vigothailand,

vigo

,

วีโก้

,

วีโก้แชมป์

,

vigo champ

, toyota vigo,

รถบ้าน

, รถแต่ง, วีโก้ไทยแลนด์, ตลาดรถ, รถมือสอง, toyota, โตโยต้าชัวร์,

vigo 2014

, one2car , รถกระบะมือสอง, โตโยต้า

ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน


   


ลงชื่อร่วมกิจกรรมกับวีโก้ไทยแลนด์

 
ค้นหาในเว็บวีโก้ไทยแลนด์รวดเร็วกว่าด้วยระบบของกูเกิ้ล หาอะไรในเว็บไม่เจอพิมพ์ในช่องว่าง แล้วกด ค้นหา ได้เลย!!!

หน้า: [1] 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ชมรมพระเครื่องVigoThailand  (อ่าน 177718 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 16 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
oa_seaside
ใบขับขี่ตลอดชีพ
****

คะแนนถูกใจ 2
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1408


Oa=VT2119&Chon045&เทวดา061&โคราช50"เดี่ยว!!!รู้จัก


« เมื่อ: ธันวาคม 09, 2010, 09:36:28 AM »




ประวัติพระเครื่อง ความเชื่อ และศรัทธา



     ความเชื่อและศรัทธา เป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกชาติทุกภาษา มีมาแต่ดึกดำบรรพ์ ฉะนั้นจึงปรากฎว่า มีรูปลักษณ์เครื่องรางต่าง ๆ อยู่คู่กับมนุษย์มา ทุกยุคทุกสมัย เพราะสิ่งเหล่านี้ เป็นเครื่องบำรุงขวัญ และกำลังใจ บางครั้งคนที่อยู่ในที่คับขัน อยู่ในระหว่างอันตราย เมื่อนึกถึงสิ่งที่ตนศรัทธา และยึดมั่น เป็นที่พึง ก็ทำให้มีสติมีความมุ่งมั่น ที่จะต่อสู้ฝ่าฟัน ให้พ้นอุปสรรค และอันตราย และด้วยกำลังใจที่เกิดขึ้น ทำให้บรรลุถึงความสำเร็จ ด้วยเหตุนั้น ไม่ว่าจะเป็นคนอยู่ในสมัยใด จึงชอบที่จะมีเครื่องรางไว้สำหรับตัว

     ครั้นเมื่อมนุษย์มีศาสนาเป็น เครื่องนำทางชีวิต ความเชื่อและศรัทธา ที่มีอยู่แต่เดิม ก็พัฒนาเป็นสัญลักษณ์ มีรูปแบบที่เป็นศิลปะมากขึ้น กล่าวเฉพาะ ผู้ที่นับถือพระพุทธศาสนา ต่างนิยม ไปบูชายังสถานที่ พระพุทธองค์ประสูติ ตรัสรู้ ปฐมเทศนา และปรินิพพาน ได้พากันไปปีละมาก ๆ บรรดาพุทธศาสนิกชน ที่ไปยังสังเวชนียสถานดังกล่าว ก็ชอบหาสิ่งที่เป็นปูชนียวัตถุ นำกลับไปบูชา ที่บ้านเมืองของตน พวกชาวเมือง ที่อยู่ในเจดียสถานนั้น ๆ จึงได้คิดทำพระพิมพ์ขึ้น สำหรับจำหน่าย ในราคาที่ไม่แพง ปรากฎว่า มีผู้นิยมยินดีซื้อหากันทั่วไป การสร้างพระพิมพ์ จึงได้มีแพร่หลายมากขึ้น

    ส่วนการสร้างพระพิมพ์ ในประเทศไทยนั้น แต่เดิมไม่มีความประสงค์ จะสร้างเพื่อจำหน่าย เหมือนดังกล่าวข้างต้น พุทธศาสนิกชนคนไทย สร้างพระพิมพ์ขึ้น เพื่อสืบอายุพระพุทธศาสนา ให้ถาวร จึงสร้างพระพิมพ์เป็นจำนวนมาก ฝังไว้ในพระเจดีย์ โดยถือว่า เมื่อพระเจดีย์ล้มสลาย หายสูญไปแล้ว ภายหลังมีใครไปขุดพบพระพิมพ์ ที่สร้างไว้ ก็จะได้รู้ว่า พระพุทธศาสนา เคยประดิษฐานในที่นั้น เป็นเหตุให้น้อมรำลึกถึงพระพุทธคุณสืบต่อไป

     ภายหลังผู้ที่สร้างพระพิมพ์ เป็นผู้ที่บำเพ็ญตบะมีพลังจิต ได้คิดสรรหาวัตถุ ที่เป็นมงคล มาทำพระพิมพ์ และอธิษฐานจิต แผ่พลังให้สถิตอยู่ในพระพิมพ์นั้น ๆ ครั้นเมื่อมีเหตุร้ายต่าง ๆ เกิดขึ้น เช่น เกิดโรคภัยไข้เจ็บ หรือเกิดศึกสงคราม คนทั้งหลายที่นับถือพระพุทธศาสนา ระลึกถึงพระพุทธคุณเป็นที่พึ่ง ก็หาพระพิมพ์ขนาดเล็ก ติดต้วไว้ ทำให้เกิดขวัญกำลังใจ จึงเกิดศรัทธา เชื่อถือเป็นพระเครื่อง สำหรับคุ้มครองให้พ้นจากภยันตรายต่อมา แม้ไม่ได้มุ่งหวัง ในเรื่องคงกะพันชาตรี แต่พระเครื่องที่สร้างขึ้น เป็นสัญลักษณ์ แทนพระพุทธเจ้า และสร้างจากสิ่งที่เป็นมงคล ผู้ที่เคารพกราบไหว้ และปฏิบัติตามคำสอน ของพระพุทธองค์ ก็ย่อมเกิดสิริมงคล แก่ตนเองเช่นเดียวกัน
บันทึกการเข้า
KENSHIRO25
ใบขับขี่ตลอดชีพ
****

คะแนนถูกใจ 53
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2252


VT 1000 jumper's


« #1 เมื่อ: ธันวาคม 13, 2010, 08:18:45 PM »

 มาทักทายยามค่ำๆ ครับ....
บันทึกการเข้า
Yai755
ใบขับขี่ชั่วคราว
**

คะแนนถูกใจ 4
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 462


OFF LOAD & ON LOAD ใจถึงใจ


« #2 เมื่อ: ธันวาคม 14, 2010, 03:08:24 PM »

