vigothailand,

vigo

,

วีโก้

,

วีโก้แชมป์

,

vigo champ

, toyota vigo,

รถบ้าน

, รถแต่ง, วีโก้ไทยแลนด์, ตลาดรถ, รถมือสอง, toyota, โตโยต้าชัวร์,

vigo 2014

, one2car , รถกระบะมือสอง, โตโยต้า

ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน


   


ลงชื่อร่วมกิจกรรมกับวีโก้ไทยแลนด์

 
ค้นหาในเว็บวีโก้ไทยแลนด์รวดเร็วกว่าด้วยระบบของกูเกิ้ล หาอะไรในเว็บไม่เจอพิมพ์ในช่องว่าง แล้วกด ค้นหา ได้เลย!!!

หน้า: [1] 2 3 4 5   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ขาซิ่ง...รู้จริงป่ะ  (อ่าน 98467 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 4 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
tot*ต๊อด
ใบขับขี่ชั่วคราว
**

คะแนนถูกใจ 6
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 485



« เมื่อ: มกราคม 17, 2010, 08:28:27 PM »



เห็นชื่อกระทู้อย่างนั้นไม่ได้ท้าทายอะไรนะครับ แค่ตั้งชื่อให้มันเก๋สะดุดตาเฉยๆ กระทู้นี้ผมตั้งเพื่อรวบรวมเอาสาระเกี่ยวกับยานยนต์ที่ได้พบเห็นมาเผยแพร่ต่อ ให้เป็นประโยชน์กับเพื่อนสมาชิก ในรูปแบบของการใช้งาน การโมมดิฟาย หรือการแข่งขัน ส่วนใหญ่ก็เป็นความรู้จากเวปอื่นๆไม่ใช่ผมคิดเองพิมพ์เองทั้งหมด เพราะไม่ใช่กูรูแต่เห็นมีสาระประโยชน์ดีเลยกอปมาให้อ่าน และจะคอยมาอัพอีกเรื่อยๆครับ

DogBox เกียร์อัจฉริยะ

DogBox บางคนอาจจะงงว่าหมายถึงอะไร แต่ที่ผมจะพูด หมายถึงเกียร์ระบบหนึ่ง ที่พวกรถแข่งนิยมใช้กัน อย่าพึ่งฟังแค่ชื่อแล้วบอกว่า ไม่เห็นเท่ห์เลย (ยิ่งบางคนว่า!! ใส่เกียร์หมา แล้ววิ่งฉิว) แต่ถ้าผมจะบอกต่อว่า ไอ้เกียร์แบบนี้ เวลาเข้าเกียร์ไม่ต้องเหยียบครัช ยัดอย่างเดียวล่ะ แหม! ดูน่าใช้มาทันทีเลยซิ ฟังแค่นี้อย่าพึ่งรีบไปหาซื้อใส่ เพราะมีข้อแม้อยู่ว่าลูกละหลักล้านเท่านั้นเอง ชิวๆ (มือสองก็ลูกหลักหลายแสน) ทำไมถึงได้แพงขนาดนั้น พวกเรา www.thaispeedcar.com มาดูกันก่อนดีไหมครับว่า Dogbox คืออะไร มีระบบการทำงานอย่างไร รวมถึงระบบการเข้าเกียร์แบบต่างๆ



ทำไมถึงต้อง Dogbox
ปกติเวลาเราเข้าเกียร์เราต้องทำอย่างไรบ้าง 1.ถอนคันเร่ง 2. เหยียบครัช 3.เข้าเกียร์ 4. ถอนรัช 5. เหยียบคันเร่งต่อ เป็นอย่างนี้ทุกครั้ง คุณคิดว่าเสียเวลามากแค่ไหนในขั้นตอนทั้ง 5 นี้ อย่างถ้าเป็นลุงๆ ป้าๆ จบ 5 ขั้นตอนอาจจะเวลาล่วงเลยถึง 1- 2 วินาทีต่อเกียร์ อย่างผู้ที่ขับแบบเอาแรงอย่างเดียว พังช่างมัน ก็ต้องมีซักเศษ 1 ส่วน 3 วิ เป็นอย่างน้อย แต่ถ้าเราเอารถไปวิ่งในสนาม สับสัก 4 เกียร์ล่ะจะเสียเวลาเพิ่มขึ้นอีกกี่วินาที แล้วถ้ารถแรงๆ แบบซ้ายก็จะมา ขวาก็จะไป ยุ่งกันไปใหญ่ ยิ่งรถเซอร์กิต วิ่งกันเป็นชั่วโมง เข้าเกียร์อีกหลายพันครั้ง คงเสียเวลาไปอีกเพียบ
Dog-box ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อลดขั้นตอนนี้ เพียงแค่ส่งคันเร่ง ปล่อยมือจากพวงมาลัย แล้วยัดเกียรอย่างเดียว (เหมือนเกมส์ตู้) คงจะมันไม่น้อย แต่ก็ต้องแลกด้วยกลไกลที่สลับซับซ้อน วัสดุที่ดีเลิศ ความสึกหรออย่างรวดเร็ว และราคาที่แพงตามมา



