VigoThailand.com // วีโก้ไทยแลนด์

กูรูไทยแลนด์ => สารพันปัญหารถ => ข้อความที่เริ่มโดย: tot*ต๊อด ที่ มกราคม 17, 2010, 08:28:27 PM



หัวข้อ: ขาซิ่ง...รู้จริงป่ะ
เริ่มหัวข้อโดย: tot*ต๊อด ที่ มกราคม 17, 2010, 08:28:27 PM
เห็นชื่อกระทู้อย่างนั้นไม่ได้ท้าทายอะไรนะครับ แค่ตั้งชื่อให้มันเก๋สะดุดตาเฉยๆ กระทู้นี้ผมตั้งเพื่อรวบรวมเอาสาระเกี่ยวกับยานยนต์ที่ได้พบเห็นมาเผยแพร่ต่อ ให้เป็นประโยชน์กับเพื่อนสมาชิก ในรูปแบบของการใช้งาน การโมมดิฟาย หรือการแข่งขัน ส่วนใหญ่ก็เป็นความรู้จากเวปอื่นๆไม่ใช่ผมคิดเองพิมพ์เองทั้งหมด เพราะไม่ใช่กูรูแต่เห็นมีสาระประโยชน์ดีเลยกอปมาให้อ่าน และจะคอยมาอัพอีกเรื่อยๆครับ

DogBox เกียร์อัจฉริยะ

DogBox บางคนอาจจะงงว่าหมายถึงอะไร แต่ที่ผมจะพูด หมายถึงเกียร์ระบบหนึ่ง ที่พวกรถแข่งนิยมใช้กัน อย่าพึ่งฟังแค่ชื่อแล้วบอกว่า ไม่เห็นเท่ห์เลย (ยิ่งบางคนว่า!! ใส่เกียร์หมา แล้ววิ่งฉิว) แต่ถ้าผมจะบอกต่อว่า ไอ้เกียร์แบบนี้ เวลาเข้าเกียร์ไม่ต้องเหยียบครัช ยัดอย่างเดียวล่ะ แหม! ดูน่าใช้มาทันทีเลยซิ ฟังแค่นี้อย่าพึ่งรีบไปหาซื้อใส่ เพราะมีข้อแม้อยู่ว่าลูกละหลักล้านเท่านั้นเอง ชิวๆ (มือสองก็ลูกหลักหลายแสน) ทำไมถึงได้แพงขนาดนั้น พวกเรา www.thaispeedcar.com มาดูกันก่อนดีไหมครับว่า Dogbox คืออะไร มีระบบการทำงานอย่างไร รวมถึงระบบการเข้าเกียร์แบบต่างๆ



ทำไมถึงต้อง Dogbox
ปกติเวลาเราเข้าเกียร์เราต้องทำอย่างไรบ้าง 1.ถอนคันเร่ง 2. เหยียบครัช 3.เข้าเกียร์ 4. ถอนรัช 5. เหยียบคันเร่งต่อ เป็นอย่างนี้ทุกครั้ง คุณคิดว่าเสียเวลามากแค่ไหนในขั้นตอนทั้ง 5 นี้ อย่างถ้าเป็นลุงๆ ป้าๆ จบ 5 ขั้นตอนอาจจะเวลาล่วงเลยถึง 1- 2 วินาทีต่อเกียร์ อย่างผู้ที่ขับแบบเอาแรงอย่างเดียว พังช่างมัน ก็ต้องมีซักเศษ 1 ส่วน 3 วิ เป็นอย่างน้อย แต่ถ้าเราเอารถไปวิ่งในสนาม สับสัก 4 เกียร์ล่ะจะเสียเวลาเพิ่มขึ้นอีกกี่วินาที แล้วถ้ารถแรงๆ แบบซ้ายก็จะมา ขวาก็จะไป ยุ่งกันไปใหญ่ ยิ่งรถเซอร์กิต วิ่งกันเป็นชั่วโมง เข้าเกียร์อีกหลายพันครั้ง คงเสียเวลาไปอีกเพียบ
Dog-box ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อลดขั้นตอนนี้ เพียงแค่ส่งคันเร่ง ปล่อยมือจากพวงมาลัย แล้วยัดเกียรอย่างเดียว (เหมือนเกมส์ตู้) คงจะมันไม่น้อย แต่ก็ต้องแลกด้วยกลไกลที่สลับซับซ้อน วัสดุที่ดีเลิศ ความสึกหรออย่างรวดเร็ว และราคาที่แพงตามมา



Syncho VS Dogbox
ก่อนที่เราจะมาทำความรู้จักเกียร์ Dogbox เรามาทำความรู้จักกับเกียร์ Synchro แบบปัจจุบันที่เราใช้กันอยู่ก่อนดีกว่า
เกียร์แบบ Syncho
เกียร์ที่เราใช้งานอยู่ในปัจจุบัน เรียกกันว่าระบบ Synchro ฟันเฟืองเกียร์เป็นลักษณะฟันเฉียง และเฟืองทองเหลือง มาเป็นตัวเบรกให้เฟืองเกียร์หยุดการทำงานก่อน ถึงจะสลับฟันเฟืองเพื่อเปลี่ยนเกียรได้ ปกติ แม้ว่าเวลาเราถอนคันเร่ง เหยียบครัชเพื่อตัดกำลังจากเครื่องยนต์ ให้ผ้าครัชหมุนฟรีแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้เป็นการทำให้ฟันเฟืองเกียร์หยุดหมุน เพราะยังไง ฟันเฟืองเกียรอีกด้านหนึ่งที่ต่อไปยังเพลา และเฟืองท้ายยังคงหมุนอยู่ตามความเร็วของรถ ส่วนเฟืองอีกด้านหนึ่งยังหมุนต่อเนื่องตามแรงเฉื่อย ดั้งนั้นการที่จะสลับฟันเฟืองเกียร์ได้คือต้องทำให้ฟันเฟืองทั้งสอง หมุนด้วยความเร็วใกล้เคียงกันเสียก่อน ในระหว่างที่เรากำลังลักคันเข้าเกียร์ เฟืองทองเหลืองตัวนี้หรือ (Synchromesh) ซินโครเมต ตามศัพท์ช่าง จะเป็นตัวสร้างแรงหนืดด้วย ผิวด้านในที่เป็นร่อง ความหนืดของน้ำมันเกียร ทำหน้าที่คล้ายเบรก ชลอความเร็วจนฟันเฟืองหมุนเท่ากัน ถึงจะทำการสลับฟันเฟืองภายในเพื่อเปลี่ยนเกียรได้ ซึ่งโดยทั่วๆไปจะใช้ฟันเฟืองเกียรแบบเฉียง เพื่อเป็นการลดเสียงดัง และลดอาการสึกหรอได้ดีกว่า



เกียร์แบบ Dogbox
Dog-box หรือเต็มก็ Dog-engagement เกียร์แบบนี้ มีฟันเฟืองเกียร์เป็นลักษณะฟันตรง ฟันเฟืองแบบนี้เน้นที่การส่งกำลังได้ดีกว่า การใช้งานอย่างหนัก แข็งแรงกว่า แต่จะมีเสียงดังมากกว่า การสลับฟันเฟืองก็คล้ายกับแบบ Syncho คือยังไงก็ต้องทำให้ฟันเฟือง หมุนเท่าๆกันก่อนด้วย อุปกรณ์ที่เรียกว่า Dog-ring เป็นแหวน มีตุ่ม กลมๆ เป็นตัวนำร่องทำให้ฟันเฟืองตรงกัน ถึงจะทำการสลับฟันเฟืองเปลี่ยนเกียรได้ ซึ่งมีประสิทธิภาพดีกว่าแบบ Synchro ที่มีปัญหาเมื่อเครื่องยนต์ที่มีแรงม้ามากๆ ที่รอบเครื่องสูงๆ Synchromesh จะไม่สามารถชะลอความเร็วของฟันเฟือง จึงทำให้เกิดการเข้าเกียร์ติดขัด หรือไม่สามารถเข้าเกียร์ได้
การใช้งานเกียรแบบ Dogbox
อย่างที่ทราบกันว่าเกียร์ Dog-box นั้น สามารถเข้าเกียร์โดยไม่ต้องเหยียบครัช (แล้วจะมีครัชไว้ทำไมล่ะ?) แน่นอนครัชมีไว้สำหรับการออกตัวที่เกียร์แรกเท่านั้น คือ เหยียบครัช เข้าเกียร์ 1 แล้วก็เหยียบคันเร่ง พอได้รอบก็ปล่อยครัชจนสุด รถออกตัว เหยียบคันเร่งส่งต่อ จนถึงรอบเครื่องที่ต้องการ แล้วโยกคันเกียร์ สับสอง แบบไม่ถอนคันเร่ง สังเกตวัดรอบจะตกเพราะอัตราทดเฟืองเกียร์ที่เปลี่ยนไป พอสุดรอบอีกครั้งก็จะจับคันเข้าเกียร์ ยัดเกียร์ 3 ต่อเลย หรือไม่พอใจก็โยกคันเข้าเกียร์ 1 ซะเลยได้หรือไม่ ? จริงๆแล้ว แม้ Dogbox จะไม่จำเป็นต้องเหยียบครัช เพื่อเปลี่ยนเกียร์ แต่ก็จำเป็นที่ต้องผ่อนคันแร่ง เพื่อตัดภาระ Load ระหว่างเครื่องยนต์ และเกียร์บ้าง โดยเฉพาะที่เครื่องยนต์ที่มีแรงม้าสูงๆ อย่างพวกรถแข่ง มิฉะนั้นจะไม่สามารถเข้าเกียร์ได้เช่นกัน มีอยู่หลายวิธีที่นักแข่งนิยมใช้กัน เช่น การถอนคันเร่งแล้วกระชากคันเกียร์ เพื่อเปลี่ยนเกียร์อย่างรวดเร็ว หรือการกระทืบคันเร่งจนถึงจังหวะรอบเครื่องตัด แล้วจึงยัดเกียร์ แต่ที่สมบูรณ์ที่สุดคือการจูนจาก ECU โดยนำคำสั่งจากคันเข้าเกียร์ เข้ากล่องคอมพิวเตอร์ ให้สั่งลดรอบเองแบบอัตโนมัติ คนขับกระทืบคันเร่งให้มิด หมดรอบแล้วก็ยัดเกียรอย่างเดียว อย่างนี้ก็สบายหน่อย แต่ความยากลำบากจะมาอยู่ที่ Tuning ซี่งนักจูนแต่ละท่านต้องคำนวณกันอย่างมาก เพื่อหาช่วงเวลาการสับคันเกียร์ของนักขับแต่ละคนให้สอดคล้องกัน มิฉะนั้นความเสียหายก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วเช่นกัน



Dogbox & Close Ratio
เกียร์ dogbox หมายถึงระบบเกียร์ที่ไม่ต้องเหยียบครัชแล้วเปลี่ยนเกียร์ได้ แต่ Close Ratio จะหมายถึงเฟืองเกียร์ที่มีอัตราทดชิด หมายความว่า อัตราทดในแต่ละเกียร์จะใกล้เคียงกันมากที่สุด เพื่อลดปัญหารอบเครื่องตก เช่น ในเกียร์แบบธรรมดารถบ้านทั่วๆไป เปลี่ยนเกียร์ 1 ที่ 6,800 รอบ ยัดเกียร์ 2 ถอนครัช ส่งคันเร่ง สังเกตเข็มรอบจะตกลงไปเหลือแค่ 4,500 รอบ ถ้าเป็นเครื่องเทอร์โบใหญ่ๆ แบบบูชมาเต็มๆที่ 5000 รอบล่ะ การรอรอบก็จะเกิดขึ้น
ส่วนเกียรแบบ Close Ratio จะทำเฟืองมาให้อัตราทดชิดกว่า เมื่อเปลี่ยนเกียรที่ 6,800 รอบ สับเกียร์ 2 วัดรอบตกมาอยู่ที่ 5,500 รอบ บูชเทอร์โบยังคงมาเต็มที่ ก็จะทำให้อัตราเร่งของรถต่อเนื่องกว่า ในเกียร์ Dogbox เป็นเกียร์ที่ทำมาเพื่อใช้ในการแข่งขัน อัตราทดของ Dogbox จะจับคู่มากับ Close Ratio ซึ่งเป็นลักษณะฟันเฟืองตรง ส่วนประกอบภายในห้องเกียร์สามารถแยกออกได้ทีละชิ้น ฟันเฟืองทุกตัวจะทำมาในลักษณะชุด Kit ที่จะมีฟันเฟืองมาให้เลือกมากมาย สามารถสับเปลี่ยนได้อย่างง่ายๆ ตามความพอใจ สำหรับการ Setup อัตราทดเกียร์ให้เหมาะสมกับ เฟืองท้าย ขนาดล้อ-ยาง Power Band ของเครื่องยนต์ นิสัยนักแข่ง และรูปแบบของสนามแข่งขันได้ง่ายดายกว่า เกียร์แบบธรรมดาอยู่มาก



Dogbox & Sequential Shifter
Sequential Shifter หมายถึงคันเข้าเกียร์แบบผลักขึ้น และดึงลงทีละเกียร์ Dogbox ต่างจากพวก Syncho อยู่ที่ว่า การเข้าเกียร์นั้นต้องทำให้ได้ไวที่สุด (มือลิงที่สุด) ยิ่งเข้าเกียร์ได้ไวเท่าไหร่ เกียร์ Dog-box ก็จะสึกหรอน้อยลงเพียงนั้น ต่างจากพวก Syncho ยิ่งเข้าได้ไว้เท่าไหร่ก็พังไวเท่ากัน ทั้งนี้เพราะในเกียร Dogbox อย่างที่ทราบแล้วว่า ระบบการชะลอฟันเฟืองจะใช้ แหวน Dog ring เป็นตัวสัมผัสนำร่อง ยิ่งสัมผัสนานเท่าไหร่ ความสึกหรอก็จะมากขึ้น ซึ่งช่วงเวลาที่กำลังเปลี่ยนจากเกียร์หนึ่ง ไปสู่อีกเกียร์หนึ่ง ช่วงเวลานี้เขาเรียกกันว่า Dog Zone คือช่วงเวลาที่ฟันเฟือง ย้ายจากตัวหนึ่งไปสู่อีกตัวหนึ่ง ยิ่งนานมากยิ่งสึกหรอมาก ยิ่งถ้าเข้าเกียร์ผิด แบบวิ่งเกียร์ 2 เต็ม แล้วยัดผิดมาเกียร์ 1 ละก็ผลกระจายแน่ๆ การแก้ปัญหาของเกียร์ Dogbox ส่วนมากจะจับคู่กับคันเข้าเกียร์แบบ Sequential คือเป็นระบบเปลี่ยนเกียร์แบบเลื่อนขึ้น และเลื่อนลง เช่นเวลาเปลี่ยนที่สูงขึ้น Shift Up ก็แค่ดันคันเกียร์ไปข้างหน้า 1 ครั้ง พอจะ Shift Down ลดเกียร์ก็ดึงกลับทีละเกียร์ แบบนี้จะทำให้ไม่สามารถข้ามเกียร์ได้ คันเกียร์แบบ Sequential นี้มีราคาแพงมากๆ ระหว่างหลักหลายหมื่น จนถึงหลักแสน ยิ่งแพงเท่าไหร่ ความแม่นยำ และจังหวะเวลาในการเกิด Dog Zone ก็จะน้อยเพียงนั้น ส่วนคันเกียร์ที่เราใช้อยู่ทั่วๆไป เรียกกันว่า H-Patten คือการเข้าเกียร์เป็นแบบรูปตัว H โยกขึ้น - โยกลง – ซ้าย – ขวา สลับกันไปทีละเกียร์ แบบนี้ถ้าเป็นในรถแข่ง แบบเข้าโค้งแรงๆ (แรง G ในโค้งสูงๆ ) โอกาสข้ามเกียร์นั้นเกิดขึ้นได้ง่ายกว่า ความเสียหายก็แค่เกียร์กระจาย แต่ในนักแข่งที่ชำนาญระบบ H-Patten ก็ยังมีใช้กันอยู่ เราจึงเห็นว่ารถแข่ง จึงเลือกใช้คันเกียร์แบบ Sequential เสียส่วนมาก



Dogbox & Air Shifter
สุดยอดของการเปลี่ยนเกียร์ต้อง Air Shifter เป็นระบบการเปลี่ยนเกียร์ด้วย แรงดันลม หรือระบบนิวเมตริก ส่วนมากเกียร์ Dogbox ที่ถูกพัฒนาทำมาเพื่อใช้ในการแข่งขัน แบบควอเตอร์ไมล์ มักจะนิยมใช้การเปลี่ยนเกียร์ด้วยระบบนี้ Air Shifter จะไม่มีสาย หรือขาโยงคันเข้าเกียร์ ที่คันเกียร์ระบบนี้จะทำงานด้วยสวิทย์ไฟฟ้า ไปสั่งงานแม่ปั้มไฮโดลิคไฟฟ้า ให้เปิดลมจากถังลม เข้าไปดันชุดไฮโดรลิกที่อยู่ภายในห้องเกียร์ เพื่อให้ชุดเปลี่ยนเกียร์เลื่อน แบบนี้นักขับ เพียงแค่เหยียบครัช แล้วออกตัวที่เกียร์แรกเท่านั้น พอขึ้นเกียร์ 2 ก็ทำการโยกคันเกียรสวิทย์เท่านั้น ระบบเปลี่ยนเกียร์ก็จะทำงาน จนหมดรอบ ก็ทำการโยกคันเกียร์ขึ้นไปเลื่อยๆ ทีละเกียร์ Air Shifter นั้นจะทำการเปลี่ยนเกียร์ลักษณะ Shift Up หรือเกียร์สูงขึ้นที่ละเกียร์เท่านั้น ไม่สามารถเปลี่ยนลง หรือลดเกียร์ต่ำได้ ซึ่งเหมาะกับรถแข่งทางตรง เป็นป้องกันการเข้าเกียร์ผิดพลาด หรือว่าวเกียร์ หรือควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ด้วยคอมพิวเตอร์


เอาพอเป็นความรู้เล็กๆ น้อยๆ กับ เกียร์แบบ Dogbox และระบบเปลี่ยนเกียร์แบบต่างๆ อย่างที่ว่าหละครับ รถบางคัน โมเครื่องยนต์กันเป็นหลักล้าน แต่อีกคันโมเพียงไม่กี่แสน แต่ถ้าได้เกียร์ดีๆสักลูก กลับแซงหน้าได้อย่างง่ายๆ แต่ก็ไม่พ้นหลอกครับเรื่องเสียเงิน (อะไรที่วิ่งได้เร็วขึ้น ก็ยิ่งย่อมพังได้เร็วขึ้น) เป็นเรื่องของธรรมชาตินะขอรับ

ขอบคุณ คุณ R._Suji_Kung
http://atcloud.com/discussions/44483 (http://www.vigothailand.com/board/go.php?url=aHR0cDovL2F0Y2xvdWQuY29tL2Rpc2N1c3Npb25zLzQ0NDgz)
มีตัวอย่างของจริงใน youtube.com ใครสนใจลองเสิร์ชดูได้ครับ มีเยอะ


หัวข้อ: Re: ขาซิ่ง...รู้จริงป่ะ
เริ่มหัวข้อโดย: tot*ต๊อด ที่ มกราคม 17, 2010, 09:25:20 PM
Heel(ส้นเท้า) & Toe(ปลายเท้า)...คำถามยอดฮิต แต่ตอบกันผิดเป็นประจำ...