จัดไปครับมีดีก็เมาโชว์บ้างนะครับ สาธุ
บันทึกการเข้า
oa_seaside
ใบขับขี่ตลอดชีพ
****

คะแนนถูกใจ 2
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1408


Oa=VT2119&Chon045&เทวดา061&โคราช50"เดี่ยว!!!รู้จัก


« #3 เมื่อ: ธันวาคม 15, 2010, 10:09:38 AM »

จัดไปครับมีดีก็เมาโชว์บ้างนะครับ สาธุ
ได้ครับพี่น้อง
บันทึกการเข้า
oa_seaside
ใบขับขี่ตลอดชีพ
****

คะแนนถูกใจ 2
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1408


Oa=VT2119&Chon045&เทวดา061&โคราช50"เดี่ยว!!!รู้จัก


« #4 เมื่อ: ธันวาคม 15, 2010, 10:48:55 AM »

เอามาเรียกน้ำจิ้ม
บันทึกการเข้า
KENSHIRO25
ใบขับขี่ตลอดชีพ
****

คะแนนถูกใจ 53
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2252


VT 1000 jumper's


« #5 เมื่อ: ธันวาคม 15, 2010, 01:54:54 PM »

เข้ามาดู น้ำจิ้ม.....

แค่น้ำจิ้มก็นะ...งามแท้...
บันทึกการเข้า
vichan
ดริฟต์คิงขั้นเซียน
*****

คะแนนถูกใจ 26
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3909


VT1313 โคราชตั้งแต่เกิด


« #6 เมื่อ: ธันวาคม 16, 2010, 06:09:43 AM »

บันทึกการเข้า
oa_seaside
ใบขับขี่ตลอดชีพ
****

คะแนนถูกใจ 2
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1408


Oa=VT2119&Chon045&เทวดา061&โคราช50"เดี่ยว!!!รู้จัก


« #7 เมื่อ: ธันวาคม 16, 2010, 07:27:42 AM »



พะรอรหันต์แห่งกรุงศรี
บันทึกการเข้า
KENSHIRO25
ใบขับขี่ตลอดชีพ
****

คะแนนถูกใจ 53
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2252


VT 1000 jumper's


« #8 เมื่อ: ธันวาคม 17, 2010, 08:30:11 PM »



พะรอรหันต์แห่งกรุงศรี


เห็นพระสวย แล้วมือสั่นเลยหรอครับ....ท่าน oa_seaside
บันทึกการเข้า
oa_seaside
ใบขับขี่ตลอดชีพ
****

คะแนนถูกใจ 2
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1408


Oa=VT2119&Chon045&เทวดา061&โคราช50"เดี่ยว!!!รู้จัก


« #9 เมื่อ: ธันวาคม 18, 2010, 01:01:49 PM »

บันทึกการเข้า
KENSHIRO25
ใบขับขี่ตลอดชีพ
****

คะแนนถูกใจ 53
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2252


VT 1000 jumper's


« #10 เมื่อ: ธันวาคม 18, 2010, 05:02:47 PM »




เต็มชุดเลยนะ....
บันทึกการเข้า
saralamon
ใบขับขี่ 5 ปี
***

คะแนนถูกใจ 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 596


หนุ่มเมืองชล คนลำปาง


« #11 เมื่อ: ธันวาคม 18, 2010, 09:12:30 PM »

สนใจแต่ขาดความรู้
บันทึกการเข้า
Yai755
ใบขับขี่ชั่วคราว
**

คะแนนถูกใจ 4
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 462


OFF LOAD & ON LOAD ใจถึงใจ


« #12 เมื่อ: ธันวาคม 19, 2010, 07:01:25 AM »

ได้แต่นอนฝัน
บันทึกการเข้า
มุดก้อนเมฆ
มือใหม่หัดขับ
*

คะแนนถูกใจ 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 81


VT928 -Building Constructor-


« #13 เมื่อ: ธันวาคม 19, 2010, 10:05:04 AM »

เบญจภาคี สุดๆแล้วครับ...
บันทึกการเข้า
nu_nbm09
ปรมาจารย์ชั้นเทพ
*****

คะแนนถูกใจ 37
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 20484


นุ ซุมโคราช003@VT1117


« #14 เมื่อ: ธันวาคม 19, 2010, 08:43:37 PM »




มีพระอะไรบ้างครับ ชุดเบญจภาคีนี่นะครับ ท่านโอ
ไม่มีความรู้ เลยอยากรู้ไว้บ้างนะครับ
บันทึกการเข้า
มุดก้อนเมฆ
มือใหม่หัดขับ
*

คะแนนถูกใจ 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 81


VT928 -Building Constructor-


« #15 เมื่อ: ธันวาคม 19, 2010, 09:17:16 PM »




มีพระอะไรบ้างครับ ชุดเบญจภาคีนี่นะครับ ท่านโอ
ไม่มีความรู้ เลยอยากรู้ไว้บ้างนะครับ


มีดังนี้ครับ
1.สมเด็จวัดระฆัง พิมพ์ใหญ่ กทม. ในรูปคือองค์ ล่างกลาง
2.พระซุ้มกอ กำแพงเพชร ในรูปคือองค์ บนขวา
3.พระรอด ลำพูน ในรูปคือองค์ บนซ้าย
4.พระผงสุพรรณ สุพรรณบุรี ในรูปคือองค์ ล่างขวา
5.พระสมเด็จนางพญา พิษณุโลก ในรูปคือองค์ ล่างซ้าย
บันทึกการเข้า
oa_seaside
ใบขับขี่ตลอดชีพ
****

คะแนนถูกใจ 2
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1408


Oa=VT2119&Chon045&เทวดา061&โคราช50"เดี่ยว!!!รู้จัก


« #16 เมื่อ: ธันวาคม 20, 2010, 01:46:34 PM »




มีพระอะไรบ้างครับ ชุดเบญจภาคีนี่นะครับ ท่านโอ
ไม่มีความรู้ เลยอยากรู้ไว้บ้างนะครับ


มีดังนี้ครับ
1.สมเด็จวัดระฆัง พิมพ์ใหญ่ กทม. ในรูปคือองค์ ล่างกลาง
2.พระซุ้มกอ กำแพงเพชร ในรูปคือองค์ บนขวา
3.พระรอด ลำพูน ในรูปคือองค์ บนซ้าย
4.พระผงสุพรรณ สุพรรณบุรี ในรูปคือองค์ ล่างขวา
5.พระสมเด็จนางพญา พิษณุโลก ในรูปคือองค์ ล่างซ้าย
ตามที่ท่านมุดก้อนเมฆ กล่าวมานั้นละครับน้านุ น้านุมีซักองค์ไหม
บันทึกการเข้า
oa_seaside
ใบขับขี่ตลอดชีพ
****