Syncho VS Dogbox
ก่อนที่เราจะมาทำความรู้จักเกียร์ Dogbox เรามาทำความรู้จักกับเกียร์ Synchro แบบปัจจุบันที่เราใช้กันอยู่ก่อนดีกว่า
เกียร์แบบ Syncho
เกียร์ที่เราใช้งานอยู่ในปัจจุบัน เรียกกันว่าระบบ Synchro ฟันเฟืองเกียร์เป็นลักษณะฟันเฉียง และเฟืองทองเหลือง มาเป็นตัวเบรกให้เฟืองเกียร์หยุดการทำงานก่อน ถึงจะสลับฟันเฟืองเพื่อเปลี่ยนเกียรได้ ปกติ แม้ว่าเวลาเราถอนคันเร่ง เหยียบครัชเพื่อตัดกำลังจากเครื่องยนต์ ให้ผ้าครัชหมุนฟรีแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้เป็นการทำให้ฟันเฟืองเกียร์หยุดหมุน เพราะยังไง ฟันเฟืองเกียรอีกด้านหนึ่งที่ต่อไปยังเพลา และเฟืองท้ายยังคงหมุนอยู่ตามความเร็วของรถ ส่วนเฟืองอีกด้านหนึ่งยังหมุนต่อเนื่องตามแรงเฉื่อย ดั้งนั้นการที่จะสลับฟันเฟืองเกียร์ได้คือต้องทำให้ฟันเฟืองทั้งสอง หมุนด้วยความเร็วใกล้เคียงกันเสียก่อน ในระหว่างที่เรากำลังลักคันเข้าเกียร์ เฟืองทองเหลืองตัวนี้หรือ (Synchromesh) ซินโครเมต ตามศัพท์ช่าง จะเป็นตัวสร้างแรงหนืดด้วย ผิวด้านในที่เป็นร่อง ความหนืดของน้ำมันเกียร ทำหน้าที่คล้ายเบรก ชลอความเร็วจนฟันเฟืองหมุนเท่ากัน ถึงจะทำการสลับฟันเฟืองภายในเพื่อเปลี่ยนเกียรได้ ซึ่งโดยทั่วๆไปจะใช้ฟันเฟืองเกียรแบบเฉียง เพื่อเป็นการลดเสียงดัง และลดอาการสึกหรอได้ดีกว่า



เกียร์แบบ Dogbox
Dog-box หรือเต็มก็ Dog-engagement เกียร์แบบนี้ มีฟันเฟืองเกียร์เป็นลักษณะฟันตรง ฟันเฟืองแบบนี้เน้นที่การส่งกำลังได้ดีกว่า การใช้งานอย่างหนัก แข็งแรงกว่า แต่จะมีเสียงดังมากกว่า การสลับฟันเฟืองก็คล้ายกับแบบ Syncho คือยังไงก็ต้องทำให้ฟันเฟือง หมุนเท่าๆกันก่อนด้วย อุปกรณ์ที่เรียกว่า Dog-ring เป็นแหวน มีตุ่ม กลมๆ เป็นตัวนำร่องทำให้ฟันเฟืองตรงกัน ถึงจะทำการสลับฟันเฟืองเปลี่ยนเกียรได้ ซึ่งมีประสิทธิภาพดีกว่าแบบ Synchro ที่มีปัญหาเมื่อเครื่องยนต์ที่มีแรงม้ามากๆ ที่รอบเครื่องสูงๆ Synchromesh จะไม่สามารถชะลอความเร็วของฟันเฟือง จึงทำให้เกิดการเข้าเกียร์ติดขัด หรือไม่สามารถเข้าเกียร์ได้
การใช้งานเกียรแบบ Dogbox
อย่างที่ทราบกันว่าเกียร์ Dog-box นั้น สามารถเข้าเกียร์โดยไม่ต้องเหยียบครัช (แล้วจะมีครัชไว้ทำไมล่ะ?) แน่นอนครัชมีไว้สำหรับการออกตัวที่เกียร์แรกเท่านั้น คือ เหยียบครัช เข้าเกียร์ 1 แล้วก็เหยียบคันเร่ง พอได้รอบก็ปล่อยครัชจนสุด รถออกตัว เหยียบคันเร่งส่งต่อ จนถึงรอบเครื่องที่ต้องการ แล้วโยกคันเกียร์ สับสอง แบบไม่ถอนคันเร่ง สังเกตวัดรอบจะตกเพราะอัตราทดเฟืองเกียร์ที่เปลี่ยนไป พอสุดรอบอีกครั้งก็จะจับคันเข้าเกียร์ ยัดเกียร์ 3 ต่อเลย หรือไม่พอใจก็โยกคันเข้าเกียร์ 1 ซะเลยได้หรือไม่ ? จริงๆแล้ว แม้ Dogbox จะไม่จำเป็นต้องเหยียบครัช เพื่อเปลี่ยนเกียร์ แต่ก็จำเป็นที่ต้องผ่อนคันแร่ง เพื่อตัดภาระ Load ระหว่างเครื่องยนต์ และเกียร์บ้าง โดยเฉพาะที่เครื่องยนต์ที่มีแรงม้าสูงๆ อย่างพวกรถแข่ง มิฉะนั้นจะไม่สามารถเข้าเกียร์ได้เช่นกัน มีอยู่หลายวิธีที่นักแข่งนิยมใช้กัน เช่น การถอนคันเร่งแล้วกระชากคันเกียร์ เพื่อเปลี่ยนเกียร์อย่างรวดเร็ว หรือการกระทืบคันเร่งจนถึงจังหวะรอบเครื่องตัด แล้วจึงยัดเกียร์ แต่ที่สมบูรณ์ที่สุดคือการจูนจาก ECU โดยนำคำสั่งจากคันเข้าเกียร์ เข้ากล่องคอมพิวเตอร์ ให้สั่งลดรอบเองแบบอัตโนมัติ คนขับกระทืบคันเร่งให้มิด หมดรอบแล้วก็ยัดเกียรอย่างเดียว อย่างนี้ก็สบายหน่อย แต่ความยากลำบากจะมาอยู่ที่ Tuning ซี่งนักจูนแต่ละท่านต้องคำนวณกันอย่างมาก เพื่อหาช่วงเวลาการสับคันเกียร์ของนักขับแต่ละคนให้สอดคล้องกัน มิฉะนั้นความเสียหายก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วเช่นกัน



