คืนภาษีรถยนต์คันแรก

(1/2) > >>

woof:
ผมไม่เข้าใจว่าปิกอัพเครื่อง 1500 cc.มียี่ห้ออะไรบ้าง...?


หลักเกณฑ์การคืนเงินสำหรับรถยนต์คันแรก

1.เป็นรถยนต์คันแรกของผู้ซื้อที่ซื้อตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.2554 จนถึงวันที่ 31 ธ.ค.2555
2.เป็นรถยนต์ราคาขายปลีกไม่เกิน 1 ล้านบาทต่อคัน
3.เป็นรถยนต์นั่ง ขนาดความจุกระบอกสูบไม่เกิน 1,500 ลูกบาศก์เซนติเมตร/รถกระบะ (Pick up)/รถยนต์นั่งกึ่งบรรทุก (Double Cab)
4.เป็นรถยนต์ที่ผลิตขึ้นในประเทศ ไม่รวมถึงรถยนต์ที่ประกอบจากชิ้นส่วนนำเข้าใช้แล้วจากต่างประเทศ (รถยนต์จดประกอบ)
5.คืนเงินเท่ากับค่าภาษีตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 1 แสนบาทต่อคัน
6.ผู้ซื้อต้องมีอายุ 21 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป
7.ผู้ซื้อต้องครอบครองรถยนต์ไม่น้อยกว่า 5 ปี
8.การคืนเงินจะคืนเมื่อครอบครองรถยนต์ 1 ปี ไปแล้ว (เริ่มจ่ายคืนให้ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.2555 เป็นต้นไป)

eagle:
ผมเข้าใจว่าเป็นแบบนี้นะ
1. เป็นรถยนต์นั่ง ขนาดความจุกระบอกสูบไม่เกิน 1,500 ลูกบาศก์เซนติเมตร หรือถ
2. รถกระบะ (Pick up) หรือ
3. รถยนต์นั่งกึ่งบรรทุก (Double Cab)

