาวัดที่ซุ้มล้ออย่างที่ช่างไม่รู้เรื่อง รู้ราวทำ สำหรับวีโก้ถ้าวัดอย่างนั้นหน้าแหงนเป็นหมาหอนแน่นอน เพราะซุ้มล้อหลังมันสูงหรือเผื่อระยะให้ตัวมากกว่าล้อหน้า)ปัญหาเรื่องการ ทรงตัว ความต้านลม การเกาะถนน ความสิ้นเปลือง การตั้ง 0 ล้อ ฯ จะตามมาอีกหลายอย่าง ที่พอจะวัดได้ง่ายๆหน่อยคือวัดที่ตะเข็บตัวถังด้านล่าง(ใต้ประตูยาวไปจนสุด หัวเก๋งนั่นละ)ต้องให้มีระดับความลาดเทมาทางด้านหน้ารถเล็กน้อย ในความเห็น(ส่วนตัว)ผมนั้นการโหลดไม่ควรเกิน 2 นิ้วจากระยะมาตรฐาน อาจยังดูสูงไปสำหรับคนชอบรถเตี้ยๆ แต่ถ้าโหลดได้ถูกต้องอย่างที่ว่าจุด 0 ถ่วงต่ำลงและไม่ปัญหาหรือเกิดข้อจำกัดเรื่องการใช้งานจนเกินไปด้วย พูดง่ายๆคือยังใชงานในชีวิตประจำวันได้อย่างสบายๆ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 28, 2011, 05:38:37 PM โดย tot*ต๊อด » บันทึกการเข้า
tot*ต๊อด
ใบขับขี่ชั่วคราว
**

คะแนนถูกใจ 6
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 485



« #75 เมื่อ: มีนาคม 25, 2011, 04:41:30 PM »

แม้จะเปลี่ยนกรองน้ำมันเครื่องด้วยก็ไม่ต้องเติมถึง 6.9 ลิตรครับ ผมเติม 6.5 ลิตรทุกครั้ง อีกครึ่งเก็บไว้ใช้ครั้งต่อไป ไม่ต้องซื้อเพิ่ม
ระดับมันจะอยู่ต่ำกว่าขีดสูงสุดเล็กน้อย ไม่มใผลเสียใดๆทั้งสิ้น และมีผลดีกว่าเติมเกินคือไม่เป็นภาระของการหมุนของเครื่องยนต์
ในแบบที่เติมให้เกินครับ ....ยกตัวอย่างพวกที่แข่งประหยัดน้ำมันวิ่งกันยาวๆเป็น 1,000 กม.พวกนี้จะเติมแบบพอดีขีดตำสุดไปเลย
เพื่อลดภาระเครื่องยนต์และประหยัดน้ำมันโดยไม่พังด้วยครับ การที่บริษัทผู้ผลิตกำหนดระดับมาแบบนั้นเพื่อ"เผื่อ"ในกรณีที่อาจมีการ
พร่องของน้ำมันหรือการขับขี่ในที่ลาดเอียงมากๆ โดยผู้ใช้รถในภาวะปกติอย่างเราไม่จำเป็นต้องทำแบบนั้นก็ได้ จะได้ประหยัดไม่ต้องซื้อ
ใหม่ 7 ลิตรทุกครั้ง คิดง่ายๆแบบที่หลายๆท่านว่าให้เติมเกินในปรมาตร 6.9 ลิตร ถ่าย 2 ครั้ง ใช้ 14 ลิตร ถ้าใช้ 6.5 ถ่าย 2 ครั้ง
ใช้ 13 ลิตร + ประหยัดน้ำมันกว่า ผมใช้วิธีนี้ตอนนี้รถผมแสนกว่าโลใช้งานได้ไม่ต่างจากตอนซื้อมาใหม่ๆ
บันทึกการเข้า

หน้า: 1 2 [3] 4 5   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  


SimplePortal 2.3.3 © 2008-2010, SimplePortal