Dogbox & Close Ratio
เกียร์ dogbox หมายถึงระบบเกียร์ที่ไม่ต้องเหยียบครัชแล้วเปลี่ยนเกียร์ได้ แต่ Close Ratio จะหมายถึงเฟืองเกียร์ที่มีอัตราทดชิด หมายความว่า อัตราทดในแต่ละเกียร์จะใกล้เคียงกันมากที่สุด เพื่อลดปัญหารอบเครื่องตก เช่น ในเกียร์แบบธรรมดารถบ้านทั่วๆไป เปลี่ยนเกียร์ 1 ที่ 6,800 รอบ ยัดเกียร์ 2 ถอนครัช ส่งคันเร่ง สังเกตเข็มรอบจะตกลงไปเหลือแค่ 4,500 รอบ ถ้าเป็นเครื่องเทอร์โบใหญ่ๆ แบบบูชมาเต็มๆที่ 5000 รอบล่ะ การรอรอบก็จะเกิดขึ้น
ส่วนเกียรแบบ Close Ratio จะทำเฟืองมาให้อัตราทดชิดกว่า เมื่อเปลี่ยนเกียรที่ 6,800 รอบ สับเกียร์ 2 วัดรอบตกมาอยู่ที่ 5,500 รอบ บูชเทอร์โบยังคงมาเต็มที่ ก็จะทำให้อัตราเร่งของรถต่อเนื่องกว่า ในเกียร์ Dogbox เป็นเกียร์ที่ทำมาเพื่อใช้ในการแข่งขัน อัตราทดของ Dogbox จะจับคู่มากับ Close Ratio ซึ่งเป็นลักษณะฟันเฟืองตรง ส่วนประกอบภายในห้องเกียร์สามารถแยกออกได้ทีละชิ้น ฟันเฟืองทุกตัวจะทำมาในลักษณะชุด Kit ที่จะมีฟันเฟืองมาให้เลือกมากมาย สามารถสับเปลี่ยนได้อย่างง่ายๆ ตามความพอใจ สำหรับการ Setup อัตราทดเกียร์ให้เหมาะสมกับ เฟืองท้าย ขนาดล้อ-ยาง Power Band ของเครื่องยนต์ นิสัยนักแข่ง และรูปแบบของสนามแข่งขันได้ง่ายดายกว่า เกียร์แบบธรรมดาอยู่มาก



Dogbox & Sequential Shifter
Sequential Shifter หมายถึงคันเข้าเกียร์แบบผลักขึ้น และดึงลงทีละเกียร์ Dogbox ต่างจากพวก Syncho อยู่ที่ว่า การเข้าเกียร์นั้นต้องทำให้ได้ไวที่สุด (มือลิงที่สุด) ยิ่งเข้าเกียร์ได้ไวเท่าไหร่ เกียร์ Dog-box ก็จะสึกหรอน้อยลงเพียงนั้น ต่างจากพวก Syncho ยิ่งเข้าได้ไว้เท่าไหร่ก็พังไวเท่ากัน ทั้งนี้เพราะในเกียร Dogbox อย่างที่ทราบแล้วว่า ระบบการชะลอฟันเฟืองจะใช้ แหวน Dog ring เป็นตัวสัมผัสนำร่อง ยิ่งสัมผัสนานเท่าไหร่ ความสึกหรอก็จะมากขึ้น ซึ่งช่วงเวลาที่กำลังเปลี่ยนจากเกียร์หนึ่ง ไปสู่อีกเกียร์หนึ่ง ช่วงเวลานี้เขาเรียกกันว่า Dog Zone คือช่วงเวลาที่ฟันเฟือง ย้ายจากตัวหนึ่งไปสู่อีกตัวหนึ่ง ยิ่งนานมากยิ่งสึกหรอมาก ยิ่งถ้าเข้าเกียร์ผิด แบบวิ่งเกียร์ 2 เต็ม แล้วยัดผิดมาเกียร์ 1 ละก็ผลกระจายแน่ๆ การแก้ปัญหาของเกียร์ Dogbox ส่วนมากจะจับคู่กับคันเข้าเกียร์แบบ Sequential คือเป็นระบบเปลี่ยนเกียร์แบบเลื่อนขึ้น และเลื่อนลง เช่นเวลาเปลี่ยนที่สูงขึ้น Shift Up ก็แค่ดันคันเกียร์ไปข้างหน้า 1 ครั้ง พอจะ Shift Down ลดเกียร์ก็ดึงกลับทีละเกียร์ แบบนี้จะทำให้ไม่สามารถข้ามเกียร์ได้ คันเกียร์แบบ Sequential นี้มีราคาแพงมากๆ ระหว่างหลักหลายหมื่น จนถึงหลักแสน ยิ่งแพงเท่าไหร่ ความแม่นยำ และจังหวะเวลาในการเกิด Dog Zone ก็จะน้อยเพียงนั้น ส่วนคันเกียร์ที่เราใช้อยู่ทั่วๆไป เรียกกันว่า H-Patten คือการเข้าเกียร์เป็นแบบรูปตัว H โยกขึ้น - โยกลง – ซ้าย – ขวา สลับกันไปทีละเกียร์ แบบนี้ถ้าเป็นในรถแข่ง แบบเข้าโค้งแรงๆ (แรง G ในโค้งสูงๆ ) โอกาสข้ามเกียร์นั้นเกิดขึ้นได้ง่ายกว่า ความเสียหายก็แค่เกียร์กระจาย แต่ในนักแข่งที่ชำนาญระบบ H-Patten ก็ยังมีใช้กันอยู่ เราจึงเห็นว่ารถแข่ง จึงเลือกใช้คันเกียร์แบบ Sequential เสียส่วนมาก