คะแนนถูกใจ 2
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1408


Oa=VT2119&Chon045&เทวดา061&โคราช50"เดี่ยว!!!รู้จัก


« #17 เมื่อ: ธันวาคม 20, 2010, 01:56:09 PM »

พระเครื่องเบญจภาคี เอามาฝากพี่น้องๆที่สนใจพระเครื่อง (ฝากน้านุด้วย)

     1.) พระนางพญาพิษณุโลก จัดว่าเป็นพระเนื้อที่มีชื่อเสียงโด่งดัง เป็นพระชั้นนำที่สุดของเมืองพิษณุโลกและถูกจัดให้เป็นพระในชุด “เบญจภาคี” ที่ถือว่าสุดยอดของประเทศไทยอีกด้วย
     พระนางพญากำเนิดที่ “วัดนางพญา” พิษณุโลกความจริงวัดนางพญาก็เป็นวัดเดียวกับ “วัดราชบูรณะ ต่อมาภายหลังได้สร้างถนนผ่ากลางเลยกลางเป็น 2 วัด การได้ชื่อว่า “วัดนางพญา” ก็เพราะได้พบพระนางพญานั่นเอง

     ตามการสันนิฐาน พระนางพญานั้นเป็นผู้ที่สร้างคือ “พระวิษุสุทธิกษัตรี” มเหสีของ “สมเด็จพระมหาธรรมราชา” ผู้ที่ได้สร้างหรือปฏิสังขรณ์วัดราชบูรณะ ซึ่งเป็นบริเวณที่พบพระนางพญานั่นเอง เข้าใจว่าการสร้างพระนางพญานั้นประมาณปี พ.ศ. 2090 – 2100 หรือประมาณสี่ร้อยกว่าปี
     พระนางพญา เป็นพระรูปทรงสามเหลี่ยมทุกพิมพ์นั่งมารวิชัยไม่ประทับบนอาสนะหรือมีฐานรองรับ รูปทรงงดงามแทบทุกพิมพ์โดยเฉพาะจะเน้นบริเวณอกที่ตั้งนูนเด่นและลำแขนทอดอ่อนช้อยคล้ายกับ “ผู้หญิง” จึงเรียกพระพิมพ์นี้ว่าพระพิมพ์ “นางพญา” อีกประการหนึ่งก็คือผู้ที่สร้างก็คือ “พระวิสุทธิกษัตรี” นั่นเอง
พระนางพญาถูกค้นพบเมื่อประมาณ พ.ศ. 2544 สมเด็จพระจุลจอมเกล้าพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 จะเสด็จประพาสเมืองพิษณุโลก ทางจังหวัดจึงเตรียมการรับเสด็จที่วัดนางพญา โดยจัดการสร้างปะรำพิธีรับเสด็จ      เมื่อคนงานขุดหลุมก็เกิดพบพระจำนานมาก ก็คือพระนางพญานั่นเอง ทางจังหวัดและเจ้าอาวาสก็เก็บพระเหล่านั้นไว้ พอสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงเสด็จ ทางเจ้าอาวาสและทางจังหวัดก็ได้นำพระขึ้นทูลเกล้าฯ สมเด็จพุทธเจ้าหลวงก็ได้ทรงแจกจ่ายให้แก่ราชบริพารที่ตามเสด็จถ้วนหน้า ส่วนที่เหลือก็นำกลับกรุงเทพฯ
พระนางพญาถูกค้นพบต่อมาอีกหลายกรุ แต่ก็เป็นพระพิมพ์เดียวกันกับพระที่พบที่วัดนางพญาทุกอย่าง และเนื้อพระก็เนื้อเดียวกัน อาจจะแตกต่างกันก็เพียงภูมิประเทศที่ค้นพบ เช่น พบที่บ้าน “ตาปาน” บริเวณนี้น้ำท่วมประจำ พระเสียผิวมีเม็ดแร่ลอยมาก จึงเรียกว่า “กรุน้ำ” ในปี พ.ศ. 2479 มีผู้พบพระนางพญา ที่วัด “อินทรวิหาร” บรรจุอยู่ในบาตรที่เจดีย์องค์เล็ก
     ต่อมามีผู้ค้นพบพระนางพญาที่วัดเลียบ (ราชบูรณะ) ในกรุงเทพฯ พบที่ “พระราชวังบวรมงคล” (วังหน้า) พบที่ “วัดสังขจาย” ฝั่งธนบุรี ครั้งสุดท้ายพบที่ “วัดราชบูรณะ” จังหวัดพิษณุโลกอีกครั้ง เมื่อมีการทำท่อระบายน้ำในบริเวณวัดในประมาณปี พ.ศ. 2532
พระนางพญา เป็นพระที่สร้างจากเนื้อดิน ผสมว่าน เกสรดอกไม้ 108 ตลอดจนแร่กรวดทรายต่าง ๆ แล้วนำไปเผา

        พระส่วนใหญ่จะมีเนื้อหยาบ ที่ละเอียดอ่อนจะมีน้อยกว่ามาก มีทั้งหมด 7 พิมพ์ด้วยกัน คือ
1. พิมพ์เข่าโค้ง ถือเป็นพิมพ์ใหญ่พิมพ์หนึ่ง
2. พิมพ์เข่าตรง ถือเป็นพิมพ์ใหญ่ โดยเฉพาะพิมพ์เข่าตรง แยกออกเป็น 2 พิมพ์ด้วยกันคือ พิมพ์เข่าตรง “ธรรมดา” กับพิมพ์เข่าตรง “มือตกเข่า” แต่ทั้งสองพิมพ์ก็ถือว่าอยู่ในความนิยมเหมือนกันทั้งคู่
3. พิมพ์อกนูนใหญ่ ถือเป็นพิมพ์ใหญ่
4. พิมพ์สังฆาฏิ ถือเป็นพิมพ์กลาง
5. พิมพ์อกแฟบ (หรือพิมพ์เทวดา) ถือเป็นพิมพ์เล็ก
6. พิมพ์อกนูนเล็ก ถือเป็นพิมพ์เล็ก
7.พิมพ์พิเศษ เช่น พิมพ์เข่าบ่วง หรือพิมพ์ใหญ่พิเศษ
พระนางพญาไม่ว่าพิมพ์ไหน ลักษณะของเนื้อจะเหมือนกันหมด ผิดกันแต่พิมพ์ทรงเท่านั้น ส่วนทางด้านพุทธคุณนั้นยอดเยี่ยมทางด้านเมตตามหานิยม และแคล้วคลาดเป็นเลิศ สมกับเป็นหนึ่งในห้าชุดของชุดเบญจภาคีนั้นเอง
 