 v066

Chanut7200:
หลักเกณฑ์คืน1แสน 'รถยนต์' คันแรก

 บันทึกวิเคราะห์สรุป
          ประกอบการเสนอการคืนเงินสำหรับรถยนต์คันแรก
          เหตุผลความจำเป็นในการเสนอการคืนเงินสำหรับรถยนต์คันแรก
          1.ความเป็นมาของเรื่องนี้
          ตามนโยบายของรัฐบาลที่นายกรัฐมนตรี(นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร) แถลงต่อรัฐสภาเมื่อวันอังคารที่ 23 สิงหาคม 2554 ซึ่งมีนโยบายยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน โดยเพิ่มกำลังซื้อภายในประเทศ สร้างสมดุลและความเข้มแข็งอย่างมีคุณภาพให้แก่ระบบเศรษฐกิจมหภาคโดยให้มีมาตรการภาษีเพื่อลดภาระการลงทุนสำหรับสิ่งจำเป็นในชีวิตของประชาชนทั่วไปได้แก่ บ้านหลังแรก และรถยนต์คันแรก กรมสรรพสามิตได้รับมอบหมายจากกระทรวงการคลังให้ดำเนินการตามแนวทางใช้มาตรการภาษีเพื่อลดภาระการลงทุนสำหรับสิ่งจำเป็นในชีวิตของประชาชนทั่วไปสำหรับรถยนต์คันแรกเพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณา
          2.เหตุผลความจำเป็นที่ต้องเสนอคณะรัฐมนตรี
          เพื่อลดภาระการลงทุนสำหรับสิ่งจำเป็นในชีวิตของประชาชนทั่วไปสำหรับรถยนต์คันแรกทั้งนี้ การดำเนินการตามมาตรการดังกล่าวคาดว่าจะส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจและประชาชนดังนี้
          1.สนับสนุนให้ประชาชนมีโอกาสซื้อรถยนต์สำหรับผู้ที่ไม่เคยมีรถยนต์มาก่อน สามารถซื้อรถยนต์ได้ ไม่น้อยกว่า 500,000 คนรถยนต์ได้ ไม่น้อยกว่า 500,000 คน
          2.มาตรการนี้จะสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์และอุตสาหกรรมต่อเนื่องให้มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากอุตสาหกรรมยานยนต์เป็นอุตสาหกรรมหลักของประเทศไทยซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย
          3.มาตรการดังกล่าวนี้จะส่งผลให้การจัดเก็บรายได้ของรัฐบาล เช่น ภาษีเงินได้นิติบุคคลภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีสรรพสามิตรถยนต์ เพิ่มมากขึ้น3.ความเร่งด่วนของเรื่อง
          เรื่องนี้เป็นนโยบายรัฐบาลที่ต้องเร่งดำเนินการ เพื่อให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม2554 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2554 ซึ่งต้องขอตั้งงบประมาณในพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ.2555-2556
          4.สาระสำคัญหรือข้อเท็จจริง
          เห็นควรกำหนดหลักเกณฑ์การคืนเงินสำหรับรถยนต์คันแรก ดังต่อไปนี้
          4.1 เป็นรถยนต์คันแรกของผู้ซื้อที่ซื้อตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2554 จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม2555
          4.2 เป็นรถยนต์ราคาขายปลีกไม่เกิน1,000,000 บาท/คัน
          4.3 เป็นรถยนต์นั่ง ขนาดความจุกระบอกสูบไม่เกิน 1,500 ลูกบาศก์เซนติเมตร/ รถยนต์กระบะ (Pick up)/ รถยนต์นั่งที่มีกระบะ (Double Cap)
          4.4 เป็นรถยนต์ที่ผลิตขึ้นในประเทศ ไม่รวมถึงรถยนต์ที่ประกอบจากชิ้นส่วนนำเข้าใช้แล้วจากต่างประเทศ (รถยนต์จดประกอบ)
          4.5 คืนเงินเท่ากับค่าภาษีตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 100,000 บาท/คัน
          4.6 ผู้ซื้อต้องมีอายุ 21 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป4.7 ผู้ซื้อต้องครอบครองรถยนต์ไม่น้อยกว่า 5 ปี4.8 การคืนเงินจะคืนให้เมื่อครอบครองรถยนต์1 ปีไปแล้ว (เริ่มจ่ายคืนให้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม2555 เป็นต้นไป)
          5.แนวทางการดำเนินงาน
          5.1 ผู้ซื้อรถยนต์ดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม2555 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2555 ต้องยื่นคำขอคืนเงินกับกรมสรรพสามิตหรือสำนักงานสรรพสามิตพื้นที่พร้อมเอกสารหลักฐาน ดังนี้
          5.1.1 หนังสือยินยอมสละสิทธิการโอนภายใน 5 ปี
          5.1.2 สำเนาบัตรประชาชนและทะเบียนบ้านของผู้ซื้อ
          5.1.3 สำเนาหนังสือสัญญาเช่าซื้อ (ในกรณีเช่าซื้อ)
          5.2 กรมสรรพสามิตหรือสำนักงานสรรพสามิตพื้นที่มีหนังสือถึงกรมการขนส่งทางบก หรือสำนักงานขนส่งจังหวัด เพื่อขอให้ตรวจสอบการครอบครองรถยนต์คันแรก และแจ้งการสละสิทธิในการโอนภายใน 5 ปีของผู้ซื้อ
          5.3 กรมการขนส่งทางบก หรือสำนักงานขนส่งจังหวัด ตรวจสอบแบบและบันทึก "ห้ามโอนภายใน 5 ปี"ลงในระบบคอมพิวเตอร์และในสมุดคู่มือการจดทะเบียน
          5.4 กรมการขนส่งทางบก หรือสำนักงานขนส่งจังหวัด ส่งหนังสือรับรองการครอบครองรถยนต์คันแรก และสำเนาคู่มือการจดทะเบียนที่บันทึก"ห้ามโอนภายใน 5 ปี" ให้กรมสรรพสามิตหรือสำนักงานสรรพสามิตพื้นที่