Dogbox & Air Shifter
สุดยอดของการเปลี่ยนเกียร์ต้อง Air Shifter เป็นระบบการเปลี่ยนเกียร์ด้วย แรงดันลม หรือระบบนิวเมตริก ส่วนมากเกียร์ Dogbox ที่ถูกพัฒนาทำมาเพื่อใช้ในการแข่งขัน แบบควอเตอร์ไมล์ มักจะนิยมใช้การเปลี่ยนเกียร์ด้วยระบบนี้ Air Shifter จะไม่มีสาย หรือขาโยงคันเข้าเกียร์ ที่คันเกียร์ระบบนี้จะทำงานด้วยสวิทย์ไฟฟ้า ไปสั่งงานแม่ปั้มไฮโดลิคไฟฟ้า ให้เปิดลมจากถังลม เข้าไปดันชุดไฮโดรลิกที่อยู่ภายในห้องเกียร์ เพื่อให้ชุดเปลี่ยนเกียร์เลื่อน แบบนี้นักขับ เพียงแค่เหยียบครัช แล้วออกตัวที่เกียร์แรกเท่านั้น พอขึ้นเกียร์ 2 ก็ทำการโยกคันเกียรสวิทย์เท่านั้น ระบบเปลี่ยนเกียร์ก็จะทำงาน จนหมดรอบ ก็ทำการโยกคันเกียร์ขึ้นไปเลื่อยๆ ทีละเกียร์ Air Shifter นั้นจะทำการเปลี่ยนเกียร์ลักษณะ Shift Up หรือเกียร์สูงขึ้นที่ละเกียร์เท่านั้น ไม่สามารถเปลี่ยนลง หรือลดเกียร์ต่ำได้ ซึ่งเหมาะกับรถแข่งทางตรง เป็นป้องกันการเข้าเกียร์ผิดพลาด หรือว่าวเกียร์ หรือควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ด้วยคอมพิวเตอร์


เอาพอเป็นความรู้เล็กๆ น้อยๆ กับ เกียร์แบบ Dogbox และระบบเปลี่ยนเกียร์แบบต่างๆ อย่างที่ว่าหละครับ รถบางคัน โมเครื่องยนต์กันเป็นหลักล้าน แต่อีกคันโมเพียงไม่กี่แสน แต่ถ้าได้เกียร์ดีๆสักลูก กลับแซงหน้าได้อย่างง่ายๆ แต่ก็ไม่พ้นหลอกครับเรื่องเสียเงิน (อะไรที่วิ่งได้เร็วขึ้น ก็ยิ่งย่อมพังได้เร็วขึ้น) เป็นเรื่องของธรรมชาตินะขอรับ

ขอบคุณ คุณ R._Suji_Kung
http://atcloud.com/discussions/44483
มีตัวอย่างของจริงใน youtube.com ใครสนใจลองเสิร์ชดูได้ครับ มีเยอะ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 17, 2010, 11:06:29 PM โดย tot*ต๊อด » บันทึกการเข้า
 
tot*ต๊อด
ใบขับขี่ชั่วคราว
**

คะแนนถูกใจ 6
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 485



« #1 เมื่อ: มกราคม 17, 2010, 09:25:20 PM »

Heel(ส้นเท้า) & Toe(ปลายเท้า)...คำถามยอดฮิต แต่ตอบกันผิดเป็นประจำ...

Heel & Toe นั้นเป็นเทคนิคที่ใช้ในการ Shift down หรือ เปลี่ยนเกียร์ลงเกียร์ต่ำขณะที่กำลังเบรคก่อนที่จะทำการเลี้ยวเข้าโค้ง เน้น..."เบรคก่อนที่จะทำการเลี้ยวเข้าโค้ง" โดยที่ไม่ให้เกิดอาการที่เรียกว่า Engine Braking และขอย้ำอีกครั้งว่า ถ้าใครในโลกนี้ทำตัวเป็น"กูรู้"สอนขับรถแข่ง แล้วบอกให้คุณใช้ Engine Braking ละก้อ กรุณาเดินหนีให้ไกลๆ แล้วไม่ต้องฟังมันพูดอีก