[/size]
บันทึกการเข้า
oa_seaside
ใบขับขี่ตลอดชีพ
****

คะแนนถูกใจ 2
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1408


Oa=VT2119&Chon045&เทวดา061&โคราช50"เดี่ยว!!!รู้จัก


« #18 เมื่อ: ธันวาคม 20, 2010, 01:57:23 PM »

2.) พระผงสุพรรณ

            วัดพระศรีมหาธาตุ เป็นต้นกำเนิดของพระเครื่องหนึ่งใน เบญจภาคี อันลือลั่นนั้นตั้งอยู่ในจังหวัดสุพรรณบุรี เป็นพระอารามเก่าแก่ปรากฏพระปรางค์ องค์ประธานตั้งโดดเด่นเป็นสง่า พระอารามแห่งนี้ถูกทอดทิ้งรกร้างอยู่เป็นเวลานานประมาณปี พ.ศ. ๒๔๕๖ มีชาวจีนเข้าไปหักร้างถางพงทำสวนผักในบริเวณวัด และทำการขุดองค์พระปรางค์ประธาน พบแก้วแหวนเงินทองสมัยโบราณเป็นจำนวนมาก จนข่าวกรุแตกกระจายไป ลุงเจิม อร่ามเรือง นักขุดพระชื่อดังในสมัยนั้นได้ดำเนินการขุดต่อ พบพระผงสุพรรณ พระกำแพงศอก พระมเหศวร พระสุพรรณยอดโถ พระสุพรรณหลังผาน ตลอดจนพระเนื้อชินต่างๆ รวมทั้งแผ่นจารึกลานทองหลายแผ่นซึ่งลุงเจิมได้ทำการหลอมขายจนหม

           ข่าวการลักลอบขุดกรุทราบถึงคณะกรรมการเมืองพระยาสุทรบุรี (อี้ กรรณสูต) เจ้าเมืองสุพรรณบุรี เห็นว่าปล่อยทิ้งไว้ราษฎรคงจะแห่กันไปสร้างความเสียหายต่อสมบัติของชาติ จึงได้เชิญเสด็จพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงสนพระทัยทางโบราณคดี และกำลังค้นหาที่ตั้งของเจดีย์ยุทธหัตถีในเขตเมืองสุพรรณบุรีอยู่ เป็นองค์ประธานเปิดกรุพระปรางค์วัดพระศรีรัตนมหาธาตุอย่างเป็นทางการใน พ.ศ. ๒๔๕๖
ซึ่งเรื่องราวของการเปิดกรุเป็นทางการในครั้งนั้น ปรากฏในพระนิพนธ์ของสมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ซึ่งกล่าวถึงการค้นพบเจดีย์ยุทธหัตถีของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และการถวายพระผงพสุพรรณ พระกำแพงศอก และพระพิมพ์ต่างๆ แด่พระองค์ดังความว่า........เมื่อทรงสักการบูชาพระเจดีย์แล้ว (พระเจดีย์ยุทธหัตถี) พระยาสุนทรสงคราม (อี้ กรรณสูต บรรดาศักดิ์ก่อนเป็นพระยาสุนทรบุรี) ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี นำสิ่งของโบราณต่างๆทูลเกล้าถวาย สิ่งของซึ่งพบที่ดอนเจดีย์เมื่อฉาบดินและแผ้วถางทางรับเสด็จคราวนี้ คือยอดธงชัย เป็นรูปวชิระทำด้วยทองสัมฤทธิ์ยอด ๑...นอกจากสิ่งของที่ได้ที่ดอนเจดีย์ พระยาสุทรสงครามได้นำพระเครื่องซึ่งพบในกรุที่วัดพระธาตุในเมืองสุพรรณบุรี เมื่อจวนจะเสด็จคราวนี้ ทูลเกล้าถวายเป็นพระพุทธลีลาหล่อพิมพ์ด้วยโลหะธาตุอย่างหนึ่ง พระพุทธรูปมารวิชัย พิมพ์ด้วยดินเผาอย่างหนึ่ง อย่างละหลายร้อยองค์ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานแจกแก้เสือป่า ลูกเสือ ทหารและตำรวจ บรรดาที่โดยเสด็จครั้งนี้โดยทั่วกัน...
ในการเปิดกรุครั้งนี้ ได้พบพระพิมพ์ต่างๆเป็นจำนวนมากและได้พบแผ่นจารึกลานทองภาษขอม ซึ่งสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงแปลไว้ กล่าวถึงการสถาปนาพระปรางค์วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ โดยกษัตริย์กรุงศรีอยุธยา และได้รับการปฏิสังขรณ์โดยพระราชโอรสซึ่งมีข้อความคล้ายคลึงกับแผ่นลานทองซึ่พบที่ยอดนพศูลองค์พระปรางค์ซึ่งแปลโดยนายฉ่ำ ทองคำวรรณ

         พระผงสุพรรณ กรุวัดพระศรีรัตนมหาธาตุสุพรรณบุรี นับเป็นพระเครื่องเลื่องชื่อ ถูกบรรจุอยู่ในชุด เบญจภาคี แม้จะเป็นเนื้อดินเผาแต่สาเหตุที่เรียกว่า ผงสุพรรณ ก็เนื่องจากการค้นพบจารึกลานทอง กล่าวถึงการสร้างจากผงว่านเกสรดอกไม้อันศักดิ์สิทธิ์ จึงได้รับการเรียกขานกันว่า ผงสุพรรณ เรื่อยมา โดยสามรถจำแนกออกได้เป็น ๓ พิมพ์ ได้แก่
๑. พระผงสุพรรณ พิมพ์หน้าแก่
๒. พระผงสุพรรณ พิมพ์หน้ากลาง
๓. พระผงสุพรรณ พิมพ์หน้าหนุ่ม
บันทึกการเข้า
oa_seaside
ใบขับขี่ตลอดชีพ
****