          5.5 กรมสรรพสามิตหรือสำนักงานสรรพสามิตพื้นที่ตรวจสอบเอกสารหลักฐานต่างๆ และสั่งจ่ายเช็คให้แก่ผู้ซื้อตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2555 เป็นต้นไป
          6.ประเด็นที่ต้องการให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาและอนุมัติ
          ขอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติดังนี้
          6.1 หลักการและแนวทางการคืนเงินแก่ผู้ซื้อรถยนต์คันแรกตามที่เสนอข้างต้น
          6.2 การจัดตั้งงบประมาณในการดำเนินการดังนี้
          6.2.1 อนุมัติและจัดสรรงบประมาณในปีงบประมาณ พ.ศ.2555 จำนวน 100 ล้านบาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ
          6.2.2 อนุมัติและจัดสรรงบประมาณในปีงบประมาณ พ.ศ.2556 จำนวน 30,000 ล้านบาทเพื่อคืนเงินสำหรับรถยนต์คันแรกเท่ากับภาษีตามที่จ่ายจริงแต่ไม่เกินคันละ 100,000 บาท
          6.3 อนุมัติเป็นหลักการให้หัวหน้าส่วนราชการกรมสรรพสามิต (อธิบดีกรมสรรพสามิต) หรือผู้ที่อธิบดีมอบหมายมีอำนาจอนุมัติให้คืนเงินสำหรับรถยนต์คันแรกให้กับผู้ซื้อ
          6.4 มอบหมายให้กรมการขนส่งทางบกกระทรวงคมนาคม ให้ความร่วมมือกับกรมสรรพสามิตในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการแสดงหลักฐานการครอบครองรถยนต์คันแรก การบันทึกข้อมูลห้ามจำหน่ายจ่ายโอนรถยนต์ภายใน 5 ปี ตามมาตรการดังกล่าวของรัฐบาล ต่อไป
          7.วิเคราะห์สรุปในการเสนอการคืนเงินสำหรับรถยนต์คันแรก
          7.1 เหตุผลความจำเป็นที่ต้องเสนอคณะรัฐมนตรี
          การดำเนินการมาตรการดังกล่าวคาดว่าจะส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจและประชาชนดังนี้
          1.สนับสนุนให้ประชาชนมีโอกาสซื้อรถยนต์สำหรับผู้ที่ไม่เคยมีรถยนต์มาก่อน สามารถซื้อรถยนต์ไม่น้อยกว่า 500,000 คน
          2.มาตรการนี้จะสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์และอุตสาหกรรมต่อเนื่องให้มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากอุตสาหกรรมยานยนต์เป็นอุตสาหกรรมหลักของประเทศไทย ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย
          3.มาตรการดังกล่าวนี้จะส่งผลให้การจัดเก็บรายได้ของรัฐบาล เช่น ภาษีเงินได้นิติบุคคลภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีสรรพสามิตรถยนต์เพิ่มมากขึ้น
          ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาจากปริมาณการเสียภาษีในปีงบประมาณ 2553 เป็นฐาน พบว่ามีปริมาณรถยนต์นั่งขนาดไม่เกิน 1,800 ลูกบาศก์เซนติเมตร รถยนต์กระบะ (Pick up)และรถยนต์นั่งกึ่งบรรทุก (Double Cap) มีจำนวนประมาณ 520,000 คัน ซึ่งต้องใช้เงินงบประมาณจำนวนมาก ฉะนั้นเพื่อสนับสนุนให้ประชาชนที่มีรายได้น้อยมีโอกาสซื้อรถยนต์สำหรับผู้ที่ไม่เคยมีรถยนต์มาก่อนสามารถซื้อรถยนต์ได้ จึงเห็นควรกำหนดกลุ่มเป้าหมายให้ผู้ซื้อรถยนต์ขนาดไม่เกิน 1,500 ลูกบาศก์เซนติเมตร รถยนต์กระบะ (Pick up) และรถยนต์นั่งกึ่งบรรทุก (Double Cap) ซึ่งมีจำนวนประมาณ 500,000 คัน โดยใช้งบประมาณประมาณ 30,000 ล้านบาท
          7.2 ความเกี่ยวข้องกับกฎหมายอื่น (ไม่มี)
          7.3 ความเกี่ยวข้องกับการใช้กฎหมายโดยส่วนราชการต่างๆ ที่เป็นผู้รักษาการตามกฎหมายอื่นๆ (ไม่มี)
          7.4 การขอข้อมูล หรือความเห็นจากส่วนราชการ หรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง คือ กรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคม
          7.5 สิทธิและหน้าที่ของบุคคลที่อยู่ภายใต้บังคับของร่างประกาศกระทรวงการคลังที่เสนอ (ไม่มี)
          7.6 มาตรการควบคุมการใช้ดุลพินิจของพนักงานเจ้าหน้าที่ (ไม่มี) เนื่องจากกระทรวงการคลังได้กำหนดไว้อย่างชัดเจนแล้ว
          7.7 การวิเคราะห์ผลกระทบต่อเศรษฐกิจการเงิน และงบประมาณ คือ รายได้ภาษีนิติบุคคล ภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีสรรพสามิตรถยนต์ จะมีรายได้เพิ่มมากขึ้น8.ฉะนั้น กระทรวงการคลัง จึงขอเสนอการดำเนินการตามนโยบายรัฐบาลในเรื่องการคืนเงินสำหรับรถยนต์คันแรกมาเพื่อโปรดพิจารณาอนุมัติหลักการ แนวทางดำเนินการและงบประมาณ พ.ศ.2555-2556 ต่อไป
          ที่มา - เอกสารประกอบวาระพิจารณามาตรการภาษี เพื่อลดภาระการลงทุนสำหรับสิ่งจำเป็นในชีวิต รถยนต์คันแรก ที่กระทรวงการคลังเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)วันที่ 13 กันยายน--จบ--

bravo007:
เครื่องหมาย / ใช้แทนคำว่าหรือ

ดังนั้นรถปิคอัพเขาไม่จำกัด cc. ครับ

kin127:
สรุปแล้ว vigo 2.5- 3.0 อย่างเราจะดั้ยมั้ย v011

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ

[#] หน้าถัดไป