Heel & Toe นั้นจะ Effective หรือมีประสิทธิภาพอย่างสมบูรณ์ ต้องใช้ควบคู่กับ Double De-clutching ด้วย ตามที่คุณโก้(ที่ตอบมาเป็นภาษาอังกฤษ)นั้นบอกมานั้นเกือบถูก แต่หายไปหนึ่งสเตปคือสเตปของ Double De-clutching แล้วไอ้ Heel & Toe with Double De-clutching นี่ มันทำยังไง โอเค เตรียมตัวนะ จะบอรวดเดียวไม่มีเว้นวรรค เพราะตอนที่ทำ คุณจะมีเวลาแค่ 3-5 วินาที ก่อนที่จะต้องเลี้ยวเข้าโค้ง

....ขับสุดคันเร่งมาจนถึงจุดเบรคก่อนถึงโค้งยกเท้าขวาจากคันเร่งแล้วกดแป้นเบรคด้วยเท้าขวาเต็มตีนแบบThreshold Brakingโดยไม่ทำให้ล้อใดล้อหนึ่งล๊อค(เกือบล็อคโอเคแต่อย่าล็อค)ในขณะที่เท้าซ้ายกดลงบนแป้นคลัทช์มือซ้ายขยับหัวเกียร์จากเกียร์5(สมมุติว่าสุดทางตรงที่สนามพีระฯ)มาที่"เกียร์ว่าง"เท้าซ้ายถอนคลัทช์แล้วใช้ส้นหรือขอบเท้าของเท้าขวาBlipหรือ"เบิ้ล"คันเร่งในขณะที่ยังเบรคอยู่เท้าซ้ายเหยียบแป้นคลัทช์อีกที่มือซ้ายขยับหัวเกียร์ลงมาเกียร์4เท้าซ้ายถอนคลัทช์ถ้าต้องใช้เกียร์3เหยียบคลัทช์อีกทีเข้าเกียร์ว่างถอนคลัทช์เบิ้ลคันเร่งเหยียบคลัทช์อีกที่เข้าเกียร์3ถอนคลัทช์Trailเบรคแล้วเริ่มเลี้ยวเข้าโค้ง.....ทำทันไม๊?....ต้องทำให้ทันเพราะทั้งหมดนี้ต้องทำในขณะที่เบรคก่อนที่จะเลี้ยวเข้าโค้ง

ถ้าเปลี่ยนจาก 5 มา 4 มา 3 มันทำไม่ทัน จะเปลี่ยนจาก 5 มา 3 เลยก้อได้ แต่ค้องรอให้รถช้าลงมาให้รบพอดีก่อน ในกรณีที่เกียรเป็น H-pattern เราเปลี่ยนเกียร์ข้ามได้ แต่ถ้าใช้เกียร์ Sequential ก้อต้องไล่ลงมาทีละเกียร์

หลายคนป่านนี้คงมึนกับตรงที่...กดคลัทช์เข้าเกียร์ว่างถอนคลัทช์เบิ้ลคันเร่งเหยียบคลัทช์เข้าเกียร์ต๋ำถอนคลัทช์...แล้วถามว่า "ทำไมต้องทำด้วยวะ?" คำตอบก้อคือ มันทำให้ Synchromech engagement ในขณะ shift down มันง่ายขึ้น ถ้าคุณไม่เข้าเกียร์ว่างถอนคลัทช์ แต่แค่เหยียบคลัทช์แล้วเบิ้ลคันเร่งเฉยๆ คุณแค่ match รอบเครื่องให้เท่ากับรอบของเกียร์เฉยๆ แต่คุณยังใช้ Synchro ring ให้มันทำงานอยู่ ถ้าเกียร์ ratio ของคุณมันยังห่าง Synchro ring มันยังต้องใช้เวลานิดนึงในการทำงานอยู่ shift down ของคุณมันก้อจะช้า การเข้าเกียร์ว่าง ถอนคลัทช์ แล้วเบิ้ลคันเร่ง ทำให้เราใช้เครื่องต่อกับเกียร์ผ่านคลัทช์ไปช่วยหมุนเฟืองเกียร์ให้ทัน match รอบกันเร้ซขึ้นโดยไม่ต้องอาศัยการทำงานของ Synchro ring การ shift down ก้อจะงายขึ้น เร็วขึ้น แถมไม่เปลือง Synchro ring อีกต่างหาก หรือคุณจะถอด Synchro ring โยนทิ้งไปเลยก้อได้

มึนไม๊ละครับพี่น้อง เหอๆ  :yociexp44:
ขอบคุณ คุณ MOKAN
จากhttp://www.racing-club.net/board/index.php?topic=263.10;wap2
บันทึกการเข้า
onnton
ใบขับขี่ตลอดชีพ
****

คะแนนถูกใจ 3
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1375



« #2 เมื่อ: มกราคม 17, 2010, 09:51:51 PM »

 
บันทึกการเข้า
tot*ต๊อด
ใบขับขี่ชั่วคราว
**

คะแนนถูกใจ 6
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 485



« #3 เมื่อ: มกราคม 17, 2010, 10:14:34 PM »