คะแนนถูกใจ 2
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1408


Oa=VT2119&Chon045&เทวดา061&โคราช50"เดี่ยว!!!รู้จัก


« #19 เมื่อ: ธันวาคม 20, 2010, 01:59:12 PM »

 
        3.)พระกำแพงซุ้มกอ จัดเป็นพระที่สุดยอด และเอกของเมืองกำแพงเพชร เป็นพระที่อมตะ ทั้งพุทธศิลป์ และพุทธคุณถูกจัดอยู่ในชุดเบญจภาคีที่สูงสุดของพระเครื่องเมืองไทย พระกำแพงซุ้มกอ เป็นพระที่ทำจากเนื้อดินผสมว่านและเกสรดอกไม้ และทำจากเนื้อชิน ก็มีพุทธลักษณะของพระซุ้มกอนั้นองค์พระประติมากรรม ในสมัยสุโขทัย นั่งสมาธิลายกนกอยู่ด้านข้างขององค์พระนั่งประทับอยู่บนบัวเล็บช้าง ขอบของพิมพ์พระจะโค้งมนลักษณะคล้ายตัว ก.ไก่ คนเก่า ๆ จึงเรียกว่า “พระซุ้มกอ”

พระกำแพงซุ้มกอ ที่ค้นพบมีด้วยกัน 5 พิมพ์ประกอบด้วย
1. พิมพ์ใหญ่ แยกออกเป็น 2 ประเภท คือ มีลายกนกและไม่มีลายกนก พระที่ไม่มีลายกนกส่วนใหญ่มักจะมีสีดำ หรือสีน้ำตาลแก่ซึ่งเรามักจะเรียกว่า “พระกำแพงซุ้มกอดำ”
2. พิมพ์กลาง
3. พิมพ์เล็ก
4. พิมพ์เล็กพัดโบก
5. พิมพ์ขนมเปี๊ย
        พระกำแพงซุ้มกอ ทั้งมีลายกนกและไม่มีลายกนกเป็นพระที่มีศิลปะของสุโขทัยปนกับศิลปะศรีลังกา โดยเฉพาะไม่มีลายกนกจะเห็นว่าเป็นศิลปะศรีลังกาอย่างเด่นชัด
พระกำแพงซุ้มกอ เนื้อขององค์พระ ใช้ดินผสมกับว่านเกสรดอกไม้ จึงทำให้เนื้อของพระซุ้มกอมีลักษณะนุ่มมัน ละเอียดเมื่อนำสาลีหรือผ้ามาเช็ดถูจะเกิดลักษณะมันวาวขึ้นทันที
   
           ลักษณะของเนื้อที่เด่นชัดอีกประการหนึ่ง คือตามผิวขององค์พระจะมีจุดสีแดง ๆ ซึ่งเราเรียกว่า “ว่านดอกมะขาม” และตามซอกขององค์พระจะมีจุดดำ ๆ ซึ่งเราเรียกว่า “ราดำจับอยู่ตามบริเวณซอกของพระ”
พระกำแพงซุ้มกอ นั้นนอกจากเนื้อดินยังพบเนื้อชินและชนิดที่เป็นเนื้อว่านล้วน ๆ ก็มีแต่น้อยมาก
พระกำแพงซุ้มกอ ที่ขุดค้นพบนั้นจะปรากฏอยู่ตามบริเวณวัดบรมธาตุ วัดพิกุล วัดฤาษีและตลอดบริเวณลานทุ่งเศรษฐี
          พระกำแพงซุ้มกอที่ไม่มีลายกนกที่มีสีน้ำตาลนั้นจัดเป็นพระที่หาได้ยากมาก เพราะส่วนใหญ่จะมีสีดำ
พระกำแพงซุ้มกอ เป็นพระพุทธคุณนั้นไม่ต้องพูดถึง เพราะพระกำแพงซุ้มกอ มีครบเครื่องไม่ว่าเรื่อง เมตตา มหานิยม แคล้วคลาด ตลอดจนเรื่องโชคลาภ จนมีคำพูดที่พูดติดปากกันมาแต่โบราณกาลว่า “มีกูแล้วไม่จน” ประกอบกับพระกำแพงซุ้มกอ ถูกจัดอยู่หนึ่งในห้าของชุดเบญจภาคี ความต้องการของนักนิยมพระเครื่องจึงมีความต้องการสูงเพราะทุกคนต้องการแต่พระกำแพงซุ้มกอทั้งนั้น ราคาเช่าหาจึงแพงมาก และหาได้ยากมากด้วย
พระกำแพงซุ้มกอ ไม่ว่าจะเป็นพิมพ์ไหนก็ตามหรือจะเป็นเนื้อดินเนื้อว่าน ตลอดจนเนื้อชิน พุทธคุณเหมือนกันหมด แล้วแต่ว่าท่านจะหาพิมพ์ไหนมาได้
พระกำแพงซุ้มกอจึงจัดว่าอยู่ในพระอมตะพระกรุอันทรงคุณค่าที่ควรค่าแก่การหา และนำมาเพื่อเป็นศิริมงคล เป็นอย่างมากทีเดียว
บันทึกการเข้า
oa_seaside
ใบขับขี่ตลอดชีพ
****

คะแนนถูกใจ 2
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1408


Oa=VT2119&Chon045&เทวดา061&โคราช50"เดี่ยว!!!รู้จัก


« #20 เมื่อ: ธันวาคม 20, 2010, 02:00:21 PM »