Heel & Toe นั้นเป็นเทคนิคที่ใช้ในการ Shift down หรือ เปลี่ยนเกียร์ลงเกียร์ต่ำขณะที่กำลังเบรคก่อนที่จะทำการเลี้ยวเข้าโค้ง เน้น..."เบรคก่อนที่จะทำการเลี้ยวเข้าโค้ง" โดยที่ไม่ให้เกิดอาการที่เรียกว่า Engine Braking และขอย้ำอีกครั้งว่า ถ้าใครในโลกนี้ทำตัวเป็น"กูรู้"สอนขับรถแข่ง แล้วบอกให้คุณใช้ Engine Braking ละก้อ กรุณาเดินหนีให้ไกลๆ แล้วไม่ต้องฟังมันพูดอีก

Heel & Toe นั้นจะ Effective หรือมีประสิทธิภาพอย่างสมบูรณ์ ต้องใช้ควบคู่กับ Double De-clutching ด้วย ตามที่คุณโก้(ที่ตอบมาเป็นภาษาอังกฤษ)นั้นบอกมานั้นเกือบถูก แต่หายไปหนึ่งสเตปคือสเตปของ Double De-clutching แล้วไอ้ Heel & Toe with Double De-clutching นี่ มันทำยังไง โอเค เตรียมตัวนะ จะบอรวดเดียวไม่มีเว้นวรรค เพราะตอนที่ทำ คุณจะมีเวลาแค่ 3-5 วินาที ก่อนที่จะต้องเลี้ยวเข้าโค้ง

....ขับสุดคันเร่งมาจนถึงจุดเบรคก่อนถึงโค้งยกเท้าขวาจากคันเร่งแล้วกดแป้นเบรคด้วยเท้าขวาเต็มตีนแบบThreshold Brakingโดยไม่ทำให้ล้อใดล้อหนึ่งล๊อค(เกือบล็อคโอเคแต่อย่าล็อค)ในขณะที่เท้าซ้ายกดลงบนแป้นคลัทช์มือซ้ายขยับหัวเกียร์จากเกียร์5(สมมุติว่าสุดทางตรงที่สนามพีระฯ)มาที่"เกียร์ว่าง"เท้าซ้ายถอนคลัทช์แล้วใช้ส้นหรือขอบเท้าของเท้าขวาBlipหรือ"เบิ้ล"คันเร่งในขณะที่ยังเบรคอยู่เท้าซ้ายเหยียบแป้นคลัทช์อีกที่มือซ้ายขยับหัวเกียร์ลงมาเกียร์4เท้าซ้ายถอนคลัทช์ถ้าต้องใช้เกียร์3เหยียบคลัทช์อีกทีเข้าเกียร์ว่างถอนคลัทช์เบิ้ลคันเร่งเหยียบคลัทช์อีกที่เข้าเกียร์3ถอนคลัทช์Trailเบรคแล้วเริ่มเลี้ยวเข้าโค้ง.....ทำทันไม๊?....ต้องทำให้ทันเพราะทั้งหมดนี้ต้องทำในขณะที่เบรคก่อนที่จะเลี้ยวเข้าโค้ง

ถ้าเปลี่ยนจาก 5 มา 4 มา 3 มันทำไม่ทัน จะเปลี่ยนจาก 5 มา 3 เลยก้อได้ แต่ค้องรอให้รถช้าลงมาให้รบพอดีก่อน ในกรณีที่เกียรเป็น H-pattern เราเปลี่ยนเกียร์ข้ามได้ แต่ถ้าใช้เกียร์ Sequential ก้อต้องไล่ลงมาทีละเกียร์

หลายคนป่านนี้คงมึนกับตรงที่...กดคลัทช์เข้าเกียร์ว่างถอนคลัทช์เบิ้ลคันเร่งเหยียบคลัทช์เข้าเกียร์ต๋ำถอนคลัทช์...แล้วถามว่า "ทำไมต้องทำด้วยวะ?" คำตอบก้อคือ มันทำให้ Synchromech engagement ในขณะ shift down มันง่ายขึ้น ถ้าคุณไม่เข้าเกียร์ว่างถอนคลัทช์ แต่แค่เหยียบคลัทช์แล้วเบิ้ลคันเร่งเฉยๆ คุณแค่ match รอบเครื่องให้เท่ากับรอบของเกียร์เฉยๆ แต่คุณยังใช้ Synchro ring ให้มันทำงานอยู่ ถ้าเกียร์ ratio ของคุณมันยังห่าง Synchro ring มันยังต้องใช้เวลานิดนึงในการทำงานอยู่ shift down ของคุณมันก้อจะช้า การเข้าเกียร์ว่าง ถอนคลัทช์ แล้วเบิ้ลคันเร่ง ทำให้เราใช้เครื่องต่อกับเกียร์ผ่านคลัทช์ไปช่วยหมุนเฟืองเกียร์ให้ทัน match รอบกันเร้ซขึ้นโดยไม่ต้องอาศัยการทำงานของ Synchro ring การ shift down ก้อจะงายขึ้น เร็วขึ้น แถมไม่เปลือง Synchro ring อีกต่างหาก หรือคุณจะถอด Synchro ring โยนทิ้งไปเลยก้อได้

มึนไม๊ละครับพี่น้อง เหอๆ  :yociexp44:
ขอบคุณ คุณ MOKAN
จากhttp://www.racing-club.net/board/index.php?topic=263.10;wap2 (http://www.vigothailand.com/board/go.php?url=aHR0cDovL3d3dy5yYWNpbmctY2x1Yi5uZXQvYm9hcmQvaW5kZXgucGhwP3RvcGljPTI2My4xMDt3YXAy)


หัวข้อ: Re: ขาซิ่ง...รู้จริงป่ะ
เริ่มหัวข้อโดย: onnton ที่ มกราคม 17, 2010, 09:51:51 PM
 v004


หัวข้อ: Re: ขาซิ่ง...รู้จริงป่ะ
เริ่มหัวข้อโดย: tot*ต๊อด ที่ มกราคม 17, 2010, 10:14:34 PM
ความเชื่อผิดๆที่ว่ารถหนักทรงตัวดีกว่ารถเบา....
       คนใช้รถหรือผู้ขับรถมักได้ยินภาษาชาวบ้านที่ว่ารถ(คันไหนมีน้ำ)หนัก(มาก)จะทรงตัวดีกว่ารถ(คันที่มีน้ำหนัก)เบา หรือรถเบาวิ่งทางไกลร่อนหรือปลิว อะไรประมาณนี้ โดยความเชื่อนี้น่าจะมาจากในสมัยก่อนรถเก๋งยุโรปคันใหญ่ เครื่องใหญ่ แรง ราคาแพง และหนัก มักจะทรงตัวด๊กวว่ารถญี่ปุ่นคันเล็ก ราคาถูก พอมีการพูดกันปากต่อปากจากผู้ไม่มีความรู้ความเข้าใจ จึงเกิดการถ่ายทอดเป็นคความเข้าใจผิดๆ ได้ขยายวงความเชื่อออกไปเรื่อยๆ ที้งนี้เพราะในสมัยนั้นเรื่องเทคโนโลยีของรถญี่ปุ่นยังล้าหลังกว่าฝั่งยุโรปพอสมควร ทำให้อุปกรณ์ต่างๆรวมถึงระบบควบคุม และช่วงล่างด้อยประสิทธิภาพกว่า แต่ในความจริงแล้วเรื่องของการทรงตัวในการเคื่อนที่ด้วยความเร็ว ปัจจัยหลักไม่ได้อยู่ที่มวลน้ำหนักรวมของรถอย่างที่เชื่อกัน ทั้งนี้ต้องมองที่ระบบอากาศพลศาสตร์ ระบบช่วงล่าง ในกรณีที่จุด 0 ถ่วง ระยะฐานล้อ และค่ามุมต่างๆเท่าหรือใกล้เคียงกัน เช่นถ้าเกิดรถคุณออกแบบรูปทรงไม่ดีมีค่าสัมประสิทธิแรงเสสียดทานสูงหรือต้านลม หรือมีการจัดเรียงกระแสลมไม่ดี เช่นมีลมช้อนด้านล่างมากไปก็จะทำให้แรงยึดเกาะด้านหน้าลดลง สิ้นเปลืองน้ำมันเป็นต้น ถ้ามากไปก็จะเกิดแรงกดมาก เกิดแรงต้านมาก ไปสร้างภาระกับช่วงล่างและสิ้นเปลืองน้ำมันเช่นกัน รถที่น้ำหนักของช่วงล่างมากๆ(เพราะต้องการความแขข็งแรง หรือเพราะต้องรับน้ำหรักตัวถัง หรือน้ำหนักบรรทุก)จะให้ให้การเคลื่อนตัวหรือให้ตัวของช่วงล่างได้ไม่สะดวก หรือทื่อ ทำให้ความสสมดุลของตัวรถเสียไป เป็นต้น สาเหตุที่รถเก๋งขนาดเล็กเจอกระแสลมบนไฮเวย์หรื่อมอเตอร์เวย์แล้วเกิดการแก่วงตัวนั้น น่าจะเป็นเพราะระบบอากาศพลศาสตร์ไม่ดี การออกแบบระบบช่วงล่าง ระบบช็อคอัพ หรือตัวถังที่ไม่แข็งแรงมีระยะบิดตัวจากจุดยึดต่างๆ มากกว่ารถเก๋งคันใหญ่ราคาแพง ที่ไม่ใช่ปัจจัยหลักเรื่องน้ำหนักรวมของรถ
 


หัวข้อ: Re: ขาซิ่ง...รู้จริงป่ะ
เริ่มหัวข้อโดย: clinicyont ที่ มกราคม 17, 2010, 10:27:40 PM
ดีครับ 
ขอบคุณครับ
สาระดีดี.


หัวข้อ: Re: ขาซิ่ง...รู้จริงป่ะ
เริ่มหัวข้อโดย: Murcielago ที่ มกราคม 17, 2010, 10:28:22 PM
 v019     ย้าว ยาวววว


หัวข้อ: Re: ขาซิ่ง...รู้จริงป่ะ
เริ่มหัวข้อโดย: Road Runner ที่ มกราคม 17, 2010, 10:41:15 PM
 v096
Thanks


หัวข้อ: Re: ขาซิ่ง...รู้จริงป่ะ
เริ่มหัวข้อโดย: tot*ต๊อด ที่ มกราคม 17, 2010, 11:02:06 PM
แม็กใหญ่ยางแก้มเตี้ยดีกว่าแมกติดรถ...จริงหรือ
      เดี๋ยวนี้กระแสรถกระบะใส่แม็กใหย่กำลังมาแรง บางคนยางเดิมยังไม่แตะพื้นก็ถอดไปเทิร์นแมกใหญ่มาแล้ว ผมพูดถึงแม็กใหญ่ก็ให้หมายความว่า แม็กที่มันทำให้เส้นรอบวงของล้อใหญ่กว่าเดิม ล้อโตขึ้น ไมล์เพี้ยนนั่นแหละ มาดูกันว่าแม็กใหญ่มีผลดีผลเสียอย่างไร
-มีราคาแพง อันนี่แน่นอนอยู่แล้ว ถ้าเป็นแม็กแท้มีญี่ห้อนะครับ แม็กไม่แท้ก็ใช้ดวงมากๆหน่อย
-น้ำหนักมาก แหงล่ะวงมันใหญ่วัสดุที่ใช้ทำก็ต้องเยอะ ทำให้การทรงตัวแย่ลงเพราะน้ำหนักของช่วงล่างมากขึ้น การให้ตัวของช่วงล่างทำได้แย่ลง
-เปลืองน้ำมัน เพราะมีหลักคิดง่ายๆที่ว่า 1 กก.ที่เพิ่มขึ้นของมวลหมุน มีค่าเท่ากัย 15 กก.ของมวลรวม นั่นหมายยความว่า ถ้าล้อคุณใหญ่ขึ้นหนักขึ้นข้างละ 2 กก.(นี่ตัวอย่าง เรื่องจริงมากกว่านี้)เมื่อคุณขับรถ หรือรถคุณเคลื่อนที่จะตีคร่าวๆว่ามีน้ำหนักหรือโหลดที่เครื่องต้องรับภาระเพิ่มเป็น 2*4*15= 120 กก. หนักเท่าๆกับภรรยาของสมาชิกบางคนเลยนะครับ(ล้อเล่น)
-ค่ามุมเพี้ยน เพราะแม็กใหญ่ส่วนใหญ่จะทำหน้ากว้างกว่าเดิม ความจริงใส่แม็กกว้างกว่าเดิมก็พอได้เพราะโรงงานเค้ายังเผื่อค่ามาบ้าง แต่ถ้ามากกว่าเดิมเยอะ ค่ามุมต่างๆก็จะเพี้ยนไป ออฟเซตก็ต่างจากเดิม หรือถึงจะใกล้เคียงของเดิมก็มีการยื่นหรือหุบมากกว่าเดิมเพราะขนาดความกว้างที่เพิ่มมานั่นเอง ค่าที่ผิดไปจะส่งผลถึงการควบคุมบังคับโดยตรง อาจมีปัญหาเรื่องการติดซุ้มเวลายืด-ยุบ หรือบังคับเลี้ยว เป็นต้น
-เสียหายง่าย/มีความสึกหรอของช่วงล่างสูง/แข็งกระด้าง เพราะมักต้องใช้คู่กับยางแก้มเตี้ย ประกอบกับถนนในบ้านเราอยู่ในสภาพแย่ มีร่องหลุมเป็นจำนวนมาก ธรรมชาติของยางแก้มเตี้ยคือมีระยะยุบตัวของแก้มยางน้อย ต้องสูบลมให้มีแรงดันสูงกว่าปกติ แต่จะเกิดเป็นปัญหาเรื่องความกระด้างแทน จึงต้องลดลมยาง แต่เมื่อลดลมยางเวลาที่หน้ายางกระแทกแรงๆกับผิวถนนที่ไม่เรียบจะทำให้ยุบมาจนถึงตัวแม็ก จนทำให้เกิด การดุ้ง คด งอ หรือแตกได้
-ระยะเบรคมากขึ้น/เบรคสสึกหรอมากขึ้น เพราะนน้ำหนักของล้อที่มากขึ้นทำให้สะสมพลังงงานจลน์มาก ต้องใช้กำลังในการหยุดที่มากขึ้น


ส่วนข้อดีคือ..ดูหรูหรา ราคาแพง และสวยงาม บางท่านอาจคิดว่ามีการยึดเกาะของหน้ายางที่กว้างมากขึ้น แต่ก็เป็นการเพิ่มแรงเสียดทานต้านการเคลื่อนที่เช่นกัน ย่อมเปลืองน้ำมันมากขึ้น หรืออาจคิดว่าเกาะถนนดีเข้าโค้งได้เร็วขึ้น แต่ถ้าไปพิจารณาเรื่องน้ำหนักของล้อที่มากขึ้น ช่วงล่างให้ตัวได้แย่ลง และตัวรถมีจุด 0 ถ่วงที่สูงขึ้น ก็จะพบว่าไม่เป็นนความจริง


หัวข้อ: Re: ขาซิ่ง...รู้จริงป่ะ
เริ่มหัวข้อโดย: clinicyont ที่ มกราคม 17, 2010, 11:04:45 PM
รวมเล่มแจกพี่น้องเลยดีเปล่า ต๊อด...หึหึหึ.


หัวข้อ: Re: ขาซิ่ง...รู้จริงป่ะ
เริ่มหัวข้อโดย: tot*ต๊อด ที่ มกราคม 17, 2010, 11:10:07 PM
รวมเล่มแจกพี่น้องเลยดีเปล่า ต๊อด...หึหึหึ.
หึๆ...