ความเชื่อผิดๆที่ว่ารถหนักทรงตัวดีกว่ารถเบา....
       คนใช้รถหรือผู้ขับรถมักได้ยินภาษาชาวบ้านที่ว่ารถ(คันไหนมีน้ำ)หนัก(มาก)จะทรงตัวดีกว่ารถ(คันที่มีน้ำหนัก)เบา หรือรถเบาวิ่งทางไกลร่อนหรือปลิว อะไรประมาณนี้ โดยความเชื่อนี้น่าจะมาจากในสมัยก่อนรถเก๋งยุโรปคันใหญ่ เครื่องใหญ่ แรง ราคาแพง และหนัก มักจะทรงตัวด๊กวว่ารถญี่ปุ่นคันเล็ก ราคาถูก พอมีการพูดกันปากต่อปากจากผู้ไม่มีความรู้ความเข้าใจ จึงเกิดการถ่ายทอดเป็นคความเข้าใจผิดๆ ได้ขยายวงความเชื่อออกไปเรื่อยๆ ที้งนี้เพราะในสมัยนั้นเรื่องเทคโนโลยีของรถญี่ปุ่นยังล้าหลังกว่าฝั่งยุโรปพอสมควร ทำให้อุปกรณ์ต่างๆรวมถึงระบบควบคุม และช่วงล่างด้อยประสิทธิภาพกว่า แต่ในความจริงแล้วเรื่องของการทรงตัวในการเคื่อนที่ด้วยความเร็ว ปัจจัยหลักไม่ได้อยู่ที่มวลน้ำหนักรวมของรถอย่างที่เชื่อกัน ทั้งนี้ต้องมองที่ระบบอากาศพลศาสตร์ ระบบช่วงล่าง ในกรณีที่จุด 0 ถ่วง ระยะฐานล้อ และค่ามุมต่างๆเท่าหรือใกล้เคียงกัน เช่นถ้าเกิดรถคุณออกแบบรูปทรงไม่ดีมีค่าสัมประสิทธิแรงเสสียดทานสูงหรือต้านลม หรือมีการจัดเรียงกระแสลมไม่ดี เช่นมีลมช้อนด้านล่างมากไปก็จะทำให้แรงยึดเกาะด้านหน้าลดลง สิ้นเปลืองน้ำมันเป็นต้น ถ้ามากไปก็จะเกิดแรงกดมาก เกิดแรงต้านมาก ไปสร้างภาระกับช่วงล่างและสิ้นเปลืองน้ำมันเช่นกัน รถที่น้ำหนักของช่วงล่างมากๆ(เพราะต้องการความแขข็งแรง หรือเพราะต้องรับน้ำหรักตัวถัง หรือน้ำหนักบรรทุก)จะให้ให้การเคลื่อนตัวหรือให้ตัวของช่วงล่างได้ไม่สะดวก หรือทื่อ ทำให้ความสสมดุลของตัวรถเสียไป เป็นต้น สาเหตุที่รถเก๋งขนาดเล็กเจอกระแสลมบนไฮเวย์หรื่อมอเตอร์เวย์แล้วเกิดการแก่วงตัวนั้น น่าจะเป็นเพราะระบบอากาศพลศาสตร์ไม่ดี การออกแบบระบบช่วงล่าง ระบบช็อคอัพ หรือตัวถังที่ไม่แข็งแรงมีระยะบิดตัวจากจุดยึดต่างๆ มากกว่ารถเก๋งคันใหญ่ราคาแพง ที่ไม่ใช่ปัจจัยหลักเรื่องน้ำหนักรวมของรถ
 
บันทึกการเข้า
clinicyont
ดริฟต์คิงขั้นเทพ
*

คะแนนถูกใจ 89
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 7259


"อยากได้คันใหม่ แต่เงินไม่มี"


« #4 เมื่อ: มกราคม 17, 2010, 10:27:40 PM »

ดีครับ 
ขอบคุณครับ
สาระดีดี.
บันทึกการเข้า
Murcielago
ใบขับขี่ตลอดชีพ
****

คะแนนถูกใจ 18
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1094


VT 1542


« #5 เมื่อ: มกราคม 17, 2010, 10:28:22 PM »

      ย้าว ยาวววว
บันทึกการเข้า
Road Runner
ใบขับขี่ตลอดชีพ
****

คะแนนถูกใจ 5
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1462



« #6 เมื่อ: มกราคม 17, 2010, 10:41:15 PM »

 
Thanks
บันทึกการเข้า
tot*ต๊อด
ใบขับขี่ชั่วคราว
**

คะแนนถูกใจ 6
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 485



« #7 เมื่อ: มกราคม 17, 2010, 11:02:06 PM »