     4.)  พระรอด เป็นนามที่ผู้สันทัดรุ่นก่อนเชื่อกันว่า เรียกตามนามพระฤาษีผู้สร้างคือ พระฤาษี “นารทะ” หรือพระฤาษี “นารอด”      พระรอดคงเรียกตามนามพุทธรูป ศิลา องค์ที่ประดิษฐ์อยู่ในวิหาร วัดมหาวันที่ชาวบ้านเรียกว่า “แม่พระรอด” หรือ พระ “รอดหลวง” ในตำนานว่า คือ พระพุทธ สิขีปฏิมา ที่พระนามจามเทวี อันเชิญมาจากกรุงละโว้      พระนามนี้เรียกกันมาก่อนที่จะพบพระรอดพระพุทธรูปองค์นี้ ที่พื้นผนังมีกลุ่มโพธิ์ใบคล้ายรัศมี ปรากฏด้านข้างทั้งสองด้าน
     พระรอดมีการขุดพบครั้งแรกราวต้นรัชกาลที่ 5 แต่ที่สืบทราบมาได้จากการบันทึกไว้ ของท่านอธิการทา เจ้าอาวาสวัดพระคงฤาษีในขณะนั้น และอาจารย์บุญธรรม วัดพระมหาธาตุหริภุญไชย ว่าในปี พ.ศ. 2435 พระเจดีย์วัดมหาวันได้ชำรุดและพังทลายลงบางส่วน ในสมัยเจ้าหลวงเหมพินทุไพจิตรทางวัดได้มีการปฏิสังขรณ์องค์พระเจดีย์ขึ้นใหม่ ในครั้งนั้นได้พบพระรอดภายในกรุเจดีย์มากที่สุด พระรอดมีลักษณะของผนังใบโพธิ์คล้ายพระศิลาในพระวิหารวัดมหาวัน ผู้พบพระรอดในครั้งนั้นคงเรียกตามนามพระรอดหลวง แต่นั้นมาก็ได้นำพระรอดส่วนหนึ่งที่พบในครั้งนี้ นำเข้าบรรจุไว้ในองค์พระเจดีย์ตามเดิมอีกประมาณหนึ่งบาตร
พระรอดขุดค้นพบในปี พ.ศ. 2451 ในครั้งนั้นฐานพระเจดีย์ใหญ่วัดมหาวันชำรุด ทางวัดได้รื้อออกเสียและปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่ ได้พบพระรอดที่บรรจุไว้ใน พ.ศ. 2435 ได้นำออกมาทั้งหมด และนำออกแจกจ่ายแก่ข้าราชการและผู้ร่วมงานในขณะนั้น เป็นการพบพระรอดจำนวนมาก พระรอดกรุนี้ถือเป็นพระกรุเก่าและตกทอดมาจนบัดนี้ และทางวัดมหาวันได้จัดพิธีสร้างพระรอดรุ่นใหม่บรรจุไว้แทน เข้าใจว่าคงเป็นรุ่นพี่พระครูบากองแก้วเป็นผู้สร้างไว้เพราะมีบางส่วนนำออกแจกให้ประชาชนในขณะนั้น เรียกว่า พระรอด ครูบากองแก้ว

       จากนั้นช่วงเวลาผ่านมาจนถึง ปี พ.ศ. 2498 ได้ขุดพบพระรอดด้านหน้าวัด และใต้ถุนกุฏิพระ ได้พบพระรอดจำนวนเกือบ 300 องค์ มีทุกพิมพ์ทรง กรุนี้ถือว่าเป็นกรุพระรอดกรุใหม่ ที่หมุนเวียนอยู่ในปัจจุบันนี้ถึงปี พ.ศ. 2506 ทางวัดมหาวันได้รื้อพื้นพระอุโบสถ เพื่อปฏิสังขรณ์ใหม่ ได้พบพระรอดครั้งสุดท้ายที่มีจำนวนมากถึง 300 องค์เศษ พระรอดรุ่นนี้มีผู้นำมาให้เช่าในกรุงเทพจำนวนมาก พระรอดส่วนใหญ่จะคมชัดและงดงามมากเป็นพระรอดกรุใหม่รุ่นสอง      หลังจากนั้นต่อมาก็มีผู้ขุดหาพระรอดในบริเวณลานวัดแทบทุกซอกทุกมุมทั่วพื้นที่ในวัด นานๆถึงจะได้พบพระรอดขึ้นมาองค์หนึ่ง เป็นเวลาผ่านมาจนถึงปัจจุบัน จนกระทั่งทางวัดได้ระงับการขุดพระรอด นอกจากพระรอดแล้ว วัดมหาวันยังขุดพบพระเครื่องสกุลลำพูนเกือบทุกพิมพ์ ที่พิเศษคือ ได้พบพระแผ่นดุนทองคำเงินแบบเทริดขนนกมากที่สุดในลำพูนด้วย
     พระรอดได้ขุดค้นพบที่วัดมหาวันเพียงแห่งเดียวเท่านั้นเนื้อดินเผาละเอียดหนักนุ่มมาก องค์พระประทับนั่งขัดเพ็ชรปางมารวิชัยประกอบด้วยพื้นผนังใบโพธิ์ทั้งสองด้าน มีศิลปะโดยรวมแบบทวาราวดี – ศรีวิชัย เป็นรูปแบบเฉพาะของสกุลช่วงสมัยหริภุญไชยในช่วงพุทธศตวรรษที่ 17 แบ่งลักษณะ แบบได้ 5 พิมพ์ทรง คือ พิมพ์ใหญ่ พิมพ์กลาง พิมพ์เล็ก พิมพ์ต้อ และพิมพ์ตื้นนั้น มีลักษณะจุดตำหนิโดยรวมที่เป็นสัญลักษณ์ปรากฏทุกพิมพ์ ในพิมพ์ใหญ่ กลาง เล็ก เริ่มจากด้านบนของทั้งสามพิมพ์มีจุดโพธิ์ติ่ง ทั้งสามพิมพ์นี้มี 3 ใบ ปรากฏที่เหนือปลายเกศ และด้านข้างพระเศียร 2 ใบ กลุ่มใบโพธิ์แถวนอกจะใหญ่กว่าแถวใน และโพธิ์คู่ทั้ง 3 พิมพ์นี้มีระดับสูงเกือบเสมอกัน เส้นรอยพิมพ์แตกมีเฉพาะพิมพ์ใหญ่เท่านั้น มีรูปคล้ายตัวหนอนปรากฏเส้นข้างพระกรรณด้านซ้ายขององค์พระ เหนือเข่าด้านซ้ายขององค์พระมีเส้นน้ำตกเป็นเส้นนูนเล็กมาวาดจากใต้ข้อศอกพระรอดใต้ฐานชั้นบน เฉพาะพิมพ์ใหญ่มีฐาน 4 ชั้น พิมพ์กลาง เล็ก ต้อ ตื้น มีฐาน 3 ชั้น พิมพ์ใหญ่ พิมพ์กลาง พิมพ์ตื้นมีเนื้อดินยื่นจากใต้ฐานล่างที่สุดเรียกว่า ฐาน 2 ชั้น พิมพ์เล็ก พิมพ์ต้อไม่มี กลุ่มโพธิ์แถวนอกของทุกพิมพ์จะคล้าย ๆ กันเพราะทำมาจากช่างคนเดียวกัน นอกจากนั้นพิมพ์ต้อกับพิมพ์ตื้นกลับไม่ค่อยมีใบโพธิ์ในพิมพ์ตื้นมีพื้นผนังโพธิ์แถวใน ใบโพธิ์ติดชิดกับองค์พระแล้วลาดเอียงลงที่กลุ่มโพธิ์แถวนอก ตรงแสกหน้ามีรอยพิมพ์แตกเป็นจุดสังเกต ในพิมพ์ต้อไม่ปรากฏโพธิ์แถวในพื้นผิวติดองค์พระสูงลาดเอียงลงมาที่กลุ่มโพธิ์แถวนอกเฉพาะตรงปลายเส้นชี้นูนสูงที่สุดเป็นจุดสำคัญ นอกจากนี้ประการสำคัญที่สุดของพระรอด ที่ของปลอมจะทำเลียนแบบได้ยากคือ การจำรูปแบบพิมพ์ทรงและความเก่าของเนื้อเฉพาะพิมพ์ใหญ่จะปรากฏพระโอษฐ์ (ปาก) เม้มจู๋คล้ายปากปลากัด มีรอยหยักพับที่ริมฝีปากบนชัดเจนมาก เป็นจุดลับที่ควรสังเกตไว้ และกลุ่มโพธิ์แถวนอกของพิมพ์ใหญ่ด้านซ้ายขององค์พระมีระดับลาดเอียงเห็นได้ชัดเจนมากเป็นจุดสังเกตที่ของปลอมจะทำได้ยาก
 