หัวข้อ: Re: ขาซิ่ง...รู้จริงป่ะ
เริ่มหัวข้อโดย: Yutithum ที่ มกราคม 18, 2010, 12:05:37 AM
 v096 v096 v096
ความรู้ใหม่ๆๆ


หัวข้อ: Re: ขาซิ่ง...รู้จริงป่ะ
เริ่มหัวข้อโดย: xzozis ที่ มกราคม 18, 2010, 12:28:30 AM
 v072 v073


หัวข้อ: Re: ขาซิ่ง...รู้จริงป่ะ
เริ่มหัวข้อโดย: BEAT ที่ มกราคม 18, 2010, 01:13:49 AM
 v072


หัวข้อ: Re: ขาซิ่ง...รู้จริงป่ะ
เริ่มหัวข้อโดย: jun1171 ที่ มกราคม 18, 2010, 01:23:17 AM
 v070   v072 v072


หัวข้อ: Re: ขาซิ่ง...รู้จริงป่ะ
เริ่มหัวข้อโดย: Boy_Smart ที่ มกราคม 18, 2010, 03:33:15 AM
 v045 ตาลายเลย


หัวข้อ: Re: ขาซิ่ง...รู้จริงป่ะ
เริ่มหัวข้อโดย: tot*ต๊อด ที่ มกราคม 18, 2010, 06:30:25 AM
นี่ครับ..เอาเทคนิค Heel & Toe ของปู่ Rhol "Walter Rhol" อดีตนักแข่งแรลลี่ ที่ตอนนี้เป็นมือขับทดสอบของ พอร์ช มาให้ดู แกขับได้ระห่ำสุดๆจริงๆ แต่ต้องสังเกตดีๆเพราะแกไมม่ได้ใช้ ส้นเท้า-ปลายเท้า ชัดเจนนัก แต่แกใช้ข้างเท้าแตะ-เขี่ย คันเร่งเอา(ระหว่างที่ทำ Heel & Toe ) อาจเพราะตัวแกใหญ่ เท้าใหญ่ หรือเพราะแป้นที่ปรับแต่งเพื่อการแข่งโดยเฉพาะ แต่ที่น่ากลัวสุดๆก็เป็นผู้ชมที่ยืนติดแทรกแถถมยังวิ่งตัดไป-ตัดมา แบบไม่กลัวตายทั้งนักแข่งทั้งคนดู
http://www.youtube.com/watch?v=aSQ0yGYEYzo (http://www.vigothailand.com/board/go.php?url=aHR0cDovL3d3dy55b3V0dWJlLmNvbS93YXRjaD92PWFTUTB5R1lFWXpv)


หัวข้อ: Re: ขาซิ่ง...รู้จริงป่ะ
เริ่มหัวข้อโดย: ก่อนสอง ที่ มกราคม 18, 2010, 10:35:40 PM
 v045 v045 v045 ถึงจะอ่านแล้ว งงงงงงงงงงงงง แต่ก็ ขอขอบคุณสำหรับความรู้ใหม่ครับ


หัวข้อ: Re: ขาซิ่ง...รู้จริงป่ะ
เริ่มหัวข้อโดย: teerada448 ที่ มกราคม 19, 2010, 05:18:35 AM
ความรู้และสาระดีๆแบบนี้เดี๋ยวผมจะทำการปักหมุดเอาไว้เปนความรู้ให้กับเพื่อนสมาชิกเปนระยะเวลานึงนะครับเพื่อที่จะได้เปนสาระ ความรู้แก่เพื่อนสมาชิก ท่านอื่นๆต่อไปนะครับ


หัวข้อ: Re: ขาซิ่ง...รู้จริงป่ะ
เริ่มหัวข้อโดย: oudkkk ที่ มกราคม 19, 2010, 06:39:49 AM
อ่านซะตาลายเลย  v045


หัวข้อ: Re: ขาซิ่ง...รู้จริงป่ะ
เริ่มหัวข้อโดย: bong-yo ที่ มกราคม 19, 2010, 04:42:46 PM
 v070 v070
มีสาระดีมากเลยคับ
 v096


หัวข้อ: Re: ขาซิ่ง...รู้จริงป่ะ
เริ่มหัวข้อโดย: Murcielago ที่ มกราคม 19, 2010, 04:57:37 PM
ขอบคุณครับ สำหรับความรู้ใหม่ๆ

หลังจากที่อ่านแล้ว ก็พบว่า คงไม่มีปัญญาขับได้แบบเขา

ไปอ่าน Initial D ต่อดีกว่า  v016 v016


หัวข้อ: Re: ขาซิ่ง...รู้จริงป่ะ
เริ่มหัวข้อโดย: DATA123 ที่ มกราคม 21, 2010, 04:03:38 AM
ไม่รู้เรื่องเลยมึน  v079 ยอมขับธรรมดาๆ ดีกว่า v063


หัวข้อ: Re: ขาซิ่ง...รู้จริงป่ะ
เริ่มหัวข้อโดย: vntbo ที่ มกราคม 22, 2010, 02:16:11 PM
พี่ครับมีวิธีเปลี่ยนเกียร์วีโก้  แบบใช้แข่งควอเตอณไมล์ไหมครับ  แบบรอบสนามยกสูงขอบาย v100 v083_2


หัวข้อ: Re: ขาซิ่ง...รู้จริงป่ะ
เริ่มหัวข้อโดย: bas.za ที่ มกราคม 25, 2010, 05:37:40 PM
 v061
ผม v084


หัวข้อ: Re: ขาซิ่ง...รู้จริงป่ะ
เริ่มหัวข้อโดย: tukvigo ที่ มกราคม 27, 2010, 05:17:25 PM
                    v042ได้ความรู้ดีครับ  ให้ลองฝึกคงยาก v102


หัวข้อ: Re: ขาซิ่ง...รู้จริงป่ะ
เริ่มหัวข้อโดย: tot*ต๊อด ที่ มกราคม 27, 2010, 06:23:53 PM
Commonrail System

    คือระบบฉีดเชื้อเพลิงเข้าสู่ห้องเผาไหม้โดยตรงด้วยปั้มแรงดันสูง(มากกว่า 1,000 บาร์ / 15,000 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว) มีจังหวะการฉีดมากกว่า 1 ครั้งใน การฉีดจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิง เมื่อเครื่องหมุน ปั๊มน้ำมันเชื้อเพลิงแรงดันสูงจะสร้างแรงดันน้ำมันสูง จ่ายไปยังรางน้ำมันเชื้อเพลิง(Commonrail) ซึ่งจะทำหน้าที่กักเก็บน้ำมันที่มีแรงดันสูงและจ่ายต่อไปยังหัวฉีด (Injector) ในแต่ละกระบอกสูบ ในหัวฉีดจะมีโซลีนอยด์วาล์ว ซึ่งโซลีนอยด์วาล์วนี้จะรับสัญญาณการควบคุมจากกล่องเครื่องยนต์ (Eletronic Control Module) เพื่อสั่งให้โซลีนอยด์เปิด/ปิดเพื่อฉีดน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าสู่ห้องเผาไหม้ ซึ่งกล่องควบคุมเครื่องยนต์จะอาศัยสัญญาณที่ส่งเข้ามาจากเซ็นเซอร์ในระบบการ ฉีดน้ำมันเชื้อเพลิงหลายๆ ตัว เป็นตัวกำหนดจังหวะและปริมาณการฉีด ตัวอย่างจังหวะการฉีดในระบบของ BOSCH (ที่ดีกว่าของ เดนโซ่ในรถวีโก้) 
 
ลักษณะเวลาในการฉีด และจำนวนการฉีด

การฉีดนำร่อง (Pilot injection)
น้ำมันดีเซลจำนวนเล็กน้อยจะถูกฉีดเข้าไปก่อนการฉีดหลัก ซึ่งจะสร้างการผสมผสานกันระหว่างน้ำมันเชื้อเพลิงกับอากาศในกระบอกสูบ การฉีดนำร่องช่วยพัฒนาความสามารถในการขับขี่ และช่วยลดเสียงจากการเผาไหม้ลง และสามารถที่จะเกิดขึ้นหนึ่งครั้งหรือสองครั้งก่อนการฉีดล่วงหน้า

การฉีดล่วงหน้า (Pre injection)
มีหลักการทำงานโดยน้ำมันเชื้อเพลิงจำนวนเล็กน้อยจะถูกฉีดเข้าไปก่อนการฉีด หลัก การทำแบบนี้มีเหตุผลเพื่อที่จะสร้างไฟนำร่องเล็ก ๆ ซึ่งจะเป็นการช่วยลดการปลดปล่อย NOx และเสียงจากการเผาไหม้

การฉีดหลัก (Pre injection)
   การฉีดหลัก คือ การฉีดน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับการเผาไหม้หลักเพื่อให้ได้พลังงานตามความต้อง การของผู้ควบคุม หรือตามภาระของเครื่องยนต์

การฉีดตามหลังการฉีดหลัก (After injection)
การฉีดตามหลังสามารถแยกออกได้เป็นสองหมวด ส่วนแรกคือ การฉีดเชื้อเพลิงจำนวนเล็กน้อย เพื่อสร้างการเผาไหม้ที่สมบูรณ์ของเชื้อเพลิงที่เหลืออยู่และยังไม่เผาไหม้ ส่วนที่สองคือ การช่วยเพิ่มอุณหภูมิการปลดปล่อย เพื่อที่จะช่วยระบบบำบัดไอเสียให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การฉีดภายหลัง (Post-injection)
การฉีดแบบนี้ไม่ได้มีส่วนช่วยในการทำงานของเครื่องยนต์ แต่การฉีดภายหลังแบบนี้ เกิดขึ้นเพื่อที่จะเพิ่มอุณหภูมิไอเสียในระบบ

ระบบ Commonrail ถูกพัฒนาขึ้นครั้งแรกเมื่อราวปี 60 เพื่อใช้ในอุตสาหกรรมรถไฟของสวิตเซอแลนด์ และถูกนำมาต่อยอดเพื่อพัฒนาใช้สำหรับรถยนต์บรรทุกขนาดใหญ่ครั้งแรกโดยวิศวกรชาวญี่ปุ่นของบริษัทเดนโช่ในปี 95 ต่อมากลุ่มเฟียต(รวมถึงอัลฟ่าโรมีโอ) ได้มีการพัฒนาเพื่อใช้สำหรับรถยนต์ส่วนบุคคล แต่เนื่องจากขาดสภาพคล่องทางการเงินจึงได้ขายเทคโนโลยีนี้ไปพร้อมกับการเปิดตัว อัลฟ่าโรเมโอ 156 1.9 JTD ในปี 97 พร้อมกับ Benz C 220 CDI.


หัวข้อ: Re: ขาซิ่ง...รู้จริงป่ะ
เริ่มหัวข้อโดย: tukvigo ที่ มกราคม 27, 2010, 06:46:45 PM
                                                      v072แน่นอนจริง  v072
                                ดีนะที่ อีซูซุ มันก็ใช้ เดนโซ่ เหมือนกันไม่งั้นมันคุยตายว่าของมันดีกว่า
                                      อังเอิญตอนแม่ออกรถให้(ดาวให้ผ่อนเอง)ผมเลือก vigo พี่ชายดันเลือก อีซูซุ
                                       ดูสิออกพร้อมกัน ปั้มใครจะพังก่อนกัน ใช้งานพอๆกัน v076


หัวข้อ: Re: ขาซิ่ง...รู้จริงป่ะ
เริ่มหัวข้อโดย: odasung ที่ กุมภาพันธ์ 01, 2010, 10:29:52 PM
 v096


หัวข้อ: Re: ขาซิ่ง...รู้จริงป่ะ
เริ่มหัวข้อโดย: jamesbond ที่ กุมภาพันธ์ 03, 2010, 05:31:26 AM
สาระดีๆ ทั้งนั้น



หัวข้อ: Re: ขาซิ่ง...รู้จริงป่ะ
เริ่มหัวข้อโดย: M_TANAWAT ที่ กุมภาพันธ์ 20, 2010, 11:25:42 PM
กว่าจะอ่านจบตาลายครับ v109 v107 แต่ก็ขอบคูณสำหรับความรู้ครับ v070 v070


หัวข้อ: Re: ขาซิ่ง...รู้จริงป่ะ
เริ่มหัวข้อโดย: Owan ที่ กุมภาพันธ์ 21, 2010, 02:47:40 AM
ความรู้ทั้งน้น...ขอบคุณครับ  v005 v005


หัวข้อ: Re: ขาซิ่ง...รู้จริงป่ะ
เริ่มหัวข้อโดย: jokjak13610 ที่ กุมภาพันธ์ 21, 2010, 03:42:49 PM
 v070 v070


หัวข้อ: Re: ขาซิ่ง...รู้จริงป่ะ
เริ่มหัวข้อโดย: clinicyont ที่ กุมภาพันธ์ 21, 2010, 04:12:43 PM
"ระบบ Commonrail ถูกพัฒนาขึ้นครั้งแรกเมื่อราวปี 60 "   จริงครับ
แต่สมัยนั้น อิเล็คฯ ยังไม่มีความก้าวหน้าอย่างทุกวันนี้  การบังคับควบคุมจึงยังยุ่งยาก(แม็กกานิก)
แต่ปัจจุบัน อิเล็คฯ เจริญก้าหน้ามามาก จึงหยิบยกมาพัฒนาใหม่และได้ผลเป็นอย่างดี


หัวข้อ: Re: ขาซิ่ง...รู้จริงป่ะ
เริ่มหัวข้อโดย: wirud tammang ที่ กุมภาพันธ์ 22, 2010, 04:16:37 PM
 v072


หัวข้อ: Re: ขาซิ่ง...รู้จริงป่ะ
เริ่มหัวข้อโดย: e20xao ที่ กุมภาพันธ์ 25, 2010, 07:12:28 AM
ลอง ดริฟท์ด้วยเจ้าโก้ มาแล้วรู้เลยว่าถ้าจะทำแบบนี้อีกต้อง แต่งช่วงล่างให้ดีกว่านี้


หัวข้อ: Re: ขาซิ่ง...รู้จริงป่ะ
เริ่มหัวข้อโดย: drafts ที่ มีนาคม 03, 2010, 10:57:43 PM
 v073


หัวข้อ: Re: ขาซิ่ง...รู้จริงป่ะ
เริ่มหัวข้อโดย: piphoon ที่ มีนาคม 10, 2010, 06:29:26 PM
แม็กใหญ่ยางแก้มเตี้ยดีกว่าแมกติดรถ...จริงหรือ
      เดี๋ยวนี้กระแสรถกระบะใส่แม็กใหย่กำลังมาแรง บางคนยางเดิมยังไม่แตะพื้นก็ถอดไปเทิร์นแมกใหญ่มาแล้ว ผมพูดถึงแม็กใหญ่ก็ให้หมายความว่า แม็กที่มันทำให้เส้นรอบวงของล้อใหญ่กว่าเดิม ล้อโตขึ้น ไมล์เพี้ยนนั่นแหละ มาดูกันว่าแม็กใหญ่มีผลดีผลเสียอย่างไร
-มีราคาแพง อันนี่แน่นอนอยู่แล้ว ถ้าเป็นแม็กแท้มีญี่ห้อนะครับ แม็กไม่แท้ก็ใช้ดวงมากๆหน่อย
-น้ำหนักมาก แหงล่ะวงมันใหญ่วัสดุที่ใช้ทำก็ต้องเยอะ ทำให้การทรงตัวแย่ลงเพราะน้ำหนักของช่วงล่างมากขึ้น การให้ตัวของช่วงล่างทำได้แย่ลง
-เปลืองน้ำมัน เพราะมีหลักคิดง่ายๆที่ว่า 1 กก.ที่เพิ่มขึ้นของมวลหมุน มีค่าเท่ากัย 15 กก.ของมวลรวม นั่นหมายยความว่า ถ้าล้อคุณใหญ่ขึ้นหนักขึ้นข้างละ 2 กก.(นี่ตัวอย่าง เรื่องจริงมากกว่านี้)เมื่อคุณขับรถ หรือรถคุณเคลื่อนที่จะตีคร่าวๆว่ามีน้ำหนักหรือโหลดที่เครื่องต้องรับภาระเพิ่มเป็น 2*4*15= 120 กก. หนักเท่าๆกับภรรยาของสมาชิกบางคนเลยนะครับ(ล้อเล่น)
-ค่ามุมเพี้ยน เพราะแม็กใหญ่ส่วนใหญ่จะทำหน้ากว้างกว่าเดิม ความจริงใส่แม็กกว้างกว่าเดิมก็พอได้เพราะโรงงานเค้ายังเผื่อค่ามาบ้าง แต่ถ้ามากกว่าเดิมเยอะ ค่ามุมต่างๆก็จะเพี้ยนไป ออฟเซตก็ต่างจากเดิม หรือถึงจะใกล้เคียงของเดิมก็มีการยื่นหรือหุบมากกว่าเดิมเพราะขนาดความกว้างที่เพิ่มมานั่นเอง ค่าที่ผิดไปจะส่งผลถึงการควบคุมบังคับโดยตรง อาจมีปัญหาเรื่องการติดซุ้มเวลายืด-ยุบ หรือบังคับเลี้ยว เป็นต้น
-เสียหายง่าย/มีความสึกหรอของช่วงล่างสูง/แข็งกระด้าง เพราะมักต้องใช้คู่กับยางแก้มเตี้ย ประกอบกับถนนในบ้านเราอยู่ในสภาพแย่ มีร่องหลุมเป็นจำนวนมาก ธรรมชาติของยางแก้มเตี้ยคือมีระยะยุบตัวของแก้มยางน้อย ต้องสูบลมให้มีแรงดันสูงกว่าปกติ แต่จะเกิดเป็นปัญหาเรื่องความกระด้างแทน จึงต้องลดลมยาง แต่เมื่อลดลมยางเวลาที่หน้ายางกระแทกแรงๆกับผิวถนนที่ไม่เรียบจะทำให้ยุบมาจนถึงตัวแม็ก จนทำให้เกิด การดุ้ง คด งอ หรือแตกได้
-ระยะเบรคมากขึ้น/เบรคสสึกหรอมากขึ้น เพราะนน้ำหนักของล้อที่มากขึ้นทำให้สะสมพลังงงานจลน์มาก ต้องใช้กำลังในการหยุดที่มากขึ้น