แม็กใหญ่ยางแก้มเตี้ยดีกว่าแมกติดรถ...จริงหรือ
      เดี๋ยวนี้กระแสรถกระบะใส่แม็กใหย่กำลังมาแรง บางคนยางเดิมยังไม่แตะพื้นก็ถอดไปเทิร์นแมกใหญ่มาแล้ว ผมพูดถึงแม็กใหญ่ก็ให้หมายความว่า แม็กที่มันทำให้เส้นรอบวงของล้อใหญ่กว่าเดิม ล้อโตขึ้น ไมล์เพี้ยนนั่นแหละ มาดูกันว่าแม็กใหญ่มีผลดีผลเสียอย่างไร
-มีราคาแพง อันนี่แน่นอนอยู่แล้ว ถ้าเป็นแม็กแท้มีญี่ห้อนะครับ แม็กไม่แท้ก็ใช้ดวงมากๆหน่อย
-น้ำหนักมาก แหงล่ะวงมันใหญ่วัสดุที่ใช้ทำก็ต้องเยอะ ทำให้การทรงตัวแย่ลงเพราะน้ำหนักของช่วงล่างมากขึ้น การให้ตัวของช่วงล่างทำได้แย่ลง
-เปลืองน้ำมัน เพราะมีหลักคิดง่ายๆที่ว่า 1 กก.ที่เพิ่มขึ้นของมวลหมุน มีค่าเท่ากัย 15 กก.ของมวลรวม นั่นหมายยความว่า ถ้าล้อคุณใหญ่ขึ้นหนักขึ้นข้างละ 2 กก.(นี่ตัวอย่าง เรื่องจริงมากกว่านี้)เมื่อคุณขับรถ หรือรถคุณเคลื่อนที่จะตีคร่าวๆว่ามีน้ำหนักหรือโหลดที่เครื่องต้องรับภาระเพิ่มเป็น 2*4*15= 120 กก. หนักเท่าๆกับภรรยาของสมาชิกบางคนเลยนะครับ(ล้อเล่น)
-ค่ามุมเพี้ยน เพราะแม็กใหญ่ส่วนใหญ่จะทำหน้ากว้างกว่าเดิม ความจริงใส่แม็กกว้างกว่าเดิมก็พอได้เพราะโรงงานเค้ายังเผื่อค่ามาบ้าง แต่ถ้ามากกว่าเดิมเยอะ ค่ามุมต่างๆก็จะเพี้ยนไป ออฟเซตก็ต่างจากเดิม หรือถึงจะใกล้เคียงของเดิมก็มีการยื่นหรือหุบมากกว่าเดิมเพราะขนาดความกว้างที่เพิ่มมานั่นเอง ค่าที่ผิดไปจะส่งผลถึงการควบคุมบังคับโดยตรง อาจมีปัญหาเรื่องการติดซุ้มเวลายืด-ยุบ หรือบังคับเลี้ยว เป็นต้น
-เสียหายง่าย/มีความสึกหรอของช่วงล่างสูง/แข็งกระด้าง เพราะมักต้องใช้คู่กับยางแก้มเตี้ย ประกอบกับถนนในบ้านเราอยู่ในสภาพแย่ มีร่องหลุมเป็นจำนวนมาก ธรรมชาติของยางแก้มเตี้ยคือมีระยะยุบตัวของแก้มยางน้อย ต้องสูบลมให้มีแรงดันสูงกว่าปกติ แต่จะเกิดเป็นปัญหาเรื่องความกระด้างแทน จึงต้องลดลมยาง แต่เมื่อลดลมยางเวลาที่หน้ายางกระแทกแรงๆกับผิวถนนที่ไม่เรียบจะทำให้ยุบมาจนถึงตัวแม็ก จนทำให้เกิด การดุ้ง คด งอ หรือแตกได้
-ระยะเบรคมากขึ้น/เบรคสสึกหรอมากขึ้น เพราะนน้ำหนักของล้อที่มากขึ้นทำให้สะสมพลังงงานจลน์มาก ต้องใช้กำลังในการหยุดที่มากขึ้น


ส่วนข้อดีคือ..ดูหรูหรา ราคาแพง และสวยงาม บางท่านอาจคิดว่ามีการยึดเกาะของหน้ายางที่กว้างมากขึ้น แต่ก็เป็นการเพิ่มแรงเสียดทานต้านการเคลื่อนที่เช่นกัน ย่อมเปลืองน้ำมันมากขึ้น หรืออาจคิดว่าเกาะถนนดีเข้าโค้งได้เร็วขึ้น แต่ถ้าไปพิจารณาเรื่องน้ำหนักของล้อที่มากขึ้น ช่วงล่างให้ตัวได้แย่ลง และตัวรถมีจุด 0 ถ่วงที่สูงขึ้น ก็จะพบว่าไม่เป็นนความจริง
บันทึกการเข้า
clinicyont
ดริฟต์คิงขั้นเทพ
*

คะแนนถูกใจ 89
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 7259


"อยากได้คันใหม่ แต่เงินไม่มี"


« #8 เมื่อ: มกราคม 17, 2010, 11:04:45 PM »

รวมเล่มแจกพี่น้องเลยดีเปล่า ต๊อด...หึหึหึ.
บันทึกการเข้า
tot*ต๊อด
ใบขับขี่ชั่วคราว
**

คะแนนถูกใจ 6
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 485



« #9 เมื่อ: มกราคม 17, 2010, 11:10:07 PM »

รวมเล่มแจกพี่น้องเลยดีเปล่า ต๊อด...หึหึหึ.
หึๆ...
บันทึกการเข้า
Yutithum
ใบขับขี่ 5 ปี
***

คะแนนถูกใจ 6
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 847


สู้ ! เพื่ออนาคต


« #10 เมื่อ: มกราคม 18, 2010, 12:05:37 AM »

 
ความรู้ใหม่ๆๆ
บันทึกการเข้า
xzozis
มือใหม่หัดขับ
*

คะแนนถูกใจ 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 27



« #11 เมื่อ: มกราคม 18, 2010, 12:28:30 AM »

 
บันทึกการเข้า
BEAT
ใบขับขี่ 5 ปี
***

คะแนนถูกใจ 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 728


VT-1229 พวกแปดริ้ว


« #12 เมื่อ: มกราคม 18, 2010, 01:13:49 AM »