     
บันทึกการเข้า
oa_seaside
ใบขับขี่ตลอดชีพ
****

คะแนนถูกใจ 2
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1408


Oa=VT2119&Chon045&เทวดา061&โคราช50"เดี่ยว!!!รู้จัก


« #21 เมื่อ: ธันวาคม 20, 2010, 02:04:05 PM »

5.) พระสมเด็จวัดระฆังโฆสิตาราม 
...เป็นที่ค่อนข้างจะเชื่อได้ว่าเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ โต ท่านสร้างสมเด็จวัดระฆังของท่านไปเรื่อยๆจนท่านอาจจะมีการดูฤกษ์เป็นกรณีพิเศษ แล้วท่านก็สร้างขึ้นมาท่านมีกำหนดว่าจะสร้างกี่องค์ ท่านก็สร้างขึ้นมา แต่มั่นใจว่าท่านไม่ได้สร้างครั้งละมากๆเพื่อแจกไว้นานๆ
...วันไหนที่ท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯกำหนดจะสร้างพระ ท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯก็จะเอาปูนเอาส่วนผสมต่างๆมาตำได้เนื้อพระสมเด็จมาก้อนหนึ่ง แล้วปั้นเป็นแท่งสี่เหลียม ตัดออกเป็นชิ้นๆ ในสมัยก่อนเรียกว่า ชิ้นฟัก
...แล้วนำเนื้อสมเด็จชิ้นฟักวางลงที่แม่พิมพ์ ซึ่งแกะจากหินชนวนกดเนื้อพระกับแม่พิมพ์ให้แน่นนำเอาไม้แผ่นมาวางทับด้านหลังของพระสมเด็จวัดระฆัง แล้วใช้ไม้หรือของแข็งเคาะที่ไม้ด้านหลังเพื่อไล่ฟองอากาศและกดให้เนื้อพระสมเด็จแน่นพิมพ์
...จึงจะเอาไม้แผ่นด้านหลังออกจึงปรากฏรอยกระดานบ้าง รอยกาบหมากบ้างบนด้านหลังขององค์สมเด็จวัดระฆัง กลายเป็นจุดสำคัญและเป็นหัวใจของการดูพระสมเด็จวัดระฆังโฆสิตาราม