ส่วนข้อดีคือ..ดูหรูหรา ราคาแพง และสวยงาม บางท่านอาจคิดว่ามีการยึดเกาะของหน้ายางที่กว้างมากขึ้น แต่ก็เป็นการเพิ่มแรงเสียดทานต้านการเคลื่อนที่เช่นกัน ย่อมเปลืองน้ำมันมากขึ้น หรืออาจคิดว่าเกาะถนนดีเข้าโค้งได้เร็วขึ้น แต่ถ้าไปพิจารณาเรื่องน้ำหนักของล้อที่มากขึ้น ช่วงล่างให้ตัวได้แย่ลง และตัวรถมีจุด 0 ถ่วงที่สูงขึ้น ก็จะพบว่าไม่เป็นนความจริง

รบกวนผู้รู้หน่อยครับ ผมกำลังจะเปลียนยางครับ
vigo cab3.0e ขับ2 ปี2006
ยางเดิม 205/70r15
มักมีเสียงเอี๊ยด
มีบางเว็บไซท์ที่ขายยางแนะนำว่าสามารถเพิ่มหน้ากว้าง ได้อี 10-20มิล
โดยลดซีรี่ลง 10:5
คื่อทุก 10 มิลที่เพิ่มหน้ายาง ให้ลด ซีรี่ลง 5 ซีรี่
ตัดสินอยู่ว่า ระหว่างของเดิม 205/70R15
กับ 215/65R15
เน้นเกาะ นุ่ม เงียบ
ปกติใช้คงามเร็วที่ประมาณ 100 - 140
ไม่บรรทุกครับ
รบกวนขอคำแนะนำด้วยครับ


หัวข้อ: Re: ขาซิ่ง...รู้จริงป่ะ
เริ่มหัวข้อโดย: ffmj ที่ มีนาคม 24, 2010, 09:50:39 AM
เข้าเกียร์  เหมือน   ฮอนด้า เวฟป่าวเพ่


หัวข้อ: Re: ขาซิ่ง...รู้จริงป่ะ
เริ่มหัวข้อโดย: voravit ที่ เมษายน 05, 2010, 07:14:08 PM
 v072


หัวข้อ: Re: ขาซิ่ง...รู้จริงป่ะ
เริ่มหัวข้อโดย: Diamond Crown ที่ เมษายน 05, 2010, 07:32:03 PM
รบกวนผู้รู้หน่อยครับ ผมกำลังจะเปลียนยางครับ
vigo cab3.0e ขับ2 ปี2006
ยางเดิม 205/70r15
มักมีเสียงเอี๊ยด
มีบางเว็บไซท์ที่ขายยางแนะนำว่าสามารถเพิ่มหน้ากว้าง ได้อี 10-20มิล
โดยลดซีรี่ลง 10:5
คื่อทุก 10 มิลที่เพิ่มหน้ายาง ให้ลด ซีรี่ลง 5 ซีรี่
ตัดสินอยู่ว่า ระหว่างของเดิม 205/70R15
กับ 215/65R15
เน้นเกาะ นุ่ม เงียบ
ปกติใช้คงามเร็วที่ประมาณ 100 - 140
ไม่บรรทุกครับ
รบกวนขอคำแนะนำด้วยครับ

215/65R15  ผมใช้อยู่ครับ  โอเคเลยครับ  ชุดต่อไปก็จะใช้ไซส์นี้อีกครับ


หัวข้อ: Re: ขาซิ่ง...รู้จริงป่ะ
เริ่มหัวข้อโดย: tot*ต๊อด ที่ พฤษภาคม 07, 2010, 06:20:09 AM
ป้ายทะเบียนยาวป้ายปลอม ตัดต่ออัดกรอบใหม่เป็นป้ายยาว ผิดข้อหาดัดแปลง เปลี่ยนแปลงเอกสารของทางราชการเจ้าหน้าที่มีสิทธิเรียกปรับ ระบุโทษไม่เกิน 2,000 บาท

การติดป้ายเอียง แบบแหงนขึ้น – แหงนลง มีวัสดุมาปิดทับ เจ้าหน้า มองเห็นไม่ชัดเจนมีโทษปรับเช่นเดียวกัน

การไม่ติดป้าย หรือวางไว้ที่กระจกหน้ารถ ผิดเช่นกันต้องโทษปรับ 500 บาท

ส่วนการติดป้าย ที่ทำขึ้นเอง เช่นทำด้วยกระดาษ หรือใช้การเขียน แต่หมายเลขตรงกับทะเบียนรถ ผิดข้อหา ไม่ใช้เอกสารที่ทางราชการกำหนด ถ้าเป็นป้ายปลอม (ไม่มี ข.ส. ) ต้องคดีข้อหาปลอมแปลงเอกสารของทางราชการ เจ้าหน้าที่อาจจะเรียกปรับ หรือส่งฟ้องเพื่อทำการเรียกปรับที่ชั้นศาล โดยระบุโทษไว้ที่100,000 บาท (อ่านไม่ผิดหรอกครับ 1แสนบาท) และถ้าหมายเลขป้ายไม่ตรงกับ ป้ายวงกลม ไม่ตรงกับสำเนารถเจ้าหน้าที่ตำรวจมีสิทธิยึดรถ เพื่อส่งเข้ากองพิสูจน์หลักฐาน เพื่อหาที่มาของตัวรถและผู้ขับขี่ต้องไปให้ปากคำที่สถานีตำรวจ รวบรวมสำนวน ส่งให้ศาลตัดสินค่าปรับก็มีตั่งแต่หลักแสน จนถึงหลักล้านก็เคยมีมาแล้ว

โหลดเตี้ยๆหรือสุดๆ แบบ lowRider เตี้ยแค่ไหนถึงจะเรียกว่า ผิด ในพระราชบัญญัติรถยนตร์พ.ศ.2522 ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า รถที่โหลดเตี้ยจะต่ำแค่ไหนก็ได้ ยึดหลักเพียงการวัดระยะกึ่งกลางไฟหน้า กับระดับพื้นถนนต้องไม่ต่ำกว่า 40 เซนติเมตร ถ้าต่ำกว่าถือว่าผิด แต่ถ้าไฟหน้าสูงกว่าแต่รถใส่สปอยเลอร์จนเตี้ยต่ำแทบจะลากพื้น จะใช้กฎการพินิจ จากเจ้าหน้าที่ตำรวจนายช่างตรวจสภาพกรมขนส่ง และผู้วินิจฉัยผล ต.ร.อ. ว่าเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุหรือสร้างความเดือดร้อนให้แก่ตนเอง และผู้อื่นหรือไม่ ถ้าฟันธงว่าเสี่ยงก็ถือว่าผิดได้เช่นกัน

ยกสูงมากๆแบบ Big Foot ผิดหรือปล่าว ในพระราชบัญญัติรถยนตร์ก็ระบุไว้อย่างชัดเจนเช่นกันว่า จะยกสูงแค่ไหน แต่ต้องวัดระดับกึ่งกลางไฟหน้ากับพื้นถนนต้องไม่สูงกว่า 135 เซนติเมตร แต่ถ้าไฟหน้าสูงไม่เกิน แต่รถสูงมาก มีการดัดแปลงสภาพมากตัวนี้ต้องมีวิศวกรรองรับการดัดแปลงสภาพ และต้องแจ้งกับกรมขนส่งทางบกให้เป็นที่เรียบร้อยแต่ถ้าไม่สูงมาก แต่ใส่ยางใหญ่เกินแบบ ล้นออกมาข้างตัวรถมากๆ เกินบังโคลนล้อ ก็ต้องใช้หลักดุลพินิจอีกเช่นกันว่าเสี่ยงต่อผู้ร่วมใช้ถนนหรือไม่ ถ้าเสี่ยงผิดทันที

ใส่ล้อยางใหญ่มากๆ 19 - 20 หรือ 22 ผิดหรือไม่ ในกฎหมายไม่มีการระบุขนาดของล้อและขนาดก็ไม่ได้มีผลการเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ ดังนั้น จะใส่ล้อใหญ่ขอบ 18 -19-20 หรือจะ 22 ไม่ผิดครับ แต่ถ้าใส่แล้วยางเกินออกมานอกบังโคลนล้อมากๆข้างละหลายๆนิ้ว เจ้าหน้าที่บอกว่าเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ อาจสร้างความเดือดร้อนแก่ผู้อื่น(เช่นทำให้ผู้อื่นกะระยะรถผิดในขณะสวนหรือเลี้ยว) ก็ถือว่าผิดได้ หรือใส่ล้อใหญ่จนต้องแบะล้อเพื่อหลบซุ้มแล้ววิ่งจนยางสึกเห็นผ้าใบ ต้องเรียกว่าเสี่ยงต่ออุบัติเหตุต่อตนเอง ก็ถือว่าผิดเช่นกัน

ตีโป่งขยายซุ้มล้อ ใส่สปอยเลอร์ แล้วจะผิดไหม โชคดีครับที่การตีโป่งซุ้มล้อหรือที่เรียกกันว่า Wide Body ข้อนี้ในกฎหมายไม่ได้ระบุไว้ชัดเจนแต่อย่างไร
แต่ระบุไว้ว่า ส่วนที่ตียื่นต้องมีลักษณะเป็นชิ้นเดียวกับตัวรถ หรือถ้าเป็นวัสดุคนละชนิดกัน ต้องมีการยึดติดอย่างแน่นหนา ถ้าไม่แน่นหนาหรือตีโป่งมาก (ยื่นจนน่าเกลียด) เจ้าหน้าที่มีสิทธิขอตรวจดูสำเนาการจดทะเบียน ว่ามีการดัดแปลงเกินกว่าที่จดทะเบียนไว้หรือไม่ โดยอ้างอิงจากบริษัทผู้ผลิตถึงขนาดตัวรถ และฐานล้อ ซึ่งต้องใช้วิศวกรรับรองการดัดแปลงสภาพ และต้องแจ้งกับกรมขนส่งทางบก ถ้าขนส่งตรวจแล้วลงความเห็นว่าผ่านก็ดีไป แต่ถ้าลงความเห็นว่าไม่ผ่านต้องเลาะออกกลับสภาพเดิม

ฝากระโปรงหน้า–หลังดำ ฝากระโปรงไฟเบอร์ ที่เขาว่าผิด ผิดข้อไหน เปลี่ยนฝากระโปรงไฟเบอร์ถ้าทำเป็นสีเดียวกับสีรถ ที่จดทะเบียนไว้ถือว่าไม่ผิด แต่ถ้าเปลี่ยนสีฝากระโปรงเป็นสีดำ หรือสีอื่น ที่ไม่ตรงกับสีตัวรถเจ้าหน้าที่จะพิจารณาตามกฎที่ว่า รถยนต์ที่จดทะเบียนจะมีการระบุสีตัวรถไว้อย่างชัดเจนไม่รวมสีของกันชนรถ โดยสีอื่นต้องมีไม่เกินครึ่งหนึ่งของสีหลักที่จดทะเบียนไว้
เช่นในกรณีรถระบุไว้ในทะเบียนว่าเป็นสีขาวแต่ฝากระโปรงหน้าเป็นสีดำ เจ้าหน้าพินิจแล้วไม่เกินครึ่งหนึ่งก็ถือว่าไม่ผิด แต่พินิจว่าผิดก็ถือว่าผิดได้เช่นกัน (การพินิจหมายถึง การใช้หลักพิจรณาในแต่ละบุคล) แต่ถ้าดำทั้งฝากระโปรงหน้าและหลัง ส่วนมากจะพินิจว่าผิด เกิน 50 เปอร์เซ็นต์ของสีหลัก ซึ่งเจ้าของรถต้องนำรถเข้าไปแจ้งเปลี่ยนสี ว่าเป็นรถสองสี (ทูโทน) กับกรมขนส่งทางบกเสียก่อน ถ้าไม่แจ้งก็อาจต้องโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท

เปลี่ยนท่อไอเสียใหญ่เสียงดังแค่ไหนถึงเรียกว่าผิด
จะเปลี่ยนท่อใหญ่ 3 นิ้ว 4 นิ้ว จะมีหม้อพักกี่ใบ หรือจะไม่หม้อพักเลยก็ได้แต่หม้อพักต้องปล่อยออกทางท้ายรถเท่านั้น (ยกเว้นเสียแต่พวกรถพ่วง รถโดยสารขนาดใหญ่)ถ้าออกข้างตัวถังรถก็ถือว่าผิดทันที ตามกฎหมายจะระบุไว้แค่การวัดเสียงดังที่ปล่อยออกจากปลายท่อตามพระราชบัญญัติรถยนต์ระบุว่า รถยนต์ที่เกิน 7 ปี ต้องนำรถเข้าตรวจสภาพ ณ.สถานตรวจสภาพ เพื่อตรวจวัดระดับเสียง ที่ปลายท่อไอเสียด้วยเครื่อง Sound level Meter ผลที่ได้ต้องไม่เกิน 100 เดซิเบล (การตรวจวัดแบบ O.5 เมตร) สำหรับเครื่องยนต์เบนซิลวัดที่ ¾รอบที่ให้แรงม้าสูงสุด และรอบสูงสุดสำหรับเครื่องยนต์ดีเซล ถ้าท่านใดถูกจับในข้อหาเสียงท่อดัง ต้องถามเจ้าหน้าที่ว่าเสียงดังเกินที่กำหนดไว้เท่าไหร่ (ถ้าเจ้าหน้าที่ไม่มีเครื่องวัดใช้หูฟัง ก็พอจะเถียงค่ำๆคูๆเอาตัวรอดได้) แต่ถ้าเจ้าหน้าที่ส่งรถเข้าเครื่องตรวจวัดแล้วเกินจริง ก็ต้องโทษปรับไม่เกิน 1,000 บาท

ไฟหน้าหลายสี ไฟซีนอน ไฟท้ายขาว โคมขาว โคมดำ พ่นสีดำ จะผิดแค่ไหน
ปัจจุบันไฟหน้าแบบซีนอน ยังไม่มีกฎหมายออกมารองรับ จึงอนุญาตให้ติดได้ เพียงแต่ติดตั้งแล้วเมื่อเข้าเครื่องมือทดสอบโคมไฟ ลำแสงต้องมีองศาตกลงจากแนวระนาบ ไม่น้อยกว่า 2 องศาและต้องไม่เบนไปทางขวา ถึงเรียกว่าผ่าน สวนเรื่องสีของ แต่โคมไฟหน้าทางกรมกำหนดไว้เพียง2 สี เท่านั้นคือ สีเหลืองอ่อน และสีขาว ถ้าเป็นสีอื่น เช่นสีฟ้า สีม่วง สีเหลืองเข้มหรือสีเขียว มีความผิดตามพระราชบัญญัติรถยนต์พ.ศ. 2522 มาตรา12 ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท

ส่วนไฟหยุด (ไฟเบรก) ต้องเป็นสีแดง ไฟเลี้ยวต้องเป็นสีเหลืองอำพัน ไฟส่องป้ายต้อเป็นสีขาวมองเห็นป้ายทะเบียนได้ไกลไม่น้อยกว่า 20 เมตร การเปลี่ยนโคมไฟเป็นสีขาวหรือพ่นโคมเป็นสีดำ ต้องพิจารณาขณะเปิดไฟเลี้ยว ไฟเบรก ถ้าไฟที่แสดงออกมาชัดเจนและเป็นสีที่กำหนดก็ถือว่าผ่าน ถ้าผิดสีก็เตรียมเงินไว้อีก 2,000 บาท เป็นค่าปรับ

ไฟสปอร์ทไลท์และโคมไฟตัดหมอก ผิดกฎหมายหรือไม่ ติดอย่างไรถึงจะว่าไม่ผิด
โคมไฟสปอร์ทไลท์หมายถึงโคมไฟแสงพุ่งไกล แบบกระจายวงกว้าง แบบนี้ห้ามติดโดยเด็จขาดแม้จะมีฝาครอบปิด ผิดพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 ระวางโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท
ส่วนไฟตัดหมอกมีลักษณะเป็นไฟแสงพุ่งต่ำล่าสุดปี พ.ร.บ. 2536 อนุญาตให้รถยนต์ติดไฟสปอร์ตไลท์หรือ ไฟตัดหมอกเพิ่มได้ ข้างละ 1 ดวง (เท่ากับ 2 ดวง)ในระดับแนวเดียวกัน ความสูงจากพื้นถนนไม่ต่ำกว่า 40 เซนติเมตรและไม่สูงกว่า 135 เซนติเมตร ต้องเป็นแสงสีเหลือง หรือสีขาว กำลังไฟไม่เกิน55 วัตต์ ไม่เกินกว่าระดับโคมไฟแสงพุ่งไกลและโคมไฟแสงพุ่งต่ำศูนย์รวมแสงต้องต่ำกว่าแนวขนานกับพื้นราบไม่น้อยกว่า 2 องศา หรือ 0.20 เมตร ในระยะ 7.50 เมตร และไม่เฉไปทางขวา

ส่วนการเปิดไฟตัดหมอกนั้นทำได้เมื่อมีอุปสรรค์ในการขับขี่ เช่นมีหมอกควัน หรือฝนตกหนัก มองเห็นสิ่งกีดขวางหรือรถที่สวนทางมาในระยะไม่เกิน 150 เมตร ถ้าติดไม่ถูกต้อง หรือเปิดไฟพร่ำเพื่อมีโทษปรับไม่เกิน 500 บาท รวมถึงการติดไฟนีออนใต้ท้อง หรือกรอบป้ายทะเบียน ก็เป็นสิ่งต้องห้าม ผิดอีกเช่นเดียวกันโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท

ดัดแปลงเป็นขับเคลื่อน4 ล้อ ผิดแน่นอน แก้ไขอย่างไร
ตามสมุดคู่มือการจดทะเบียนจะระบุไว้อย่างชัดเจนว่า เป็นรถยนต์ประเภทไหน (รย.1 –รย. 2 หรือ รย.3)ซึ่งจะมีการระบุจำนวนเพลาไว้ด้วย รถยนต์ที่ขับเคลื่อน 2 ล้อ (2เพลา) ถ้ามีการดัดแปลงเป็นระบบขับสี่ล้อต้องแจ้งกับกรมการขนส่งเสียก่อน ซึ่งต้องใช้หลักฐาน ใบเสร็จอะไหล่
ใบรับรองวิศวกร นำรถเข้าตรวจหาความถูกต้องปลอดภัยแข็งแรง ก่อนที่อาจจะมีการส่งรถเข้าช่างน้ำหนัก ส่งต่อให้กรมสรรพสามิตคำนวณอัตราภาษีที่ต้องเสียเพิ่ม มีตั้งแต่หลักหลายพันจนถึงหลักหมื่นบาทเสียก่อน มิฉะนั้นจะถือว่า เป็นการดัดแปลงรถยนต์ให้ผิดจากการจดทะเบียนโดยมิได้ขออนุญาต

เปลี่ยนดิสเบรกหลังใส่หลังคาซันรูป ผิดจริงหรือ
การเปลี่ยนหลังคาซันรูปส่วนมากต้องมีการดัดแปลงเช่น การเจาะหลังคา หรือเปลี่ยนหลังคาใหม่แบบนี้ทางกรมขนส่งจะมองว่า เป็นการแก้ไขดัดแปลง ซึ่งมีผลต่อความแข็งแรงของตัวรถ แบบนี้ต้องมีใบเสร็จหลังคา รูปถ่ายขั้นตอนการติดตั้ง และใบรับรองวิศวกร และต้องแจ้งกรมขนส่งทางบกก่อนถึงจะไม่ผิด ส่วนการเปลี่ยนดรัมเบรก เป็นดิสเบรกหลัง เรื่องนี้ไม่มีกฎออกมาชัดเจนจึงอาศัยการพินิจจากเจ้าหน้าที่กรมขนส่ง ซึ่งแต่ละเขตขนส่งต่างก็มีดุลพินิจไม่เหมือนกัน ถ้าเจ้าหน้าที่พินิจว่าไม่น่าผ่านก็ต้องหาใบเสร็จติดตั้ง และใบวิศวกรมาแจ้งเช่นเดียวกัน

ตีโรลบาร์แบบรถแข่ง ผิดด้วยหรือปล่าว
กฎหมายว่าด้วยห้องโดยสารมีเพียงข้อกำหนด เรื่องของจำนวนที่นั่ง มาตราวัดความเร็ว และไฟห้องโดยสารเท่านั้น ส่วนการตีโรลบาร์ยังไม่มีกฎหมายออกมารองรับจึงไม่ผิด แต่การถอดเบาะหลังออกแล้วตีโรลบาร์ จะผิดกฎหมายเรื่องการระบุลักษณะรถ และจำนวนตอน ถือว่าผิดครับ
รวมถึงการความแน่หนา(เช่นเอามือจับแล้วโยกได้)ความเสี่ยงต่ำการเกิดอุบัติเหตุ (เช่นมีส่วนแหลมคมพุ่งเข้าหาผู้ขับขี่และผู้โดยสาร) ก็ถือว่าผิดได้อีกเช่นกัน ยิ่งถอดเบาะออกเหลือตัวเดียวหรือตัดตัวถังรถออกบางส่วน แล้วตีโรล์บาร์ยึดแบบ Space Frame แบบนี้ถือว่าผิด ขอหาดัดแปลงสภาพที่มีผลต่อความมั่นคงแข็งแรงของตัวรถ

ใส่กระจกมองข้างแบบเล็กๆ หรือกระจกซิ่ง ผิดไหม
ตามกฎหมายอีกเช่นกันระบุไว้ว่า รถยนต์ต้องมีเครื่องส่องหลัง (กระจกมองหลัง) และเครื่องส่องหลังภายนอก (กระจกมองข้าง) อย่างน้อย 1 อัน ซึ่งไม่ได้ระบุถึงขนาดและรูปแบบ ถ้าเปลี่ยนเป็นกระจกมองข้างแบบไฟเบอร์ หรือแบบกระจกซิ่งทรงแข่ง ถ้ามี 2 ด้าน หรือด้านเดียวก็ถือว่าถูกกฎหมาย แต่ถ้าไม่มี กระจกมองข้าง หรือกระจกมองหลัง หรือเจ้าหน้าที่ตรวจสภาพ ฟันธงว่า มีเครื่องส่องหลังจริง แต่ชำรุดหรือมองเห็นไม่ชัดเจน ก็จะถือว่าผิด ต้องกลับมาแก้ไขอีกเช่นกัน

เปลี่ยนเบาะซิ่งใส่เซฟตี้เบล 4 จุด จะผิดอีกหรือปล่าว
เบาะหรือที่นั่งผู้ขับขี่ และผู้โดยสาร ทาง พ.ร.บ. จริงๆแล้วได้ระบุขนาดความกว้างยาวของเบาะเอาไว้ด้วย ซึ่งจะเกี่ยวข้องในการระบบุจำนวนผู้โดยสาร เบาะแต่ง หรือเบาะไฟเบอร์ ส่วนมากมีความถูกต้องในเรื่องขนาด แต่ถ้าถอดเบาะออกไม่ว่าเบาะหลัง ถอดเหลือตัวเดียว หรือสั่งทำเบาะขนาดใหญ่พิเศษแบบนี้จะถือว่าผิด ส่วนเซพตี้เบลทางกรมก็ได้ทำหนด มาตรฐานเอาไว้อีกเช่นกัน เบล 4 จุดแม้ว่าจะไม่ถูกต้องในเรื่องของมาตรฐาน แต่ถ้ามีการยึดแน่นหนา ก็อนุโลมว่าผ่าน แต่ถ้าใส่เบล 4 จุด 8 จุด แล้วไม่คาด แบบนี้ถือว่าไม่ผิดพระราชบัญญัติหรอกครับ แต่ผิดกฎหมายจราจร

ดัดแปลงเครื่องยนต์ขยายซีซี เปลี่ยนเทอร์โบ โมกล่อง ซัก 1000 ม้า จะผิดหรือไม่
การขยายซีซีเพิ่มความจุถ้าเป็นในสนามแข่งแบบ OneMake Race ถือว่าผิด สั่งถอนการแข่งขันลูกเดียว แต่ถ้าเป็นรถใช้งานบนท้องถนน การจะมาวัดกำลังอัด หาขนาดความจุนั้นทำได้ยาก จึงอาศัยการตรวจดูหมายเลขเครื่องยนต์ว่าถูกต้องตามทะเบียนที่แจ้งไว้หรือไม่เท่านั้น
ถ้าเลขเครื่องถูกถือว่าไม่ผิด จะขยายความจุ เปลี่ยนลูก ยืดข้อ เสริมเสื้อสูบก็ไม่ผิด หรือไม่ว่าจะเปลี่ยนเทอร์โบใหญ่ ใส่กรองเปลือย ตีเฮดเดอร์ เปลี่ยนหัวฉีด โมกล่องจนได้ 500 ม้า ก็ไม่ผิด เพียงแต่อุปกรณ์ภายในห้องเครื่องต้องดูแล้วแน่หนาและมีความปลอดภัย แต่ถ้าจูนน้ำมันจนหนามาก เจ้าหน้าที่จะใช้ผลการตรวจวัดควันดำ ค่า CO (คาร์บอนมอนออกไซต์) และค่า HC (ไฮโดรคาร์บอน) ที่ปล่อยออกมาจากท่อไอเสียเป็นข้อกำหนดถึงสภาพเครื่องยนต์
โดยตามพระราชบัญญัติรถยนต์ กล่าวว่า รถยนต์ที่จดทะเบียนก่อน 1 พค 2536 ต้องวัดค่า Co ไม่เกิน 4.5 เปอร์เซนต์ และค่า Hc ไม่เกิน 600 PPM รถยนต์ที่จดทะเบียนหลัง 1 พค 2536 ต้อง วัดค่า Co ไม่เกิน 1.5 เปอร์เซนต์ และค่า Hc ไม่เกิน 200 PPM ส่วนถ้าเป็นรถเครื่องยนต์ดีเซลไม่ว่าจะเปลี่ยนโบใหญ่ แต่งปั้มเพียงใด มาตรฐานการวัดควันดำ ต้องไม่เกิน 50 เปอร์เซ็นต์ ด้วยเครื่องวัดแบบกระดาษกรอง และ 45 เปอร์เซ็นต์ ด้วยเครื่องวัดแบบหาความทึบแสง ซึ่งรถยนต์ที่มีอายุเกิน7 ปี ต้องได้รับการตรวจวัดค่า Co และ Hc จาก ต.ร.อ
ดังนั้นจะโมเครื่องแค่ไหนแต่งเครื่องอย่างไร ถ้าการเผาไหม้หมดจด Co และ Hc ผ่านก็ถือว่าถูกกฎหมาย ถึงจะแต่งรถถูกกฎหมาย แต่ถ้าเอารถ 500 ม้า 1000 ม้า มาวิ่งหวาดเสียวบนท้องถนน หรือไล่แซงผู้อื่นแบบแข่งขัน แบบนี้ของเพียงอย่าให้ถูกจับได้ ซึ่งอาจมีความผิดตาม พรบ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43( , 160 วรรคสาม ฐานขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัย หรือความเดือดร้อนของผู้อื่น ถูกจับฟ้องศาล ยึดรถ

ที่มา.Thailandoffroad.com
จาก SAK 9481

http://www.weekendhobby.com/rav4/webboard/question.asp?id=276 (http://www.vigothailand.com/board/go.php?url=aHR0cDovL3d3dy53ZWVrZW5kaG9iYnkuY29tL3JhdjQvd2ViYm9hcmQvcXVlc3Rpb24uYXNwP2lkPTI3Ng==)


หัวข้อ: Re: ขาซิ่ง...รู้จริงป่ะ
เริ่มหัวข้อโดย: jeerawat munkomgdee ที่ พฤษภาคม 12, 2010, 07:09:14 AM
ขอบ คุณครับ ดีจริงๆ v008 v103


หัวข้อ: Re: ขาซิ่ง...รู้จริงป่ะ
เริ่มหัวข้อโดย: หมู_vigo ที่ พฤษภาคม 18, 2010, 10:46:39 PM
ความรู้ดีจังครับ

ขอบคุณครับ


หัวข้อ: Re: ขาซิ่ง...รู้จริงป่ะ
เริ่มหัวข้อโดย: bas.za ที่ พฤษภาคม 20, 2010, 10:33:21 AM
 v048


หัวข้อ: Re: ขาซิ่ง...รู้จริงป่ะ
เริ่มหัวข้อโดย: ptn2464 ที่ พฤษภาคม 26, 2010, 12:39:12 AM
 v070


หัวข้อ: Re: ขาซิ่ง...รู้จริงป่ะ
เริ่มหัวข้อโดย: PRo_TReK ที่ กรกฎาคม 12, 2010, 08:55:40 PM
 v085 ขอบคุณมากคับท่าน  v096 v108 v022_1


หัวข้อ: Re: ขาซิ่ง...รู้จริงป่ะ
เริ่มหัวข้อโดย: tot*ต๊อด ที่ กรกฎาคม 25, 2010, 11:10:37 PM
รถขับ 4 แบบ part time หรือรถกะบะลุยๆทั่วไป


คนไม่เคยลองจะไม่รู้นะครับว่า เมื่อใส่ 4WD ไม่ว่าจะเป็น 4WD high หรือlow วงเลี้ยวจะกว้างมากขึ้นกว่าปกติ พวงมาลัยก็จะหนักมากขึ้น
4WD high ควรใช้เมื่อเจอเส้นทางที่ขรุขระ หรือมีโคลนอยู่ในระดับนึง เพราะเราสามารถใช้ความเร็วในขณะขับ 4WDhigh ได้ไม่ควรเกิน 80 กม./ชั่วโมง
ขอเตื่อนนะครับ ถ้าขึ้นเขาลงเขา-ถนนธรรมดาไม่ได้มีความลำบาก ไม่ควรใช้4WD นะครับ แหกโค้งกันมาเยอะแล้วครับ
4WD low เราจะใช้ก็เมื่อเจอเส้นทางที่ค่อนข้างทุระกันดาร โคลนลึก ขึ้นหรือลงเนินที่ชันมากๆและขรุขระ ในการใส่เกียร์ 4WD low ต้องปลดเกียร์ทุกอย่างมาอยู่ที่ N(เกียร์ว่าง) หมดนะครับ ล้อตรง แล้วค่อยใส่เกียร์ขับ4
หลังจากนั้นก็ใส่เกียร์ขับธรรมดาตามไป รอดูสัญาณว่ามีสัญญาณ 4WDขึ้นแล้วยังถ้ามีก็ไปได้เลยครับ
การขับ4WD แบบlow เราจะนิยมเข้าเกียร์หนึ่งนะครับ เพราะขะคอนโทรลง่าย แทบไม่ต้องเหยียบคันเร่ง รถจะเคลื่อนตัวของมันเองด้วยกำลังของเครื่องยนต์ ทั้งตอนขึ้นเนินหรือลงเนิน ไปแบบเนียนๆครับ อาจจะเหยียบคันเร่งบ้างตอนที่จะต้องใช้กำลังเพื่อฉุดตัวรถออกจากแอ่งโคลน
จากคุณ : คนขำๆ (คนขำๆ)   
http://www.pantip.com/cafe/ratchada/topic/V9506180/V9506180.html (http://www.vigothailand.com/board/go.php?url=aHR0cDovL3d3dy5wYW50aXAuY29tL2NhZmUvcmF0Y2hhZGEvdG9waWMvVjk1MDYxODAvVjk1MDYxODAuaHRtbA==)


หัวข้อ: Re: ขาซิ่ง...รู้จริงป่ะ
เริ่มหัวข้อโดย: tot*ต๊อด ที่ สิงหาคม 21, 2010, 11:48:11 AM
เรื่องของเทอร์โบไทม์เมอร์

หลักการเรื่องอุณหภูมิใช้งานของเครื่องยนต์+โบฯให้เกิดความทนทานที่ถูกก็คือให้เครื่องยนต์ทำงานในอุณหภูมิที่เหมาะสมครับ ไม่ตำหรือสูงเกินไป เพราะผู้ผลิตได้ออกแบบให้มีระยะเคลียเร้นท์ ความฝืด ค่าการสึกหรอ ที่อุณหภูมิหนึ่งๆ นั่นคือค่าที่วาล์วน้ำปล่อยให้น้ำไประบายความร้อนในระบบเคื่องยนต์นั่นเอง สำหรับไอ้โก้เครื่องยนต์ได้ถูกออกแบบไว้ให้ทำงานที่ 83 องศาเซลเซียส(ที่ระดับน้ำทะเล 100 องศาฯน้ำเดือด) ที่ผมทราบเพราะติดสมาร์ทเกจ ค่าความร้อนที่แสดงจะเป็นแบบเรียลไทม์ ขึ้นหรือลงให้เห็นตลอด ถึงคุณจะตืดเครื่องไว้ 10 นาที หรือ 10 วัน ความร้อนของเครื่องยนต์มันก็ไม่สูงหรือต่ำกว่านี้ เพราะเมื่อไหร่ที่ความร้อนมันสูงวาล์วน้ำจะเปิดให้น้ำหมุนเวียนเข้าไปลดความร้อน แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่มันต่ำมันก็จะกักน้ำไว้เพื่อรอให้อุณหภูมิมันมันสูงกว่า 83 องศาฯเพื่อที่จะได้เปิดวาล์วอีกครั้งหนึ่ง สูงหรือต่ำกว่านี้จะทำให้เกิดการขยายตัวหรือหดตัวของโลหะและส่วนประกอบต่างๆในเครื่องยนต์(ลูกสูบ แหวน กระบอกสูบ ข้อเหวี่ยง เฟืองฯลฯ)ที่ไม่ได้อยู่ในช่วงการทำงานที่ได้ออกแบบไว้ ผลอย่างแรกคือเกิดความสึกหรอสูงกว่าปกติ กำลังตก การเผาไหม้ไม่สมบูรณ์ สิ้นเปลืองน้ำมัน เกิดมลพิษและตะกอนตกค้างในเครื่องยนต์สูง ....ในเรื่องของการใช้งานปกติอุรหภูมิจะไม่สูงหรือต่ำไปกว่าค่ากำหนดนัก เป็นเหตุผลที่ทางบริษัทฯผู้ผลิตไม่ติดตั้งเทอร์โบไทมืเมอร์มาให้ เพราะไม่มีความจำเป็นเท่าไหร่ แถมยังเป็นการเพิ่มต้นทุนอีกต่างหาก แต่เมื่อมีการใช้งานด้วยความเร็วสูง มีการดัดแปลงสภาพเพิ่มขนาดโบฯ พ่วงกล่องฯ บรรทุกหนัก ใช้แรงฉุดลาก วิ่งขึ้นที่ชัน การชับขี่ในลักษณะที่ไม่ปกติเช่นนี้จะไปเพิ่มภาระการทำงานของเครื่องยนต์ ทำให้เกิดความร้อนสะสมสูง ดังนั้นเมื่อจะจอดหรือดับเครื่องจึงต้องมีการวอร์มดาว์นนั่นเอง
......................เรื่องพวกนี้เมื่อไปรับฟังคนที่ไม่มีความรู้ความเข้าใจมักจะจดจำกันมาใช้แบบผิดๆเสมอ เช่น คนขับแท็กซี่มักจะชอบคุยให้ฟังว่าถอดวาล์วน้ำออกเพื่อให้น้ำหมุนเวียนในระบบตลอด เครื่องจะได้เย็นไม่พังง่าย เกิดความทนทานเป็นต้น แต่แท้ที่จริงแล้ว เมื่อเครื่องยนต์ทำงานที่อุณหภูมิต่ำกว่าที่ออกแบบไว้เป็นระยะเวลานานต่อเนื่องกันกลับทำให้เกิดความสึกหรอสูงกว่าปล่อยให้วาล์วน้ำทำหน้าที่หมุนเวียนน้ำในระบบเสียอีก