 
บันทึกการเข้า
jun1171
ดริฟต์คิงขั้นเซียน
*****

คะแนนถูกใจ 20
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4994


ตอนเดียว หอยขมิบ By ปากน้ำดีเซล


« #13 เมื่อ: มกราคม 18, 2010, 01:23:17 AM »

    
บันทึกการเข้า
Boy_Smart
ใบขับขี่ตลอดชีพ
****

คะแนนถูกใจ 5
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1293



« #14 เมื่อ: มกราคม 18, 2010, 03:33:15 AM »

  ตาลายเลย
บันทึกการเข้า
tot*ต๊อด
ใบขับขี่ชั่วคราว
**

คะแนนถูกใจ 6
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 485



« #15 เมื่อ: มกราคม 18, 2010, 06:30:25 AM »

นี่ครับ..เอาเทคนิค Heel & Toe ของปู่ Rhol "Walter Rhol" อดีตนักแข่งแรลลี่ ที่ตอนนี้เป็นมือขับทดสอบของ พอร์ช มาให้ดู แกขับได้ระห่ำสุดๆจริงๆ แต่ต้องสังเกตดีๆเพราะแกไมม่ได้ใช้ ส้นเท้า-ปลายเท้า ชัดเจนนัก แต่แกใช้ข้างเท้าแตะ-เขี่ย คันเร่งเอา(ระหว่างที่ทำ Heel & Toe ) อาจเพราะตัวแกใหญ่ เท้าใหญ่ หรือเพราะแป้นที่ปรับแต่งเพื่อการแข่งโดยเฉพาะ แต่ที่น่ากลัวสุดๆก็เป็นผู้ชมที่ยืนติดแทรกแถถมยังวิ่งตัดไป-ตัดมา แบบไม่กลัวตายทั้งนักแข่งทั้งคนดู
http://www.youtube.com/watch?v=aSQ0yGYEYzo
บันทึกการเข้า
ก่อนสอง
ใบขับขี่ 5 ปี
***

คะแนนถูกใจ 5
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 695


สูงสุดสู่สามัญ VT1528


« #16 เมื่อ: มกราคม 18, 2010, 10:35:40 PM »

  ถึงจะอ่านแล้ว งงงงงงงงงงงงง แต่ก็ ขอขอบคุณสำหรับความรู้ใหม่ครับ
บันทึกการเข้า
teerada448
ดริฟต์คิงขั้นเทพ
*

คะแนนถูกใจ 31
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5286


กูรู แต่กรูไม่รู้


« #17 เมื่อ: มกราคม 19, 2010, 05:18:35 AM »

ความรู้และสาระดีๆแบบนี้เดี๋ยวผมจะทำการปักหมุดเอาไว้เปนความรู้ให้กับเพื่อนสมาชิกเปนระยะเวลานึงนะครับเพื่อที่จะได้เปนสาระ ความรู้แก่เพื่อนสมาชิก ท่านอื่นๆต่อไปนะครับ
บันทึกการเข้า
oudkkk
ปรมาจารย์ชั้นเทพ
*****

คะแนนถูกใจ 118
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 24292


4x4 3.0G smart cab แปดริ้ว


« #18 เมื่อ: มกราคม 19, 2010, 06:39:49 AM »

อ่านซะตาลายเลย 
บันทึกการเข้า
bong-yo
ปรมาจารย์ขั้นต้น
**

คะแนนถูกใจ 58
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 9121


คลับไหนก็เพื่อนกัน หากมีคำว่า มิตรภาพ อยู่ในใจ


« #19 เมื่อ: มกราคม 19, 2010, 04:42:46 PM »

 
มีสาระดีมากเลยคับ
 
บันทึกการเข้า
Murcielago
ใบขับขี่ตลอดชีพ
****

คะแนนถูกใจ 18
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1094


VT 1542


« #20 เมื่อ: มกราคม 19, 2010, 04:57:37 PM »

ขอบคุณครับ สำหรับความรู้ใหม่ๆ

หลังจากที่อ่านแล้ว ก็พบว่า คงไม่มีปัญญาขับได้แบบเขา

ไปอ่าน Initial D ต่อดีกว่า 
บันทึกการเข้า
DATA123
มือใหม่หัดขับ
*

คะแนนถูกใจ 1
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 92



« #21 เมื่อ: มกราคม 21, 2010, 04:03:38 AM »

ไม่รู้เรื่องเลยมึน  ยอมขับธรรมดาๆ ดีกว่า
บันทึกการเข้า
vntbo
มือใหม่หัดขับ
*

คะแนนถูกใจ 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 34



« #22 เมื่อ: มกราคม 22, 2010, 02:16:11 PM »

พี่ครับมีวิธีเปลี่ยนเกียร์วีโก้  แบบใช้แข่งควอเตอณไมล์ไหมครับ  แบบรอบสนามยกสูงขอบาย
บันทึกการเข้า
bas.za
มือใหม่หัดขับ
*

คะแนนถูกใจ 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 64



« #23 เมื่อ: มกราคม 25, 2010, 05:37:40 PM »

 
ผม
บันทึกการเข้า
tukvigo
ใบขับขี่ 5 ปี
***

คะแนนถูกใจ 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 501



« #24 เมื่อ: มกราคม 27, 2010, 05:17:25 PM »

                    ได้ความรู้ดีครับ  ให้ลองฝึกคงยาก
บันทึกการเข้า
หน้า: [1] 2 3 4 5   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  


SimplePortal 2.3.3 © 2008-2010, SimplePortal