...เมื่อท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯได้กดพระบนพิมพ์เรียบร้อยแล้วท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯก็จะตัดขอบพระเป็นรูปสี่เหลี่ยม โดยใช้ตอกตัด ตอกไม้ไผ่ที่ใช้จักสาน
...ท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯไม่ใช้มีดเพราะเป็นพระไม่ควรใช้ของมีคม วิธีตัดตอกนั้นตัดจากด้านหลังไปด้านหน้าโดยเข้าใจว่าในแม่พิมพ์พระสมเด็จที่เป็นหินชนวนนั้น จะบากเป็นร่องไว้สำหรับนำร่องการตัดตอก
...เพราะพระสมเด็จวัดระฆัง บางองค์ที่ขอบมีเนื้อเกินจะเห็นเส้นนูนของร่องไว้ให้สังเกต การตัดตอกพระสมเด็จวัดระฆัง จากด้านหลังไปด้านหน้าจึงเกิดร่องรอยปรากฏที่ด้านข้างขององค์พระและรอยปริแตกขององค์พระด้านหลังที่ลู่ไปตามรอยตอกที่ลากลงร่องรอยต่างๆ
...เมื่อผ่านอายุร้อยกว่าปีมาแล้ว การหดตัวขององค์พระสมเด็จฯ การแยกตัวของการปริแตกตามรอยตัด กลายเป็นตำนานการดูพระสมเด็จวัดระฆังที่สำคัญที่สุด
...เมื่อท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯได้กดพิมพ์สร้างพระสมเด็จฯจนหมดเนื้อแล้วก็คงหยุด คงไม่ได้สร้างครั้งละมากๆ เจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ โต นำมาสร้างพระสมเด็จวัดระฆัง แน่นอนที่สุด อันดับแรก ประกอบด้วยปูนเปลือกหอย คือเอาเปลือกหอยมาเผาเป็นปูนขาว
...ในสมัยก่อนมีปูนเปลือกหอยมาก แต่ปัจจุบันหาไม่ค่อยมีแล้ว อันดับสอง คือส่วนผสมของน้ำมัน ตังอิ๊ว เพราะเคยเห็นมากับตาเวลาพระสมเด็จวัดระฆัง ชำรุดหักจะเห็นเป็นน้ำมัน
ตังอิ๊ว เยิ้มอยู่ข้างในเนื้อพระเป็นจุดๆ
...อันดับที่สาม มีปูนอีกชนิดหนึ่งเขาเรียกว่า ปูนหิน มีน้ำหนักมากไม่ทราบว่าทำมาจากอะไร ท่านผู้อ่านโปรดสังเกตว่าตามโรงงิ้วพวกงิ้วจะเอาแป้งจากปูนหินสีขาวๆมาพอกหน้า เป็นพื้นแล้วจะติดแน่น
...เอาเนื้อสามส่วนนี้เป็นหลักมาผสมกัน ยังมีมวลสารชนิดหนึ่งเป็นเม็ดสีเทาๆมองเหมือนก้อนกรวดสีเทา แต่ไม่ใช่ เพราะเนื้อนิ่มเวลาเอามีดเฉือนจะเฉือนเข้าง่าย จึงไม่ทราบว่าเป็นมวลสารอะไร
...และเคยเจอผ้าแพรสีเหลืองเข้าใจว่าเป็นผ้าแพรที่ถวายพระพุทธรูปแล้วเวลาเก่าหรือชำรุดแทนที่จะนำผ้าแพรที่ห่มพระพุทธรูปมีผู้คนกราบไหว้มากมายไปทิ้ง
...ท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ โต ได้นำผ้าแพรตัดเป็นชิ้นเล็กๆ เอาดินสอลงอักขระเป็นอักษรไว้ แล้วผสมในมวลสารที่สร้างพระสมเด็จวัดระฆัง
...ชิ้นส่วนที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ ก้านธูปบูชาพระ สันนิษฐานว่าท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ คงนำเอาสิ่งของที่บูชาพระทั้งหมดเมื่อกราบไหว้บูชาพระ แล้วก็ไม่ทิ้ง
...นำมาตัดหรือป่นกับเนื้อที่จะสร้างสมเด็จวัดระฆัง จะเห็นเป็นเศษไม้ลักษณะก้านธูปผสมอยู่ในเนื้อพระสมเด็จวัดระฆัง กลายเป็นเอกลักษณ์อันสำคัญยิ่งถ้ามีเศษธูปแล้วต้องเป็นสมเด็จวัดระฆัง
...วัสดุอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญมากคือมีเม็ดแดงเหมือนอิฐผสมอยู่ในเนื้อของพระสมเด็จวัดระฆัง เม็ดแดงนี้ขอยืนยันได้เลยว่า เป็นเศษเนื้อพระซุ้มกอตำให้ละเอียดแล้วผสมไว้กับมวลสารที่จะสร้างพระสมเด็จวัดระฆัง
...เอกลักษณ์อันสำคัญที่สุดคือเม็ดเล็กๆมีผสมค่อนข้างมาก สีขาวออกเหลือง ซึ่งคนส่วนใหญ่เรียกว่า เม็ดพระธาตุ แต่คงไม่ใช่เม็ดพระธาตุเพราะถ้าเป็นเม็ดพระธาตุคงต้องใช้จำนวนมหาศาล เพราะพระสมเด็จวัดระฆังทุกองค์จะมีเม็ดพระธาตุมาก จะไปเอาพระธาตุมาจากไหนมากมายมหาศาล
...จุดเม็ดพระธาตุนี้กลายเป็นจุดสำคัญของตำนานการดูพระสมเด็จวัดระฆัง ที่สำคัญที่สุด สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นปูนหินสีขาวๆเมื่อผสมกับน้ำมันตังอิ๊วจับตัวเป็นก้อน เมื่อตำผสมกับปูนขาวเปลือกหอยแล้ว ไม่กลืนกันภายหลังแยกกันเป็นเม็ดๆในเนื้อของสมเด็จวัดระฆัง
...แต่บางคนก็สันนิษฐานไปว่าอาจจะเป็นปูนขาวที่ปั้นพระบูชาตามโบสถ์ เสร็จแล้วทารักปิดทองให้พุทธศาสนิกชนกราบไหว้บูชาเป็นร้อยเป็นพันปี
...บางครั้งปูนขาวพองขึ้นชำรุดเสียหาย จึงต้องลอกเอาปูนขาวออกปั้นด้วยปูนขาวใหม่ให้พระสมบูรณ์ เพื่อยืดอายุพระพุทธรูปบูชาในโบสถ์ให้มีอายุนับพันปี
...ท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ โต เห็นเป็นวัสดุบูชาที่ไม่ควรจะทิ้ง จึงนำมาตำผสมไว้ในมวลสารของพระสมเด็จวัดระฆัง มาจนถึงปัจจุบันอายุของพระสมเด็จวัดระฆังร้อยกว่าปี การหดตัวของมวลสารเกิดขึ้น
...วัสดุที่ต่างกัน อายุต่างกัน จึงหดตัวไม่เท่ากัน จึงเกิดรอยแยกตัวของรอบๆเม็ดพระธาตุอย่างสม่ำเสมอ เป็นตำนานอันสำคัญที่สุดในการดูพระสมเด็จวัดระฆัง แท้
ท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ จะนำดินสอพองมาเขียนเป็นตัวอักขระบนกระดานชนวน เสร็จแล้วก็ลบออก และเขียนอักขระใหม่แล้วก็ลบออกอีก นำเอาผงที่ลบออกมาเก็บเอาไว้ คนรุ่นเก่ารุ่นแก่เรียกว่า ผงอิทธิเจ นำมาผสมในพระสมเด็จวัดระฆัง
บันทึกการเข้า
tong vt869
ดริฟต์คิงขั้นเซียน
*****

คะแนนถูกใจ 5
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4473



« #22 เมื่อ: ธันวาคม 20, 2010, 08:38:51 PM »

น่าสะสมจริงๆ
บันทึกการเข้า
Yai755
ใบขับขี่ชั่วคราว
**

คะแนนถูกใจ 4
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 462


OFF LOAD & ON LOAD ใจถึงใจ


« #23 เมื่อ: ธันวาคม 23, 2010, 06:29:57 AM »

สวัสดีครับชาวพระเครื๋องวีโก้ใครมีพระสวยๆก็เอามาโชว์ให้เพื๋อนดูได้นะครับและความรู้ต่างๆของพระเครื่องแต่ละรุ่นครับ
บันทึกการเข้า
oa_seaside
ใบขับขี่ตลอดชีพ
****

คะแนนถูกใจ 2
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1408


Oa=VT2119&Chon045&เทวดา061&โคราช50"เดี่ยว!!!รู้จัก


« #24 เมื่อ: ธันวาคม 24, 2010, 09:27:58 AM »

สวัสดีครับชาวพระเครื๋องวีโก้ใครมีพระสวยๆก็เอามาโชว์ให้เพื๋อนดูได้นะครับและความรู้ต่างๆของพระเครื่องแต่ละรุ่นครับ
ขอสนับสนุนอีกหนึ่งเสียง เราพอมี...เราจะแบ่งปันนะ
บันทึกการเข้า
หน้า: [1] 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  


SimplePortal 2.3.3 © 2008-2010, SimplePortal