หัวข้อ: Re: ขาซิ่ง...รู้จริงป่ะ
เริ่มหัวข้อโดย: tot*ต๊อด ที่ สิงหาคม 22, 2010, 07:36:04 PM
เรื่องของ Egr
Egr ย่อมาจาก Exhaust gas recirculation คือการนำไอเสียบางส่วนนำกลับมาเข้าห้องเผาไหม้ใหม่ เป็นการบำบัดไอเสียให้มีความสะอาดขึ้น เพราะไอเสียเครื่องยนต์ดีเซลในรอบต่ำมีเขม่าและกาซพิษตกค้างเยอะ เนื่องมาจากการเผาไหม่ไม่สมบูรณ์ ด้วยวิธีนี้+กับแคทฯทำให้สามารถผ่านมาตรฐานไอเสียเข้าไปขายในต่างประเทศได้ วาล์วไอเสียของไอ้โก้จะเปิดที่รอบต่ำและปิดที่ประมาณ 1,500 รตน. หากอุดegrแล้วขับขี่ในรอบต่ำจะทำให้สิ้นเปลืองเพราะสมองกลมันไม่รับรู้ด้วย กลายเป็นว่าขาดอากาศที่จะเข้าห้องเผาไหม้ไป แรงตก สิ้นเปลืองน้ำมันมากขึ้น แต่ถ้าเป็นการขับขี่ในรอบสูงยังไงวาล์วตัวนี้ก้ไม่เปิดอยู่แล้วความสิ้นเปลืองก็ไม่ต่างกันครับ ......ข้อดีของ egr จะมีเฉพาะในรอบต่ำ ติดเครื่องจอดรอสัญญาฯไฟแดง หรือการขับขี่แบบช้าๆ(ไม่เกิน 1,500 รตน.เท่านั้น) แต่จะมีผลเสียโดยรวมเรื่องเขม่าตกค้างที่กลับเข้าไปสะสมในเครื่องยนตืและลิ้นปีกผีเสื้อ ทำให้เกิดความสึกหรอสูง น้ำมันสกปรก อายุการใช้งานลดลง ....


หัวข้อ: Re: ขาซิ่ง...รู้จริงป่ะ
เริ่มหัวข้อโดย: chawat ที่ กันยายน 30, 2010, 01:53:34 PM
 v067ขอบคุณครับ


หัวข้อ: Re: ขาซิ่ง...รู้จริงป่ะ
เริ่มหัวข้อโดย: storm ที่ ตุลาคม 02, 2010, 02:58:48 PM
ความรู้ดีๆ


หัวข้อ: Re: ขาซิ่ง...รู้จริงป่ะ
เริ่มหัวข้อโดย: white preruner ที่ ตุลาคม 09, 2010, 04:13:56 PM
เราควรวอร์มดาว์น ประมาณกี่นาที โดยเฉลี่ยน่ะคับ
ในกรณีที่ใช้งานมากหนักๆ


หัวข้อ: Re: ขาซิ่ง...รู้จริงป่ะ
เริ่มหัวข้อโดย: tot*ต๊อด ที่ ตุลาคม 09, 2010, 08:50:10 PM
เราควรวอร์มดาว์น ประมาณกี่นาที โดยเฉลี่ยน่ะคับ
ในกรณีที่ใช้งานมากหนักๆ
ต่อให้อัดมาหนักขนาดไหน แค่ก่อนถึงที่หมายลดความเร็วใช้รอบเครื่องไม่เกิน 2000 รตน.วิ่งทางราบสบายๆที่เกียร์ 5 (ประมาณ 70-80 กม/ชม.)ด้วยระยะทางสัก 3-5 กม. เท่านี้ก็เย็น(ตามสเปคเครื่อง)เหลือเฟือแล้วครับ ไม่ต้องไปเสียเวลาจอดรถวอร์มดาวน์สร้างมลภาวะที่บ้านอีก ถ้าวิ่งใช้งานธรรมดาๆรอบระหว่าง 2000-3000 รตน.(90-140 กม/ชม.)ใช้ในระยะ 2-300 กม.นี่แทบไม่ต้องวอร์มดาวน์เลยครับ ถ้ากังวลมากก็ทำแบบที่บอกข้างบนแต่ใช้เวลาแค่ 1-2 นาที หรือ 1-2 กม.ก็พอแล้ว แต่ถ้าบ้านใครอยู่บนไฮเวย์ฟาดมา 140-150 เป็นระยะทางไกลหลายร้อยกิโลเมตรจนถึงบ้านโดยไม่ต้องชลอรถเลย อันนั้นก็ยังจำเป็นต้องวอร์มดาวน์อยู่ครับ ผมก็อยากเห็นเหมือนกันว่าใครเข้าบ้านโดยไม่ต้องถอนคันเร่งได้ ไม่ต้องเลี้ยวเข้าหมู่บ้าน เข้าซอย หรือรอสัญญาณไฟฯ


หัวข้อ: Re: ขาซิ่ง...รู้จริงป่ะ
เริ่มหัวข้อโดย: lukzasa ที่ ตุลาคม 12, 2010, 10:01:48 PM
 v034 v018 v034 v034 v034


หัวข้อ: Re: ขาซิ่ง...รู้จริงป่ะ
เริ่มหัวข้อโดย: Diamond Crown ที่ ตุลาคม 29, 2010, 03:34:08 PM
http://www.secondcars.com/mcontents/marticle.php?headtitle=mcontents&id=117415


หัวข้อ: Re: ขาซิ่ง...รู้จริงป่ะ
เริ่มหัวข้อโดย: Light ที่ พฤศจิกายน 04, 2010, 07:31:52 PM
$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$light@ParadiseResort


....ผมเพิ่งเข้ามาในเวบนี้

ได้ความรู้ดีๆ ขอบคุณครับ..


WWWWWWWWWWWWWWW t31 t31


หัวข้อ: Re: ขาซิ่ง...รู้จริงป่ะ
เริ่มหัวข้อโดย: ninegogo ที่ พฤศจิกายน 06, 2010, 05:46:08 AM
 v072 v073
ขอบคุณครับ


หัวข้อ: Re: ขาซิ่ง...รู้จริงป่ะ
เริ่มหัวข้อโดย: HARELUYA ที่ พฤศจิกายน 08, 2010, 02:46:51 AM
 v058 มาถูกทางแล้วเรา


หัวข้อ: Re: ขาซิ่ง...รู้จริงป่ะ
เริ่มหัวข้อโดย: miss@smile ที่ พฤศจิกายน 12, 2010, 10:55:03 AM
 v070 v072


หัวข้อ: Re: ขาซิ่ง...รู้จริงป่ะ
เริ่มหัวข้อโดย: tot*ต๊อด ที่ พฤศจิกายน 12, 2010, 01:17:02 PM
จากกระทู้ ขับรถทางไกลทำอย่างไรให้ประหยัด ครับ
 1.เติมลมยางอย่าให้อ่อนเกินไป อย่าลืมว่ารถกระบะไม่ใช่รถเก๋ง เห็นท้ายมันเด้งๆหน่อยหลายคนเติม 35 เท่ากันทั้ง 4 ล้อ ....นอกจากจะไม่ประหยัดแล้วยังไม่ปลอดภัยอีกด้วย ที่พอยอมรับได้และยังคงความสบายอยู่ ยางหน้าเติมสัก 38 หลังสัก 39 อย่างนี้ช่วยให้ประหยัดและปลอดภัยได้ ถ้าแข็งกว่านี้ก็อาจประหยัดแต่ไม่ปลอดภัย ถ้าอ่อนกว่านี้ไม่ประหยัดแล้วยังไม่ปลอดภัยด้วย เพราะแรงดันลมยางที่อ่อนเกินไปจะทำให้แก้มยางกลิ้งตัวเสียดสีกับแม็ก/ถนนอย่างสูง เกิดความร้อนสะสมจนบวมหรือระเบิดได้ แข็งไปก็จะกระด้างและเหลือฟื้นที่สัมผัสน้อยไม่เกาะถนน
 2.เป่า/เปลี่ยน(ตามกำหนด)กรองอากาศ ช่วยให้อากาศเข้าสู่ห้องเผาไหม้ได้เต็มประสิทธิภาพ เครื่องยนต์เผาไหม้ดีสมบูรณ์ ใช้เชื้อเพลิงได้คุ้มค่า
 3.ล้างแอร์โฟล์วที่อยู่ในกรองอากาศ โดยใช้อัลกอฮอล์เช็ดแผลชุบสำลีเช็ดเบาๆ ช่วยในการคำนวนอากาศที่เข้าเครื่องยนต์ให้เหมาะสม
 4.ล้างอินเตอร์ฯ(ถ้ามีความรู้เรื่องช่างยนต์บ้าง-ถ้าไม่มีให้ข้ามข้อนี้ไป) ด้วยการถอดนัทไม่กี่ตัว ใช้เบนซินกรอกเขย่าเอาเขม่าที่สะสมออกมาซะบ้าง ช่วยลดอุณหภูมิไอดี เพิ่มความหนาแน่นสร้างกำลังในการจุดระเบิด มีหลักอยู่ว่า ทุกๆ 2 องศาที่ลดลง เพิ่มกำลังให้เครื่องยนต์ได้ 1 แรงม้า ต้องระวังเรื่องถอดประกอบ ครีบระบายความร้อนล้มจากการถูกกระแทก/สัมผัสด้วย และต้องตากแดดให้แห้ง/ให้เบนซิลระเหยจากภายในอินเตอร์ฯไปจนหมด ก่อนประกอบ
 5.เอาของที่ไม่จำเป็นลงจากรถ ช่วยลดโหลดที่เครื่องยนต์ต้องรับภาระ
 6.ใช้ความเร็วที่เหมาะสม รอบเครื่องที่ประหยัดและเหมาะสมสำหรับการเดินทางไกลไม่ใช่เพื่อสร้างภาพทำสถิติอยู่ที่ 2,000-2,500 รตน. เลี้ยงเท้าให้นิ่งรักษาความเร็วให้คงที่
 7.รักษาระยะจากคันหน้า หัดอ่านสถานการณ์จากระยะไกลจะช่วยให้เบรคน้อยลง หรือบางครั้งแค่ชะลอรถก็พอ เมื่อปลอดภัยก็เดินคันเร่งรักษาความเร็วต่อไปได้
 8.เปลี่ยนเกียร์ตามรอบเครื่องและความเร็วที่เหมาะสม ช่วงกำลังหรือเพาเว่อร์แบนของวีโก้มีในช่วงกว้างตั้งแต่รอบต่ำ ดังนั้นไม่จำเป็นต้องลากรอบสูง เปลี่ยนเกียร์ในช่วง 1,800-2,200 รตน. ไม่ใช่ที่ 1,500 รตน.อย่างที่คิดกัน เพราะเมื่อเปลี่ยนเกียร์สูงขึ้น 1 จังหวะรอบจะตกลงมาประมาณ 3-500 รตน.(จะห่างมากเป็นพิเศษช่วงต่อระหว่างเกียร์ 2 กับเกียร์ 3 รอบจะลงมาราว 7-800 รตน.) ดังนั้นต้องเปลี่ยนเกียร์ให้รอบที่ตกลงมานั้นไม่ต่ำกว่า 1,500 รตน.จึงจะอยู่ในช่วงกำลังและประหยัดน้ำมันสำหรับการเพิ่มความเร็วเพื่อขึ้นสู่เกียร์จังหวะต่อไป
 9.เปิดแอร์ไว้กึ่งกลางของระดับความเย็น ถ้าร้อนไม่ควรเร่งแอร์แต่ให้ลองเร่งพัดลมดูก่อน ถ้าเปิดพัดลมเบอร์ 3 จะช่วยให้ไม่ต้องเร่งความเย็นมากเกินไป
 10.การโหลดช่วงล่างด้านหลังลงหรือยกด้านหน้าขึ้น ทำให้รถมีความสูงเท่ากันทั้งหน้าหลังจะทำให้การทรงตัวเสียและหน้ารถต้านลมมากขึ้น
    ..........ลองดูนะครับ อย่าใส่เกียร์ว่างลงเขานะครับ ถึงจะประหยัดเพราะไม่ต้องเร่งเครื่องแต่อันตรายมากๆ ใช้เกียร์ควบคุมความเร็วขณะลงเขา ใช้เบรคให้น้อย โชคดี ขับรถมีสติ


หัวข้อ: Re: ขาซิ่ง...รู้จริงป่ะ
เริ่มหัวข้อโดย: puzzle11 ที่ พฤศจิกายน 19, 2010, 09:10:23 AM
 v072 v072 v072  มาเก็บข้อมูลดีๆๆคับ... v070


หัวข้อ: Re: ขาซิ่ง...รู้จริงป่ะ
เริ่มหัวข้อโดย: chaiii ที่ พฤศจิกายน 22, 2010, 08:01:07 PM
ของผม pre 3.0 cab ปี 50 เปลียนแม็ก จูน 2010 แล้วไมล์เพี้ยนนิดหน่อย กินน้ำมันเท่าเดิมหรือน้อยกว่า ลอยลำเร็ว สูงขึ้น เบรคหนักขึ้น ตูดเด้งเหมือนเดิมอยากหาวิธีแก้แบบไม่เจ็บตัวมาก โช้คดีราคาแพง เวลาเสียก็ขยะดีดี ทำใจ


หัวข้อ: Re: ขาซิ่ง...รู้จริงป่ะ
เริ่มหัวข้อโดย: potoke ที่ พฤศจิกายน 24, 2010, 10:16:25 AM
ความรู้ทั้งนั้น


หัวข้อ: Re: ขาซิ่ง...รู้จริงป่ะ
เริ่มหัวข้อโดย: KAEKO ที่ ธันวาคม 23, 2010, 03:19:44 PM
มึน


หัวข้อ: Re: ขาซิ่ง...รู้จริงป่ะ
เริ่มหัวข้อโดย: coach8878 ที่ มกราคม 31, 2011, 11:58:58 AM
อยากขอความรู้เกี่ยวกับ อุณหภูมิไอเสีย หน่อยครับว่ามันร้อนกี่องศา ระหว่างจอดกับกดหมดนี่มันจะต่างกันอย่างไรบ้างครับผม


หัวข้อ: Re: ขาซิ่ง...รู้จริงป่ะ
เริ่มหัวข้อโดย: tot*ต๊อด ที่ มกราคม 31, 2011, 07:36:13 PM
อยากขอความรู้เกี่ยวกับ อุณหภูมิไอเสีย หน่อยครับว่ามันร้อนกี่องศา ระหว่างจอดกับกดหมดนี่มันจะต่างกันอย่างไรบ้างครับผม
ไม่ทราบครับต้องมีเครื่องวัด แล้วรถที่มีเทอร์โบนี่ไอเสียจะร้อนกว่ารถที่ไม่มีนะครับ รถที่บูสต์หนักๆกดยาวๆนี่หลายร้อยองศาเซลฯเลย ถึงขนาดที่ทำให้เทอร์โบ
และเฮดเดอร์แดงนั่นแหละ ถ้าเป็นรถ f1 รุ่นเก่าที่ใช้เครื่องเล็กพ่วงโบก็เกือบ 1,000 องศาฯ ยิ่งกดมากยิ่งร้อนมากครับ


หัวข้อ: Re: ขาซิ่ง...รู้จริงป่ะ
เริ่มหัวข้อโดย: kagkag ที่ กุมภาพันธ์ 23, 2011, 04:23:48 PM
แจ่มคับแต่แพงเกิ้น 555 v006


หัวข้อ: Re: ขาซิ่ง...รู้จริงป่ะ
เริ่มหัวข้อโดย: JeabTing ที่ กุมภาพันธ์ 25, 2011, 12:20:20 PM
ขอบคุณครับสำหรับข้อมูล


หัวข้อ: Re: ขาซิ่ง...รู้จริงป่ะ
เริ่มหัวข้อโดย: Ctt ที่ มีนาคม 02, 2011, 03:36:00 PM
 v005 thank you krub


หัวข้อ: Re: ขาซิ่ง...รู้จริงป่ะ
เริ่มหัวข้อโดย: ultrajaoh ที่ มีนาคม 02, 2011, 08:12:07 PM
ขอบคุณมาก ขอรับ


หัวข้อ: Re: ขาซิ่ง...รู้จริงป่ะ
เริ่มหัวข้อโดย: DefDef ที่ มีนาคม 04, 2011, 03:27:07 PM
ขอบคุณครับ..ข้อมูลดี ๆเป็นประโยชน์มาก ๆ เลยครับ v072


หัวข้อ: Re: ขาซิ่ง...รู้จริงป่ะ
เริ่มหัวข้อโดย: ja_k ที่ มีนาคม 23, 2011, 02:16:57 PM
 v072 ขอบคุณสำหรับความรู้คู่รถ วีโก้ ของเราๆท่านๆครับผม


หัวข้อ: Re: ขาซิ่ง...รู้จริงป่ะ
เริ่มหัวข้อโดย: tot*ต๊อด ที่ มีนาคม 25, 2011, 04:35:45 PM
สูตรแหนบนุ่ม-หนึบ สำหรับ4*2แคป ตัวเตี้ย ในราคาถูก
สูตร 2 แผ่นบน 4 ประตู ดัดแผ่น 3 (แหนบเดิม)ให้เหยียดจนเกือบไม่ติด 2 ตัวบน รองกล่อง 1.5 นิ้ว ใส่ช็อคดีๆหน่อย ....คราวนี้แหนบ 4 ประตู 2 ตัวบนที่ไม่ดัดมีจะมีแหนบแผ่น 3 ของแคปเดิม(ที่ดัดแล้ว)อุ้มไว้นิดๆ ส่วนแผ่นบรรทุกปล่อยไว้ไม่ได้ไปยุ่งอะไร อาการคือ..จังหวะพวกรอยคลื่นหรือผิวถนน รอยต่อคอนกรีต แทบไม่รู้สึกเลยครับ ความรู้สึกในตอนแรกที่เปลี่ยนมายอมรับว่าประหลาดใจเลย ความรู้สึกเหมือนท้ายมันบรรทุกอะไรสักอย่างที่หนักจนแหนบไม่เด้ง จนต้องจอดรถลงไปตรวจดู แต่ก็ไม่ใช่เพราะหลังเปลี่ยนมาไฟหนาต่ำกว่าเดิมอีกที่สำคัญอัดหนักๆในโค้ง ไม่ย้วยด้วย แต่จะมีเด้งบ้างเวลากรแทกหนักๆอย่างพวกหลุมหรือลูกระนาดชันๆหน่อย แต่ยอมรับได้และเป็นที่น่าพอใจในราคาแหนบแท้เบิก 0 2 ข้าง 4 แผ่น+พลาสติกที่ปลายแหนบอีก 8 ตัว แค่ 2,000 กว่าบาทเท่านั้น(แต่อาจต้องรอของหน่อย) ที่เป็นอย่างนั้นเพราะในจังหวะพวกรอยต่อหรือหลุมเล็กๆแหนบ 4 ประตู+ช็อค จะดูซับแรงไว้ได้เกือบทั้งหมดเหตุเพราะมันบางกว่า ให้ตัวได้ดีกว่า แต่ถ้าเป็นการทิ้งโค้งหนักๆ กระโดดเนิน หรือลงกระแทกหลุมใหญ่ๆ จนถึงแนวรับแรงของแหนบแผ่นที่3 จะมาคอยอุ้มไว้ไม่ให้มันทรุดลงมากเกินไปจนย้วย ถ้าให้คะแนนความนิ่มนวลก็ทำได้สูสีกับเก๋งเล็กอย่างแจส แต่ถ้าเป็นการเข้าโค้งด้วยความเร็วสูง แหนบชุดนี้ชนะขาด อันนี้ไม่รวมถึงการบรรทุกนะครับ เพราะรถผมใช้นั่งโดยสารเป็นหลักอยู่แล้ว ตั้งแต่เปลี่ยนชุดนี้มาเพิ่งเคยบรรทุกแค่ 2-300 กก.แค่ครั้งเดียว ตอนที่ขนก็ขับลุยได้เหมือนเดิม ไม่ย้วย ที่สำคัญจะดัดแปลงอย่างไรก็แล้วแต่ไม่ควรให้หน้าเสมอหลังหรือต่ำกว่าหลังนะ ครับ ต้องให้หน้าต่ำกว่าหลังไว้เสมอ นิ่มหนึบ..ลองดู




หัวข้อ: ปัญหาในการโหลดและการตั้ง 0 สลับยาง
เริ่มหัวข้อโดย: tot*ต๊อด ที่ มีนาคม 25, 2011, 04:37:46 PM
ถ้าไม่ได้ไปรื้อล้อหน้าถอดช็อคก็ไม่ต้องตั้ง 0 (ถ้ามันดีอยู่แล้วนะ) เพราะล้อหลังมันตายตัวตั้งไม่ได้ครับ แต่รถทุกชนิดที่วิ่งด้วยล้อยางกลมๆควรต้องมีการตั้ง 0 สลับยางอย่างน้อยทุกๆ 1-20,000 กม. .............การโหลดถ้าเอาหลังลงจนเสมอหรือต่ำกว่าหน้าจะทำให้การทรงตัวการ ขับขี่แย่ลงแน่นอนฟันธง จะโหลดอย่างไรก็ต้องให้หน้ามันต่ำกว่าหลังเล็กน้อยก็ยังดี การวัดไม่ใช่เอาตลับเมตรลากจากพื้นมาวัดที่ซุ้มล้ออย่างที่ช่างไม่รู้เรื่อง รู้ราวทำ สำหรับวีโก้ถ้าวัดอย่างนั้นหน้าแหงนเป็นหมาหอนแน่นอน เพราะซุ้มล้อหลังมันสูงหรือเผื่อระยะให้ตัวมากกว่าล้อหน้า)ปัญหาเรื่องการ ทรงตัว ความต้านลม การเกาะถนน ความสิ้นเปลือง การตั้ง 0 ล้อ ฯ จะตามมาอีกหลายอย่าง ที่พอจะวัดได้ง่ายๆหน่อยคือวัดที่ตะเข็บตัวถังด้านล่าง(ใต้ประตูยาวไปจนสุด หัวเก๋งนั่นละ)ต้องให้มีระดับความลาดเทมาทางด้านหน้ารถเล็กน้อย ในความเห็น(ส่วนตัว)ผมนั้นการโหลดไม่ควรเกิน 2 นิ้วจากระยะมาตรฐาน อาจยังดูสูงไปสำหรับคนชอบรถเตี้ยๆ แต่ถ้าโหลดได้ถูกต้องอย่างที่ว่าจุด 0 ถ่วงต่ำลงและไม่ปัญหาหรือเกิดข้อจำกัดเรื่องการใช้งานจนเกินไปด้วย พูดง่ายๆคือยังใชงานในชีวิตประจำวันได้อย่างสบายๆ


หัวข้อ: เทคนิคการเปลี่ยน/การเติมน้ำมันเครื่อง ให้ประหยัด แรงเต็มประสิทธิภาพ
เริ่มหัวข้อโดย: tot*ต๊อด ที่ มีนาคม 25, 2011, 04:41:30 PM
แม้จะเปลี่ยนกรองน้ำมันเครื่องด้วยก็ไม่ต้องเติมถึง 6.9 ลิตรครับ ผมเติม 6.5 ลิตรทุกครั้ง อีกครึ่งเก็บไว้ใช้ครั้งต่อไป ไม่ต้องซื้อเพิ่ม
ระดับมันจะอยู่ต่ำกว่าขีดสูงสุดเล็กน้อย ไม่มใผลเสียใดๆทั้งสิ้น และมีผลดีกว่าเติมเกินคือไม่เป็นภาระของการหมุนของเครื่องยนต์
ในแบบที่เติมให้เกินครับ ....ยกตัวอย่างพวกที่แข่งประหยัดน้ำมันวิ่งกันยาวๆเป็น 1,000 กม.พวกนี้จะเติมแบบพอดีขีดตำสุดไปเลย
เพื่อลดภาระเครื่องยนต์และประหยัดน้ำมันโดยไม่พังด้วยครับ การที่บริษัทผู้ผลิตกำหนดระดับมาแบบนั้นเพื่อ"เผื่อ"ในกรณีที่อาจมีการ
พร่องของน้ำมันหรือการขับขี่ในที่ลาดเอียงมากๆ โดยผู้ใช้รถในภาวะปกติอย่างเราไม่จำเป็นต้องทำแบบนั้นก็ได้ จะได้ประหยัดไม่ต้องซื้อ
ใหม่ 7 ลิตรทุกครั้ง คิดง่ายๆแบบที่หลายๆท่านว่าให้เติมเกินในปรมาตร 6.9 ลิตร ถ่าย 2 ครั้ง ใช้ 14 ลิตร ถ้าใช้ 6.5 ถ่าย 2 ครั้ง
ใช้ 13 ลิตร + ประหยัดน้ำมันกว่า ผมใช้วิธีนี้ตอนนี้รถผมแสนกว่าโลใช้งานได้ไม่ต่างจากตอนซื้อมาใหม่ๆ


หัวข้อ: Re: ขาซิ่ง...รู้จริงป่ะ
เริ่มหัวข้อโดย: JeabTing ที่ มีนาคม 30, 2011, 09:22:04 AM
 v072 v072 v072


หัวข้อ: Re: ขาซิ่ง...รู้จริงป่ะ
เริ่มหัวข้อโดย: nat423 ที่ พฤษภาคม 13, 2011, 12:31:25 AM
(http://www.vigothailand.com/uppic/images/604432_.gif) (http://www.vigothailand.com/uppic/view.php?filename=604432_.gif)


หัวข้อ: Re: ขาซิ่ง...รู้จริงป่ะ
เริ่มหัวข้อโดย: pompam ที่ กรกฎาคม 07, 2011, 11:08:23 AM
ด้ายความรู้ดีคับถึงจะตาลายชอบคับ   v073


หัวข้อ: Re: ขาซิ่ง...รู้จริงป่ะ
เริ่มหัวข้อโดย: g-blue0691 ที่ สิงหาคม 08, 2011, 11:22:44 PM
มาเก็บเกี่ยวความรู้ครับดีมากๆเลยครับเป็นประโยชน์แก่เพื่อนๆชาวvigothailandจริงๆครับ v072 v072


หัวข้อ: Re: ขาซิ่ง...รู้จริงป่ะ
เริ่มหัวข้อโดย: tot*ต๊อด ที่ กันยายน 05, 2011, 11:30:19 AM
แคทาลิติกคอนเวอร์เตอร์ (catalytic converter) หรือเครื่องฟอกไอเสียเชิงเร่งปฏิกิริยา ซึ่งคนไทยนิยมเรียกสั้น ๆ ว่า "แคท" นั้นเป็นอุปกรณ์ทำหน้าที่ลดไอเสีย ที่เกิดจากการเผาไหม้ไม่สมบูรณ์ของเครื่องยนต์ อุปกรณ์นี้เกิดจากแรงกดดันของภาครัฐในประเทศสหรัฐอเมริกาที่ต้องการให้รถ ยนต์ทุกคันที่ผลิตออกมาปลดปล่อยก๊าซพิษต่าง ๆ น้อยลง ทั้งนี้จากข้อมูลเกี่ยวกับการปล่อยไอเสียของรถยนต์ต่าง ๆ ที่ผลิตออกมาก่อนปี ค.ศ.1966 (พ.ศ.2509) พบว่าโดยเฉลี่ยแล้วรถยนต์ 1 คันที่วิ่งเป็นระยะทาง 1 ไมล์ (ประมาณ 1.6 กม.) มีการปล่อยสารไฮโดรคาร์บอน ซึ่งเป็นไอน้ำมันที่เหลือจากการไม่ถูกเผาไหม้ออกมาจำนวน 10.6 กรัม ปล่อยก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ (carbon monoxide - CO) คิดเป็นน้ำหนัก 84 กรัม และปล่อยก๊าซไนโตรเจนออกไซด์ (nitrogenoxide - NOx) ออกมาคิดเป็นน้ำหนัก 4.1 กรัม แต่กว่าที่จะมีรถยนต์ติดแคทาลิติกฯ รุ่นแรกออกมาจำหน่ายก็ต้องรอถึงปี ค.ศ.1975 (พ.ศ.2518) แคทาลิติกฯ ที่ติดรถยนต์รุ่นแรก ๆ นั้นเป็นแบบ 2 ทาง (two-way catalytic converter) สามารถลดปริมาณก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ และสารไฮโดรคาร์บอนได้เพียง 2 ชนิดเท่านั้น จนปลายทศวรรษที่ 70 จึงมีแคทาลิติกฯ แบบ 3 ทาง (3-way catalytic converter) ที่ลดได้ทั้งก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ สารไฮโดรคาร์บอนและก๊าซไนโตรเจนออกไซด์


การทำงานของแคทาลิติกคอนเวอร์เตอร์
         แคทาลิติกฯ ทำหน้าที่เปลี่ยนไอเสีย 3 ชนิดได้แก่ สารไฮโดรคาร์บอน ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ และก๊าซไนโตรเจนออกไซด์ให้เป็นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ก๊าซไนโตรเจน ก๊าซออกซิเจน และไอน้ำ ด้วยปฏิกิริยาทางเคมีออกซิเดชัน (oxydation) และรีดักชัน (reduction) สมการเคมีข้างล่างแสดงถึงปฏิกิริยาเคมีที่เกิดขึ้น โดยปฏิกิริยาสามารถเกิดขึ้นเองได้ตามธรรมชาติ แต่ว่าอัตราการเกิดจะช้ามาก ดังนั้นจึงต้องใช้สารเร่งปฏิกิริยาหรือแคทาลิสต์ (catalyst) เพื่อให้ปฏิกิริยาเคมีเกิดเร็วขึ้น

               2CO + O2 --------> 2CO2                       (1)
               CxHy + O2 --------> CO2 + H2O             (2)
               2NOx --------------> N2 + O2                  (3)

          สารแคทาลิสต์ที่ใช้ในการเปลี่ยนไอเสียเป็นโลหะจำพวก "โลหะมีตระกูล" (novel metals) คือเป็นโลหะที่เฉื่อยต่อการเกิดปฏิกิริยาเคมี ได้แก่ แพลทินัม (platinum - Pt) แพลเลเดียม (palladium - Pd) และโรเดียม (rhodium - Rh) เหตุที่ต้องใช้สารแคทาลิสต์หลายชนิด เนื่องจากสารแคทาลิสต์หนึ่งเหมาะกับปฏิกิริยาเคมีแบบหนึ่งเท่านั้น โดยโรเดียมถูกใช้เป็นตัวเร่งปฏิกิริยารีดักชัน ของก๊าซไนโตรเจนออกไซด์ ส่วนแพลทินัม และแพลเลเดียมใช้เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาออกซิเดชันของก๊าซ คาร์บอนมอนอกไซด์ และสารไฮโดรคาร์บอน (เหตุนี้เองทำให้แคท นั้นสามารถตัดขายได้)


พัฒนาการของแคทาลิติกคอนเวอร์เตอร์
          การปรับปรุงเพื่อพัฒนาประสิทธิภาพของแคทาลิติกฯ มีตั้งแต่เริ่มต้น แคทาลิติกฯ รุ่นแรกเริ่มภายในถูกบรรจุด้วยเม็ดอลูมินา (alumina - เป็นวัสดุเซรามิกส์ชนิดหนึ่ง สูตรเคมีคือ Al2O3) ไว้เป็นจำนวนมาก เนื่องจากใช้เม็ดอลูมินาเป็นฐานรองรับ (substrate) โลหะแคทาลิสต์ แต่ว่าแคทาลิติกฯ รุ่นหลังจนถึงปัจจุบัน โลหะแคทาลิสต์จะถูกเคลือบบนฐานรองรับ ที่มีลักษณะเป็นช่องกลวงคล้ายรังผึ้ง (honeycomb) ซึ่งตัวฐานรองรับอาจทำจากเหล็กกล้าไร้สนิมหรือคอร์เดียไรต์ (cordierite - เป็นวัสดุเซรามิกส์ชนิดหนึ่ง มีชื่อทางเคมีว่า แมกนีเซียมอลูมิโนซิลิเกต (Mg2Al4Si5O18)) ก็ได้ ฐานรองรับแคทาลิสต์แบบหลังมีข้อดีกว่าแบบเม็ดอลูมินา เนื่องจากลักษณะโครงสร้างที่เป็นช่องกลวงช่วยลดแรงดันย้อนกลับ (back pressure) ของไอเสียได้ดีกว่า แต่ว่าต้นทุนการผลิตฐานรองแบบรวงผึ้งนั้นสูงกว่า

 

          นอกจากรูปแบบของฐานรองรับที่เปลี่ยนไปแล้ว การเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดอีกอย่างคือ ความหนาแน่นของจำนวนช่องของฐานรองรับแคทาลิติกฯ รุ่นแรก ๆ (ผลิตออกมาในปี ค.ศ.1974) มีความหนาแน่นของช่องขนาดเล็กประมาณ 200 ช่อง/ตร.นิ้ว และผนังแต่ละช่องมีความหนาราว 0.305 มิลลิเมตร แต่ในปัจจุบันแคทาลิติกฯ ที่ผลิตออกมามีความหนาแน่นของจำนวนช่องหลายรุ่น ตั้งแต่ 400, 600 หรือ 1,000 ช่อง/ตร.นิ้ว ซึ่งผนังของแต่ละช่องหนาเพียง 0.025 มิลลิเมตรเท่านั้น จำนวนช่องที่มากขึ้นทำให้มีพื้นที่ผิวในการทำปฏิกิริยาเคมีเพิ่มขึ้นส่งผลให้ประสิทธิภาพการลดปริมาณก๊าซพิษเพิ่มสูงขึ้น



          เรื่องของ "ฮวงจุ้ย" ก็สำคัญ! แต่ในที่นี้หมายถึง การจัดเรียงตำแหน่งต่าง ๆ ภายในอุปกรณ์แคทาลิติกฯ เนื่องจากภายในแคทาลิติกฯ มีปฏิกิริยาเคมีเกิดขึ้น 2 อย่าง คือ ปฏิกิริยาออกซิเดชันและรีดักชัน ซึ่งอาศัยโลหะแคทาลิสต์ต่างชนิดกัน ดังนั้นจึงต้องแยกพื้นที่สำหรับการเกิดปฏิกิริยาเคมีออกจากกัน แคทาลิติกแบบ 3 ทางจึงมีฐานรองรับ 2 ชิ้นแยกจากกัน ชิ้นหนึ่งเคลือบโรเดียมเพื่อเร่งปฏิกิริยารีดักชัน (บริเวณA) อีกชิ้นหนึ่งเคลือบด้วยแพลเลเดียมหรือแพลทินัมเพื่อเร่งปฏิกิริยาออกซิเดชัน (บริเวณB) จากปฏิกิริยาเคมี (3) ก๊าซไนโตรเจนออกไซด์จะถูกเปลี่ยนเป็นก๊าซไนโตรเจน และก๊าซออกซิเจน ซึ่งออกซิเจนที่ได้จาก (3) สามารถนำไปใช้ทำปฏิกิริยากับก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ และสารไฮโดรคาร์บอนต่อได้ ดังนั้นภายในแคทาลิติกฯ จึงออกแบบให้ฐานรองที่เคลือบโรเดียมอยู่ข้างหน้าฐานรองแพลทินัม (หรือแพลเลเดียม) เสมอ

ที่มา : http://www.mtec.or.th/index.php?option=com_content&task=section&id=8&Itemid=36/cool38.html


หัวข้อ: Re: อยากลองซะแล้ว
เริ่มหัวข้อโดย: poolsawat ที่ กันยายน 06, 2011, 03:49:05 PM
ยังงี้ ต้องจับยัดใส่วีโก้ แล้ววิ่งแบบไม่คิดชีวิตเลยทีเดียว


หัวข้อ: Re: ขาซิ่ง...รู้จริงป่ะ
เริ่มหัวข้อโดย: caramoguja ที่ ตุลาคม 19, 2011, 10:41:58 AM
ขอบคุณมากมายค่ะ


หัวข้อ: Re: ขาซิ่ง...รู้จริงป่ะ
เริ่มหัวข้อโดย: xsnoopx ที่ ตุลาคม 27, 2011, 03:28:26 PM
 v049 v049 v049 v049 v049 v049 v049 v049 v049

.......................................................................
ผลบอล (http://www.vigothailand.com/board/go.php?url=aHR0cDovL3d3dy54bi0tcjNjZTBhYjFiLmNvbS8=)-sbobet (http://www.vigothailand.com/board/go.php?url=aHR0cDovL3d3dy5zYm9iZXRzYm9iZXQuY29tLw==)-วิเคราะห์บอล (http://www.vigothailand.com/board/go.php?url=aHR0cDovL3d3dy54bi0tcjNjZTBhYjFiLmNvbS9hbmFseXNlX2xpc3QucGhw)-ทีเด็ดฟุตบอล (http://www.vigothailand.com/board/go.php?url=aHR0cDovL3d3dy54bi0tcjNjZTBhYjFiLmNvbS9hbmFseXNlX2xpc3QucGhw)-ทีเด็ด (http://www.vigothailand.com/board/go.php?url=aHR0cDovL3d3dy54bi0tcjNjZTBhYjFiLmNvbS9hbmFseXNlX2xpc3QucGhw)


หัวข้อ: Re: ขาซิ่ง...รู้จริงป่ะ
เริ่มหัวข้อโดย: pridtenpe ที่ พฤศจิกายน 02, 2011, 10:57:18 PM
v019     ย้าว ยาวววว

+ 1

_______________________
ผลบอล (http://www.vigothailand.com/board/go.php?url=aHR0cDovL2djbHVic2hvcC5jb20v)-sbobet (http://www.vigothailand.com/board/go.php?url=aHR0cDovL2djbHVic3Rhci5jb20v)-คาสิโนออนไลน์ (http://www.vigothailand.com/board/go.php?url=aHR0cDovL3d3dy5hbGxvbmxpbmVjYXNpbm9uZXdzLmNvbS8=)-gclub (http://www.vigothailand.com/board/go.php?url=aHR0cDovL3d3dy50b3BzdGFyY2x1Yi5jb20vZ2NsdWIucGhw)


หัวข้อ: Re: ขาซิ่ง...รู้จริงป่ะ
เริ่มหัวข้อโดย: tot*ต๊อด ที่ พฤศจิกายน 14, 2011, 11:07:49 AM
ไฟฟ้าสถิตย์ที่มันช็อตคนในรถกับระบบไฟในรถมันคนละส่วนกันนะครับ เพิ่งเคยได้ยินว่าวีโก้เป็นนี่แหละ ส่วนตัวเคยเจอกับแจสเป็นบ่อย ....การทำความเข้าใจในเรื่องนี้ต้องทำความเข้าใจเรื่องแรงดันหรือความต่างศักย์ กับกระแสหรือแอมแปร์ก่อน ....ระบบไฟฟ้าที่รถมันเป็นไฟกระแสตรงความต่างศักย์ต่ำ(โวลท์น้อยแค่ 12 Vเอง) แต่กระแสสูง(ในวีโก้แบตมีขนาดถึง 95 แอมป์) ซึ่งด้วยความต่างศักย์ที่น้อยเช่นนี้ไม่มีทางที่จะช็อตหรือเกิดทำให้เกิดอันตรายโดยตรงกับมนุษย์ได้(แม้จะกระแสค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับไฟบ้านที่มีกระแสแค่ 5-15 แอมป์แต่มีความต่างศักย์สูงถึง 220 โวลท์) เพราะผิวหนังมนุษย์ก็มีความต้านทานระดับหนึ่ง คือต่อให้เอามือไปจับคร่อมขั้วระหว่างขั้ว + กับ ขั้ว - ก็ไม่รู้สึกอะไร แต่ไม่ใช่ว่าจะไม่เกิดอันตรายเพราะมีหลายครั้งที่เกิดเหตุเพลิงไหม้ในปั้มน้ำมันเพราะไฟฟ้าสถิตย์ เช่นการใช้แกลลอนเหล็กไปเติมจากปั้มเมื่อหัวเติมไปแตะกับถังเกิดประกายไฟจากไฟฟ้าสถิตย์ทำให้ลุกไหม้ใหญ่โตได้.....ไฟฟ้าสถิตย์ที่เกิดเองตามธรรมชาติจากการเสียดสีกันระหว่างวัตถุหรืออากาศ จะมีความต่างศักย์สูงระดับหลายร้อยโวลท์เช่นตามตัวถังรถ เสื้อไหมพรม หวี จนถึงฟ้าฝ่าที่มีความต่างศักย์นับล้านโวลท์ แต่ในส่วนไฟฟ้าสถิตย์ที่อยู่ในยานพาหนะแม้จะมีความต่างศักย์สูงแต่กลับมีกระแสน้อยเพราะมีการถ่ายเทสูญเสียอยู่ตลอดเวลาตามธรรมชาติ นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เราถูกช็อตสั้นๆเพียงครั้งเดียว .....การถูกช็อตและสาเหตุ ก็คือ ธรรมชาติของไฟฟ้าจะมีความคล้ายคลึงน้ำคืออพยายามถ่ายเทจากที่มีความต่างศักย์สูงลงสู่ที่ความต่างศักย์ต่ำ(ด้วยหนทางที่ง่ายและรวดเร็วที่สุด) เมื่อรถวิ่งผ่านอากาศจะเกิดการสะสมของกระแสตามธรรมชาติ และไม่สามารถเคลื่อนที่ลงสู่พื้นดินเพื่อถ่ายเทประจุได้เนื่องจากล้อรถทำด้วยยาง ….แล้วเราถูกกระแสไฟดูดได้อย่างไร ร่างกายของเราเต็มไปด้วยน้ำ ผิวหนังมีความชื้นของเหงื่อและไขมันบางๆ รองเท้าที่สวมใส่มีความชื้นหรือฝุ่นผงที่สามารถนำไฟฟ้าได้ เมื่อเราจับโดนตัวถังที่มือเปิดประตูที่เป็นตัวนำ ไฟฟ้าสถิตย์ที่สะสมในรถจะเกิดเคลื่อนที่ไปตามชั้นความชื้นหรือไขมันที่ผิว เพื่อถ่ายเทประจุลงสู่พื้นดิน เมื่อไฟฟ้าวิ่งผ่านผิวชั้นนอกจากตัวเราลงสู่พื้นดินเราจึงรู้สึกว่าถูกช็อต  การป้องกันคือไฟฟ้าสถิตย์โดยป้องกันไม่ให้มันเกิดนั้นเป็นไปไม่ได้(ถ้ารถคันนั้นวิ่งใช้งานและตัวถังเป็นโลหะ) แต่เราป้องกันตัวเราจากกระแสไฟได้โดยใช้ มือจับประตูที่เป็นฉนวนหรือทำการหุ้มด้วยฉนวน(พวกยางหรือพลาสติก) การสวมรองเท้าที่มีพื้นเป็นยาง หรือการต่อสายโลหะ(โซ่)ให้กระแสไหลลงสู่พื้นดินเป็นต้น(ในกรณีที่เกิดบ่อยมากๆ)

จาก http://www.vigothailand.com/board/index.php?topic=167678.new#new (http://www.vigothailand.com/board/index.php?topic=167678.new#new) โดยผมเอง


หัวข้อ: Re: ขาซิ่ง...รู้จริงป่ะ
เริ่มหัวข้อโดย: slimgirlya ที่ พฤศจิกายน 16, 2011, 11:25:22 AM
โอ้ววววววววว


หัวข้อ: Re: ขาซิ่ง...รู้จริงป่ะ
เริ่มหัวข้อโดย: sobayenta4 ที่ พฤศจิกายน 17, 2011, 02:09:44 PM
ขอบคุณมากคับสำหรับความรู้ เอฺิ๊กกก  v045 > v063


หัวข้อ: Re: ขาซิ่ง...รู้จริงป่ะ
เริ่มหัวข้อโดย: kamondech ที่ ธันวาคม 19, 2011, 01:01:28 PM
 v070 v070 v070


หัวข้อ: Re: ขาซิ่ง...รู้จริงป่ะ
เริ่มหัวข้อโดย: mikajung ที่ เมษายน 05, 2012, 03:19:30 PM
ทางนี้ครับเพื่ออยากจะดูหนังออนไลน์ฟรี

sbobet-show
http://sbobet-show.com/
ดูหนังออนไลน์ฟรี http://deknaihor.blogspot.com/


หัวข้อ: Re: ขาซิ่ง...รู้จริงป่ะ
เริ่มหัวข้อโดย: adidasnok ที่ เมษายน 28, 2012, 02:16:42 PM
ไม่รู้อะคับพี่!!!!


หัวข้อ: Re: ขาซิ่ง...รู้จริงป่ะ
เริ่มหัวข้อโดย: momkoh ที่ พฤษภาคม 11, 2012, 02:06:43 PM
 v005


หัวข้อ: Re: ขาซิ่ง...รู้จริงป่ะ
เริ่มหัวข้อโดย: jojoe7333 ที่ พฤษภาคม 11, 2012, 08:41:07 PM
 v020 v020 v020


หัวข้อ: Re: ขาซิ่ง...รู้จริงป่ะ
เริ่มหัวข้อโดย: kamondech ที่ พฤษภาคม 14, 2012, 09:43:19 AM
 v096 v096


หัวข้อ: Re: ขาซิ่ง...รู้จริงป่ะ
เริ่มหัวข้อโดย: vg3000 ที่ กรกฎาคม 30, 2012, 02:01:16 PM
 v045 v045 v045


หัวข้อ: Re: ขาซิ่ง...รู้จริงป่ะ
เริ่มหัวข้อโดย: mokkyruff ที่ สิงหาคม 09, 2012, 03:22:03 PM
กำลังสนใจอยู่พอดีเลย.... ขอบคุณครับ


หัวข้อ: Re: ขาซิ่ง...รู้จริงป่ะ
เริ่มหัวข้อโดย: merunajung ที่ สิงหาคม 16, 2012, 08:59:31 AM
 v070 v070 v070 v070 v070 v070 v070


หัวข้อ: Re: ขาซิ่ง...รู้จริงป่ะ
เริ่มหัวข้อโดย: Megaman ที่ สิงหาคม 16, 2012, 05:40:22 PM
ขอลงชื่อติดตามกระทู้นี้ด้วยคนครับ  v005


หัวข้อ: Re: ขาซิ่ง...รู้จริงป่ะ
เริ่มหัวข้อโดย: Shutter_A ที่ พฤศจิกายน 04, 2012, 11:57:16 AM
 v008เยี่ยม


หัวข้อ: Re: ขาซิ่ง...รู้จริงป่ะ
เริ่มหัวข้อโดย: thad ที่ พฤศจิกายน 17, 2012, 09:49:57 PM
 v070


หัวข้อ: Re: ขาซิ่ง...รู้จริงป่ะ
เริ่มหัวข้อโดย: KITTICHAIKOCHAMON ที่ พฤศจิกายน 21, 2012, 08:35:53 PM
ขอบคุณครับ v051 v051 v051 v051


หัวข้อ: Re: ขาซิ่ง...รู้จริงป่ะ
เริ่มหัวข้อโดย: assasin8556 ที่ ธันวาคม 21, 2012, 12:23:16 PM
 v070สาระเพียบ v096


หัวข้อ: Re: ขาซิ่ง...รู้จริงป่ะ
เริ่มหัวข้อโดย: modo ที่ กุมภาพันธ์ 19, 2013, 01:03:42 PM
ดีมากเลยครับกระทุ้นี้ผมชอบมากๆๆๆๆ  v058


หัวข้อ: Re: ขาซิ่ง...รู้จริงป่ะ
เริ่มหัวข้อโดย: brawsky ที่ มิถุนายน 27, 2013, 06:35:35 PM
นำไปปฏิบัติสบายเลยนะเนี้ย


หัวข้อ: Re: ขาซิ่ง...รู้จริงป่ะ
เริ่มหัวข้อโดย: smart cab ที่ มกราคม 29, 2014, 01:48:18 PM
 v070 v070 v070
 v039 v039 v039


หัวข้อ: Re: ขาซิ่ง...รู้จริงป่ะ
เริ่มหัวข้อโดย: bananabig ที่ มิถุนายน 08, 2014, 08:27:52 PM
แน่นอนจริงๆ


หัวข้อ: Re: ขาซิ่ง...รู้จริงป่ะ
เริ่มหัวข้อโดย: Thinna ที่ พฤศจิกายน 28, 2014, 02:07:38 PM
ยาววมากครับบ 5555 แต่สาระดี


หัวข้อ: Re: ขาซิ่ง...รู้จริงป่ะ
เริ่มหัวข้อโดย: chadse ที่ กุมภาพันธ์ 28, 2015, 11:22:46 AM
 v070 v070


หัวข้อ: Re: ขาซิ่ง...รู้จริงป่ะ
เริ่มหัวข้อโดย: ่j.sparrow. ที่ สิงหาคม 10, 2015, 03:25:07 PM
 v025 v025


หัวข้อ: Re: ขาซิ่ง...รู้จริงป่ะ
เริ่มหัวข้อโดย: surasak.gt7875 ที่ สิงหาคม 23, 2015, 02:00:59 PM
 v096 v096 v073 v073


หัวข้อ: Re: ขาซิ่ง...รู้จริงป่ะ
เริ่มหัวข้อโดย: JEW vt ที่ ตุลาคม 13, 2015, 03:41:01 PM
 v073ขอบคุณนะครับสำหรับสาระดีๆครับ


หัวข้อ: Re: ขาซิ่ง...รู้จริงป่ะ
เริ่มหัวข้อโดย: kanin906 ที่ สิงหาคม 31, 2016, 11:37:20 AM
 v051


หัวข้อ: Re: ขาซิ่ง...รู้จริงป่ะ
เริ่มหัวข้อโดย: mari6789 ที่ สิงหาคม 22, 2017, 04:45:37 PM
GCLUB คาสิโน เว็บเดิมพันที่ได้รับความนิยมสูงสุด
(https://3.bp.blogspot.com/-mGp7RVcYVio/WZv8_qqf4-I/AAAAAAAAAlU/TMBQX5jZTi0VZ91k86ZtgUKBR9V-G9wNgCK4BGAYYCw/s320/36.jpg) (http://www.vigothailand.com/board/go.php?url=aHR0cHM6Ly93d3cuZ3R6bm0uY29tLw==)
 การเล่น GCLUB (http://www.vigothailand.com/board/go.php?url=aHR0cHM6Ly93d3cuZ3R6bm0uY29tLw==) คาสิโนออนไลน์ คนที่ยังไม่เคยเล่น หรือมีอคติเล็กๆเกี่ยวกับการพนันอาจจะมอง
ว่านี่เป็นสิ่งที่ไม่ดี ทำให้เกิดอันตราย มอมเมา และอีกสารพัดเหตุผลที่จะพูดถึง คาสิโน ออนไลน์ แต่ถ้า
มองอีกมุมหนึ่งการเล่นคาสิโน ออนไลน์นั่นก็มีข้อดีในตัวมันเองอยู่เหมือนกัน

การเล่น GCLUB คาสิโน ออนไลน์นั้น จะว่าเป็นการแหล่งซ้อมมือที่ยอดเยี่ยมของคนที่ชื่นชอบการเสี่ยงดวง
ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น เกมไพ่แบบไหน รูเล็ต น้ำเต้าปูปลา และอื่นอีกเพียบ ตรงนี้หากเราเข้าไปศึกษา
ให้ดี เราจะได้ทริคและเคล็ดลับการเล่นของพวกนี้มีอีกเยอะ เรื่องอย่างนี้เราเอาจจะเรียนรู้ไว้เพื่อป้องกัน
ตัวเองก็ได้ ไม่ได้เรียนรู้เพื่อเอาไป “โกง” ใครสักหน่อย ของอย่างนี้บางอย่างมันก็สามารถเป็น
สะพานสำหรับการสร้างความสัมพันธ์ในหมู่เพื่อน หรือ คนรู้จักได้เหมือนกัน GCLUB


หัวข้อ: Re: ขาซิ่ง...รู้จริงป่ะ
เริ่มหัวข้อโดย: djseed ที่ มกราคม 18, 2018, 07:53:04 PM
 v008 Thanks




SimplePortal 2.3.3 © 2008-2010, SimplePortal